ยิ้มสู้ แล้วก้าวไปข้างหน้า

วันที่ 30 ต.ค. 2560 เวลา 10:00 น.
ยิ้มสู้ แล้วก้าวไปข้างหน้า
 

ผ่านพ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสร็จสิ้น มองไปข้างหน้า “เรา” พสกนิกรชาวไทยจะก้าวต่อไปอย่างไร

มองให้เห็นความจริงของชีวิต

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า พุทธศาสนามองว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ที่ไม่มีใครหนีพ้น แม้แต่พระพุทธองค์ ซึ่งเป็นมหาบุรุษมีคุณสมบัติเหนือปุถุชน นี้คือความจริงที่เราควรเตือนตนอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความไม่ประมาทในชีวิต

ไม่หลงเพลิดเพลินในความสุข หรือหมกมุ่นกับการหาเงินทอง แทนที่จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ พึงหมั่นสร้างความดี ละเว้นความชั่ว รวมทั้งเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับความตายที่จะมาถึง ดียิ่งกว่านั้นก็คือฝึกจิตพัฒนาใจจนเห็นความจริงของชีวิต อันจะช่วยให้พ้นทุกข์ พ้นตาย เพราะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสเตือนพระสาวกและชี้แนะข้อธรรมเพื่อรับมือกับความตาย จนเอาชนะความตายได้ในที่สุด นี้คือธรรมที่ชาวพุทธทั้งหลายพึงสดับและนำไปปฏิบัติ

“ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต ไม่ว่ามั่งมีหรือยากจน ล้วนแต่มีความตายรออยู่เบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ในที่สุดก็ต้องแตกสลายทุกชนิด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกัน วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเรามีอยู่น้อยนิด จำต้องจากพวกเธอไป เราได้ทำที่พึ่งให้แก่ตนเองแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอย่าได้ประมาท ขอให้มีสติ มีศีลให้จงดี จงหมั่นรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใดไม่ประมาทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักไม่เวียนเกิดเวียนตาย แล้วถึงที่สุด (แห่งทุกข์) ได้”

เมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะผู้ที่เราเคารพเทิดทูน เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 หากนึกถึงแต่ความสูญเสียพลัดพราก จิตจะจมอยู่กับความเศร้า จนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่อาจทำกิจต่างๆ อันควรทำได้เลย จะดีกว่าหากเรานึกถึงน้ำพระทัยและคุณงามความดีของพระองค์ จะทำให้เราเกิดความซาบซึ้งประทับใจและเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีตามรอยของพระองค์

ยิ่งได้ลงมือทำความดีโดยมีพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ใจเราก็ยิ่งเกิดความปีติ ภาคภูมิใจที่เป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ จะช่วยให้หลุดจากความเศร้าโศกเสียใจได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้เป็นลูกหลานควรชักชวนให้บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ยังเศร้าโศกอยู่ ทำความดี เช่น เป็นจิตอาสา หรือทำบุญกุศลถวายพระองค์ท่าน ชวนออกจากบ้านไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จะช่วยท่านได้มาก

พร้อมกันนั้น เราพึงพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระองค์ว่า ความตายเป็นธรรมดาของทุกชีวิต ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมหนีความตายไม่พ้น นี้คือสัจธรรมที่เราจะต้องเปิดใจยอมรับ เมื่อใดที่เราเข้าใจสัจธรรมดังกล่าวอย่างแท้จริง เมื่อนั้นความตายก็มิอาจบีบคั้นใจเราให้เป็นทุกข์ได้อีกต่อไป

พระไพศาล กล่าวต่อไปว่า ความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ พึงแสดงออกด้วยการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ ในเมื่อพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประเทศชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เราก็ควรอุทิศตนเพื่อประเทศชาติตามอย่างพระองค์ ในเมื่อพระองค์ทรงรักประชาชนของพระองค์ โดยไม่แบ่งแยกว่ารวยหรือจน และไม่คำนึงถึงเชื้อชาติและศาสนา เราก็ควรรักซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่เอาความแตกต่างทางฐานะ เชื้อชาติ หรือศาสนามาเป็นเครื่องกีดขวาง

