กรณ์ จาติกวณิช ‘อิงลิช ฟอร์ ออล’ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 13:26 น.
กรณ์ จาติกวณิช ‘อิงลิช ฟอร์ ออล’ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
เรื่อง...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

หลากหลายบทบาทของ กรณ์ จาติกวณิช ผ่านมาทั้งแวดวงการเงิน อดีตก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงได้รับการยอมรับเป็นผู้บุกเบิก "ฟินเทค" 

รวมถึงการจัดตั้งโครงการเกษตรเข้มแข็ง ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างชาวนาและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่ต้องการพิสูจน์ว่า ชาวนาไทย สามารถอยู่ดีกินดีได้ ด้วยการปลูกข้าวพันธุ์ดี โดยวิธีปลอดการใช้สารเคมี โดยอาศัยการขายตรงให้กับผู้บริโภค ที่พร้อมให้ราคากับสินค้าคุณภาพ และเกิดแบรนด์ข้าว "อิ่ม" ประสบความสำเร็จมาแล้ว

ล่าสุด กรณ์ กับเพื่อนๆ ได้ ริเริ่มโครงการ "อิงลิช ฟอร์ ออล" (English for All) ที่อยากเห็นเด็กไทย 1.5 ล้านคน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

กรณ์ เปิดประเด็นเรื่องโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล เขามองว่า เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะต้นตอทุกปัญหามาจากการศึกษา

"ทุกคนก็ดีแต่พูดเรื่องการศึกษา แต่ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญอย่างจริงจัง"

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการศึกษาในวงกว้าง กรณ์ มองว่านำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำได้

"อิงลิช ฟอร์ ออล  เป็นโครงการที่ผมและเพื่อนๆ ในทีมบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจลงเงินลงแรงทำกันเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว  เบื้องหลังมาดูนโยบายการศึกษากัน เรื่องการปฏิรูปการศึกษาก็มีการพูดกันมาเยอะ เราก็มาคุยกัน เป้าหมายหลักของการปฏิรูปและผลลัพธ์ที่เราอยากจะเห็นการปฏิรูปการศึกษามันคืออะไรบ้าง ทักษะอะไรที่เราต้องการให้เด็กไทยมี

กรณ์ ยังเล่าอย่างภูมิใจว่า สิ่งที่คาดไม่ถึงคือผลสอบของทุกวิชาดีขึ้นทุกปี

"ก็มาตั้งคำถามว่าทำไม? ก็มีหลากหลายเหตุผล พอเรานำเสนอให้ รมต.ธีระเกียรติ ท่านบอกว่าไม่แปลกใจ เพราะเป็นเรื่องจิตวิทยา เมื่อเด็กมีความสนุก มันอินกับกิจกรรมการเรียนรู้ มันจะมีผลต่อทัศนคติของเด็กทุกกิจกรรมที่เขาทำ เช่นเดียวกันถ้าเด็กไม่แฮปปี้ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ก็จะฉุดผลการเรียนได้เหมือนกัน เหมือนอุปทานหมู่

นอกเหนือจากนั้นที่ผมสังเกต พอมีครูพันธุ์ใหม่เข้ามา เป็นครูต่างประเทศ วิธีการสอนอาจจะสดกว่ามีความแตกต่างวิธีการแบบเดิมในระบบข้าราชการไทย มันเหมือนเป็นตัวช่วยกระตุ้นครูไทยคนอื่นให้มีความกระตือรือร้น เหมือนกับมีไฟลุกโชนกลับคืนมา มันก็ทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนโดยทั่วไปดีขึ้นด้วย ผลต่อชุมชนก็คือตอนนี้ทุกคนแย่งกันส่งลูกเรียนโรงเรียนนี้ จากปีที่เราเข้าไปมีนักเรียน 200 กว่าคน ตอนนี้มีนักเรียน 370 คน

สิ่งที่ผมเน้นว่าอย่ามอบงบประมาณนี้ให้กับทางหน่วยงานราชการ เพราะจากประสบการณ์ของเราพบว่าโครงการนี้ที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเอาด้วยและเข้าใจ ชุมชนเข้าใจและสนับสนุน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาใช้เงินประมาณปีละ 1-2 ล้านกว่าบาท  ซึ่งเป็นเงินที่เราลงขันกันเองและเงินบริจาค ที่สำคัญทุกปีชาวบ้านมีการทอดผ้าป่าเพื่อสนับสนุนโครงการนี้กันด้วย และมีเงินจากชาวบ้านกันเอง มาสมทบทุนให้กับโรงเรียนประมาณปีละ 1 แสนบาท  ซึ่งแม้ว่าไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มาก แต่ด้วยเจตนา ผมมองว่าทำให้ชาวบ้านเหมือนกับเป็นเจ้าของร่วมและหวงแหนกับโครงการนี้ ทำให้ทั้งชุมชนและโรงเรียนมีความเข้มแข็งขึ้น

ดังนั้น อยากจะให้โรงเรียนเอาเงินไปบริหารเอง จัดหาครูต่างประเทศเอง ไม่ต้องไปผ่านเอเยนต์ นายหน้าหาตัวแทนจะถูกกินเปอร์เซ็นต์หมด  ส่วนการประเมินผลทางกระทรวงอาจจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาประเมินผล ก็มีอยู่แล้วหรือถ้าใช้เงินประชารัฐ ก็ให้เอกชนเข้ามาประเมินผลก็ได้  มาช่วยติดตามประเมิน หรือสนับสนุนด้วย มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและเราก็พยายามที่จะผลักดันโครงการนี้ต่อไปให้เลือกโรงเรียนที่ยากจนที่สุดในแต่ละตำบล  เราควรที่จะให้โอกาสเขาก่อน"