สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

  • วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 10:48 น.

สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

โดย...วรธาร

 

สุขะชัย ศุภศิริ หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้วางรากฐานชีวิตหลังเกษียณด้วยการเป็นเกษตรกรที่พร้อมเจริญรอยตามศาสตร์พระราชา และตั้งใจทำหน้าที่ของการเป็นครูไปตลอดชีวิตแม้เกษียณแล้วด้วยการแบ่งปันความรู้ให้กับประชาชนที่ต้องการมาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา

 

“เป้าหมายชีวิตผมหลังเกษียณไม่ได้หวังรวย แต่อยากมีความสุขและดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เรียบง่าย พร้อมแบ่งปันความสุขและความรู้ส่งต่อให้กับรุ่นถัดไปคือลูกหลาน คือผมไม่มีลูกไม่มีเมียมีแต่หลาน (ลูกพี่ชาย ลูกพี่สาว) ผมเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจในอนาคตคนรุ่นหลังอาจจะอยู่ยากแต่ถ้าเราปูพื้นฐานที่มั่นคงไว้ให้เขา เรื่องพอกิน พออยู่ พอใช้ มีงานของตัวเองอยู่ในสวน ไม่ต้องเดินทางไปไหน มันก็เป็นความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่ง”

 

ปัจจุบัน ครูชัย มีไร่สุขกลางใจอยู่ 2 แห่ง ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ไร่สุขกลางใจ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ ซื้อไว้เมื่อปี 2554 ส่วนไร่สุขกลางใจแห่งที่ 2 มี 23 ไร่ อยู่ที่ อ.สวนผึ้งเช่นกันและอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากที่แรก โดยเขากับพี่น้องได้ออกเงินกันซื้อเพื่อตั้งใจทำเกษตรไว้รองรับชีวิตหลังเกษียณและสานฝันพ่อของเขา

“จริงๆ แล้วการที่ผมกับพี่น้องอีก 5 คน ซื้อที่ทั้งสองแห่งนี้ไว้ทำเกษตร เพื่อต้องการสานฝันของคุณพ่อให้สำเร็จ เพราะครั้งหนึ่งคุณพ่อในสมัยที่พวกเราพี่น้องทั้ง 6 คนยังเด็ก ต้องเรียนหนังสือ พ่อได้ซื้อที่ดินจำนวน 6 ไร่ไว้และตั้งใจจะทำเกษตร แต่ในที่สุดพ่อก็ต้องขายที่ผืนนั้นเพื่อส่งลูกๆ เรียน

ดังนั้น ครั้นพอพวกเราพี่น้องโตขึ้นมีงานทำทุกคน และที่ผ่านมาก็เห็นความลำบากของพ่อที่สู้เพื่อพวกเราก็อยากทำอะไรที่ท่านชอบและอยากทำ ก็คือเมื่อก่อนพ่ออยากทำเกษตร เราก็เลยมาคิดและตกลงกันว่า เรามาสานฝันของพ่อกันนะ ในที่สุดผมก็ได้ชวนพี่ๆ น้องๆ มาดูที่ทั้งสองแห่งนี้และออกเงินซื้อกัน”

ครูชัยเล่าว่า ด้วยความที่เขาไม่ใช่เกษตรกรที่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรมาก่อนและยังไม่ได้ศึกษาเรื่องการทำเกษตรจากที่ไหนจึงไม่มีความกล้าที่จะปลูกอะไรลงไปในพื้นที่ 32 ไร่ที่ซื้อก่อน แต่จำได้ว่าต้นไม้ต้นแรกที่เขาปลูกคือยางนาเพราะเป็นคนชอบต้นไม้ใหญ่และรู้ว่า

 

ยางนาเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรด จากนั้นก็ทยอยปลูกต้นไม้ทุกวันและปลูกต้นไม้หลากหลายคละปนกันไป

“ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องเกษตรหรอกครับ อยากปลูกอะไรก็ปลูก และคืนแรกที่ผมไปนอนกระท่อมในไร่ ผมอาราธนาขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและขอพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ขอให้กระผมได้เป็นเกษตรกรทำถูกต้องตามวิถีที่ควรทำ จากนั้นผมเริ่มใช้ชีวิตที่สวนผึ้งมากขึ้น แต่มีช่วงหนึ่งที่ผมกลับไปหาพ่อที่ จ.ลพบุรี พาพ่อนั่งรถเล่นไปสระบุรี เห็นป้ายหนึ่งขึ้นคล้ายๆ งานรวมปราชญ์เกษตรจัดที่

วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งเป็นวัดที่ในหลวงทรงทำเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก

พอเข้าไปในวัดไปเจอหนังสือของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งผมเองไม่รู้จักอาจารย์ยักษ์มาก่อน ชื่อหนังสือ ‘ชายเพี้ยนแห่งมหา’ลัยคอกหมู’ และหนังสือ ‘พอแล้วรวย’ จากนั้นก็ติดตามอาจารย์ในยูทูบ มีข้อความหนึ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่าใช่เลยคือขอให้ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวช้าๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ใครจะไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ช่างเขาทำไปทีละนิดๆ อาจารย์ยักษ์บอกว่านี่คือคำพูดในหลวงที่ทรงสอนเสมอ หลังจากนั้นผมก็ศึกษางานของอาจารย์ยักษ์และไปเป็นลูกศิษย์นำความรู้มาปรับใช้ในพื้นที่ 32 ไร่”

ครูชัยเชื่อว่า พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ดลจิตดลใจให้เขามาเจองานนี้ที่วัดชัยมงคลพัฒนา และจุดนั้นเองก็ทำให้เขาทำไร่ทำสวนแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง เริ่มทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องน้ำคือชีวิต ด้วยการขุดหนอง ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง โดยปลูกต้นไม้คละเคล้าปะปนกันไป

 

“ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียนเรื่องการวางแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (แลนด์สเคป) ก็ปลูกตามใจตนเอง พอตอนหลังไปเรียนก็มาปรับทีหลัง แต่ว่าพื้นที่ 23 ไร่ (สุขกลางใจ 2) ผมไปเรียนโคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นการวางแผนการใช้ที่ดินจากอาจารย์ยักษ์ และ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงจัดการพื้นที่ด้วยการทำเป็นโคก หนอง นาตามรูปแบบโคก หนองนาโมเดลเพราะพื้นที่นี้ผมต้องการปลูกข้าวเป็นหลัก

ดังนั้น จึงมีการออกแบบแปลงที่ดินชัดเจน มีส่วนที่เป็นนา เป็นหนอง มีคลองไส้ไก่ มีโคก มีเส้นทางลำเลียง มีการปลูกต้นไม้ตามแนวทางลำเลียง ปลูกรอบหนองรอบคลอง มีการปลูกป่า 3 อย่างประโชน์ 4 นำร่องด้วยปลูกกล้วยที่ขึ้นง่ายและให้ความเขียวกับพื้นที่เร็ว ต่อด้วยกระถินเทพา ขี้เหล็ก และอื่นๆ” ครูชัย กล่าว

 

ครูชัยเล่าต่อว่า ส่วนหนึ่งต้องการทำให้ชาวบ้านเห็นว่าศาสตร์พระราชาสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารได้ เนื่องจากที่ดินตรงพื้นที่นี้เดิมดินอุดมสมบูรณ์ แต่ตอนหลังชาวบ้านมีการปลูกมันสำปะหลังจนดินกลายเป็นทราย การทำให้พื้นดินตรงนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์ใหม่จึงเป็นเรื่องท้าทาย แต่เขาก็ต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านและชุมชนแถวนี้ได้ว่าสามารถฟื้นและสร้างแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ได้

“เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ไร่สุขกลางใจ 2 มีการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน โดยบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติของอาจารย์ยักษ์และเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถพลิกฟื้นพื้นที่มาปลูกข้าวและปลูกพืชอื่นๆ ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ไร่สุขกลางใจเป็นแหล่งเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาให้คนที่สนใจด้วย ส่วนผมกับพี่น้องทุกคนก็คงจะมาอยู่ที่นี่หลังเกษียณสานฝันพ่อไปด้วยกัน” ครูชัย กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่นๆ