เผชิญหน้าความสูญเสีย

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า ในช่วงแรกถือเป็นเรื่องปกติที่จะ “ใจหาย” หากเวลาจะช่วยให้คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม หากผ่านไปนานแล้วยังไม่ดีขึ้น ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ สับสน ไม่ยอมรับ ยังเศร้าอยู่มาก ใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ ขอให้หันหน้ามาเผชิญกับความสูญเสีย

“คุณไม่มีวันหายดีอย่างแท้จริง ตราบใดที่คุณยังไม่เผชิญหน้ากับความเจ็บปวด”

โฆษกกรมสุขภาพจิต เล่าว่า ขอให้ปลดปล่อยตัวเองด้วยการโศกเศร้าให้เต็มที่ แต่ก็ควรกำหนดระยะเวลาไว้ด้วย สิ่งสำคัญคือการรับรู้ถึงความเจ็บปวดและก้าวข้ามผ่านมันไป การแสดงออกซึ่งความเศร้าโศกเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล วิธีการไม่เหมือนกัน ทำวิธีใดก็ได้ที่สมเหตุผล แต่อย่าทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

“การสูญเสียคือช่วงเวลาที่เราจะได้เรียนรู้การใช้อารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน และเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเจ็บปวดนั้น”

ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจ รับรู้ความรู้สึกแล้วตั้งสติ ยอมรับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่ควรปิดกั้นความรู้สึก โดยสามารถแสดงผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การพูดคุย การนำเสนอในสื่อสังคมต่างๆ การเข้าร่วมพิธีการต่างๆ หากเวลาผ่านไปแล้วไม่ดีขึ้น ควรมาพบจิตแพทย์ หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323

สงของฟ้าฤาจะดับสิ้น

...“ น้อมถวายกตัญญุตา คารวาลัย

พระผู้ผ่านภพผไท ครรไลสวรรค์

พระสถิตอยู่ในใจราษฎร์ นิรันดร์

ประทับมิ่ง ประทับขวัญ มั่นคงคืน

ครั้งพระองค์ทรงตื่น เรากลับหลับ

ครั้นพระองค์เสด็จลับ เรากลับตื่น

ตื่นในภูมิที่พระองค์ ยันยงยืน

ทรงหยิบยื่นให้แผ่นดิน ได้ดำรง...”

บางส่วนจากบทกวีในโครงการพลังรักพลังกวี (สถานีชูใจและสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย) เพื่อน้อมถวายคารวาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประพันธ์ขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเมื่อครบศตมวารโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีและศิลปินแห่งชาติ

เนาวรัตน์ กล่าวว่า ถึงฟ้าจะไม่มีแสงตะวัน แสงของฟ้าก็ยังมีอยู่ แสงตะวันทั้งแสงจันทร์และแสงดาว ฟ้าไม่เคยหมดแสง ขอเพียงมองให้กระจ่างแจ่มก็จะล่วงรู้ว่า มิได้ดับสิ้นไปทั้งหมด

องค์คุณของสถาบันชาติคืออารยธรรม องค์คุณของศาสนาคือศานติธรรม ขณะที่องค์คุณของสถาบันพระมหากษัตริย์คือสามัคคีธรรม โดยคำว่า “ราชา” หมายถึง ผู้ยังความยินดีแก่หมู่ชน ความหมายคือสามัคคีธรรมที่นำมาซึ่งความยินดีของหมู่เหล่า

“องค์พระมหากษัตริย์คือมิ่งขวัญของแผ่นดิน องค์คุณของพระองค์อย่ายึดถือแต่วาทกรรม”

ก้าวข้ามทุกข์ด้วยความหวัง กุศโลบายส่วนตัวของศิลปินแห่งชาติคือความหวังและความเชื่อในพลังของประชาชนที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะก้าวต่อเป็นภูมิพลังของแผ่นดิน พลังที่แท้จริงที่จะพาคนไทยข้ามผ่านความทุกข์ แจ่มกระจ่าง คงความงามและความดี

เมื่อมีความหวังก็มีรอยยิ้ม ประชาชนคนไทยอย่าลืมว่า พวกเรามีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เพียงไร มหากษัตริย์พระองค์นั้นได้ตรัสบอกกับประชาชนไว้เมื่อครั้งหนึ่ง ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ “ยิ้มสู้”...โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง