เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

วันที่ 21 ต.ค. 2560 เวลา 11:43 น.
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์
โดย พรเทพ เฮง 

 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชพิธีที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 โดยวันที่ 26 ต.ค. 2560 เป็นวันถวายพระเพลิง คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

 คณะรัฐมนตรีรับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯ ฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯ กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ และกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศไว้ดังต่อไปนี้

 + วันพุธที่ 25 ต.ค. 2560

 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

 + วันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค. 2560 (คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษด้วย

 เวลา 07.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพออกพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยริ้วกระบวนที่ 1 ริ้วกระบวนที่ 2 และริ้วกระบวนที่ 3

 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

 เวลา 22.00 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง

 + วันศุกร์ที่ 27 ต.ค. 2560

 เวลา 08.00 น. พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ เชิญพระบรมอัฐิสู่พระบรมมหาราชวัง โดยริ้วกระบวนที่ 4

 + วันเสาร์ที่ 28 ต.ค. 2560

 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

 + วันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค. 2560

 เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วกระบวนที่ 5

 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วกระบวนที่ 6

 ในห้วงเวลาแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้สร้างความโศกเศร้าอาดูรแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง แม้ต่างก็รับรู้ว่าการพรากจากเป็นธรรมดาของโลก ตามนัยแห่งศาสนาที่เชื่อมร้อยอยู่กับวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย

 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม ซึ่งได้จัดเสวนาเรื่อง “เสด็จสู่แดนสรวง : ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ” และได้จัดทำหนังสือชื่อเดียวกันออกมาเป็นที่ระลึกและแจกจ่ายกับประชาชนและโรงเรียนต่างๆ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ ที่สืบทอดจากโบราณสู่ปัจจุบันและส่งต่อความถูกต้องไปสู่อนาคต

พัฒนาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาทสังคม

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เขียนบทความพัฒนาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาทสังคม ได้สาธยายไว้ว่า นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับธรรมเนียมการไว้ทุกข์ โดยเฉพาะในเรื่องของการแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ซึ่งเป็นขนบการไว้ทุกข์แบบใหม่ จนเป็นทำเกิดข้อฉงนในสังคม

 ทว่าแท้ที่จริงแล้ว ขนบการไว้ทุกข์ของไทยมีความหลากหลายมากมายตั้งแต่อดีต ทั้งนี้เพราะมีการรับเอาขนบจากโลกภายนอกมาไม่ว่าจากอินเดีย จีน และตะวันตก ผสมผสานกับขนบดั้งเดิมในภูมิภาค ทำให้มีการพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนตามสังคมและสภาวการณ์ของโลก ท้ายที่สุดการที่เราจะยึดติดว่าขนบไว้ทุกข์ที่เคยเห็นกันเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นขนบดั้งเดิมจึงไม่ถูกต้องนัก เพราะสะท้อนการขาดความเข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์ไป

 ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2442 ได้ให้คำจำกัดความว่า การแสดงเครื่องหมายตามธรรมเนียมประเพณีว่าตนมีทุกข์เพราะบุคคลสำคัญในครอบครัวเป็นต้นวายชนม์ไป แต่เอกสารรุ่นเก่าได้ให้สาเหตุของการไว้ทุกข์ ดังในประกาศนุ่งขาวว่า “เครื่องซึ่งแต่งตัวไว้ทุกข์ไปช่วยงานศพ” และในประกาศเรื่องโกนผมว่า “ให้ข้าในกรมโกนศีศะ เปนการแสดงความเคารพ”

 จากการสืบค้นเอกสารที่เก่ากว่ารัชกาลที่ 5 เช่น หมายโกนผมในคราวพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต ประกาศโกนผมในคราวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พจนานุกรมฉบับของปาลเลอกัวซ์และของบรัดเลย์ ไม่ปรากฏศัพท์คำว่า “ไว้ทุกข์” แต่เพิ่งจะมาปรากฏในราชกิจจานุเบกษา สมัยรัชกาลที่ 5

 ดังนั้น จึงทำให้เชื่อว่ามีแนวความคิดบางประการที่เปลี่ยนแปลงไป ในสมัยรัฐจารีต นับจากกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้านาย ข้าราชบริพาร และไพร่ จะมีธรรมเนียมการไว้ทุกข์ด้วยการแต่งกายด้วยชุดสีขาว ยกเว้นผ้านุ่งที่จะมีการกำหนดสีสันแตกต่างกันไปตามฐานันดรและตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม นอกจากนี้ ในอดีตยังมีการโกนผมด้วยเพื่อแสดงความอำลัย

 ต่อมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4-5 เป็นต้นมา เมื่อราชสำนักสยามได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ทำให้มีการกำหนดสีเสื้อผ้าในการแต่งกายไว้ทุกข์ใหม่ สีขาวได้ถูกกำหนดให้ใช้กับผู้ตายที่มีตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมสูงกว่า ในขณะที่สีดำถูกกำหนดให้ใช้ในทางตรงกันข้าม ด้วยการที่สังคมก้าวสู่รัฐสมัยใหม่ที่อิงกับการทำงานตามเวลามากขึ้น ทำให้ราชสำนักจำเป็นต้องกำหนดจำนวนวันในการไว้ทุกข์ที่แน่นอน และยังสร้างระเบียบต่างๆ ขึ้นผ่านเครื่องแบบและประกาศต่างๆ

 อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อำนาจของสถาบันกษัตริย์ได้ลดลง ทำให้งานพระเมรุถูกลดขนาดลง ไม่ก็ยกเลิกไปสำหรับเจ้านายบางพระองค์ ชุดไว้ทุกข์สีดำที่เป็นชุดของผู้น้อยได้ถูกเลือกขึ้นมาเป็นสีมาตรฐานของงานศพแทน แต่จุดหักเหที่สำคัญที่ทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีในการไว้ทุกข์ทั้งที่อุทิศให้กับเจ้าและขยายไปถึงพระสงฆ์กลับมา คือการก้าวขึ้นมามีอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

 อาจกล่าวได้ว่า ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ได้มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อปรับให้ทันสมัยเป็นสากล และสะท้อนการรับเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายในสังคม หากแต่ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ที่ใช้ปฏิบัติกันในทุกวันนี้ แท้ที่จริงคือกฎระเบียบแบบแผนทางราชการที่ราษฎรนำมาใช้จนกลายเป็นมารยาททางสังคมในท้ายที่สุด

...........

เรียบเรียงข้อมูลจาก : หนังสือ “เสด็จสู่แดนสรวง : ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ”