แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล บริหารงานด้วยหัวใจ

วันที่ 14 ส.ค. 2560 เวลา 10:54 น.
แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล บริหารงานด้วยหัวใจ
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผู้บริหารหญิงแกร่งบุคลิกคล่องตัวฉับไว ท่าทางยิ้มแย้มใจดี แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้จัดการทั่วไป เคเอฟซี (ประเทศไทย) ถือเป็นผู้บริหารผู้หญิงคนแรกและเป็นคนไทยที่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของเคเอฟซี ที่แม้จะมีผู้บริหารจากบริษัทแม่เข้ามาทำงานที่เคเอฟซีประเทศไทยหลายคนก็ยังอยู่ใต้สายการบริหารงานของเธอ เธอถือเป็นลูกหม้อที่อยู่กับเคเอฟซีมานานเกือบ 15 ปี เริ่มจากดูแลเรื่องการตลาด จนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดที่เทียบเท่ากับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัท

ด้านการศึกษานั้นเธอจบปริญญาตรี ด้านการตลาดจากประเทศญี่ปุ่น และจบปริญญาโท ด้านการตลาดจากสหรัฐอเมริกา ทำงานด้านการตลาดค้าปลีกมาโดยตลอดที่พีแอนด์จี 5-6 ปี และที่ จอน์หสันแอนด์จอน์หสัน ก่อนจะมาร่วมงานกับ ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อกว่า 14 ปีที่ผ่านมา

เธอเล่าว่ามาทำงานครั้งแรกดูด้านการตลาด เริ่มจากวันแรกทำงานจะโฟกัสที่เรื่องสินค้า การตลาด จนวันนี้ขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารสูงสุดต้องมาโฟกัสเรื่องคนเป็นหลัก ดูแลเรื่องคนมากขึ้น รูปแบบการทำงานอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังเป็นจุดมุ่งหมายเดิมคือให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง

การเป็นผู้บริหารหญิงขึ้นมาสู่จุดนี้ได้ เธอว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทุ่มเทกับการทำงานอย่างทุ่มเทมุ่งมั่นตั้งใจ โดยมีหลักการบริหารงานแบบที่เรียกว่า LEADing with heart คือพยายามบริหารงานด้วยหัวใจ ด้วยความใส่ใจ ต้องรู้ใจตัวเอง และรู้ใจผู้ใต้บังคับญชา

“จะไม่บริหารงานแบบเคร่งเครียด ทุบโต๊ะสั่งๆ แต่จะพยายามบริหารแบบเป็นพี่เลี้ยงแบบโค้ช ถ้าลูกน้องนำเสนอความเห็นอะไรมาแล้วเราคิดว่าไม่โอเคเราจะไม่สั่งว่าไม่เอา ฉันจะเอาแบบนี้ ไม่ เราไม่ทำ แต่จะบอกว่าลองแบบอื่นไหมมาเปรียบเทียบดูว่าจะดีกว่าไหม หรือจะให้การบ้านให้ลองไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ดู เขามีสถานการณ์อะไรที่คล้ายๆ กันบ้างแล้วนำมาปรับใช้ได้หรือไม่ เปลี่ยนจากดูงานก็มาดูเรื่องคนมากขึ้นในตอนนี้ ขณะที่ตัวเราเองก็ต้องมีความกล้าในการตัดสินใจมากขึ้น มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มีความเด็ดขาดมากขึ้น ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่ข้อจำกัด ข้อดีคือเรามีความนุ่มนวลและใส่ใจมากกว่า เข้าถึงลูกน้องได้ดีกว่า รับมือกับปัญหาได้ดีกว่า แต่ที่ต้องระวังก็คือความจุกจิกจู้จี้ที่เราอาจจะไม่รู้ตัว (หัวเราะ)” เธอกล่าวอย่างอารมณ์ดี

เธอกล่าวต่อว่าประเทศไทยโชคดีในแง่ที่ผู้หญิง หากมีความสามารถก็ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ได้ ไม่มีข้อจำกัด ซึ่งดีกว่าในหลายๆ ประเทศ เพราะฉะนั้นก็พิสูจน์ความสามารถและทำงานลุยไปให้เต็มที่ มีเหตุมีผลในการทำงาน มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน

สำหรับเป้าหมายการทำงานในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้าของเธอนั้นก็คือ การนำทัพให้เคเอฟซี ในประเทศไทยมีสาขาให้ครบ 800 สาขา ภายในปี 2563 และทะยานขึ้นสู่ 1‚000 สาขา ภายใน 5 ปี คือ ปี 2566 หรือประมาณ 1 สาขา/สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 600 กว่าสาขา รวมทั้งพัฒนาแบรนด์ให้เข้มแข็งมีสินค้าออกมาให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น คิดโปรโมชั่นใหม่ๆ ให้โดนใจผู้บริโภคให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเสมอ

“คือเราจะกลายมาเป็นร้านที่ให้บริการแฟรนไชส์ 100% โดยมีบริษัทแม่ ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เป็นผู้บริหารแบรนด์ดูแลในส่วนการสร้างแบรนด์ ขยายสาขา ออกสินค้าใหม่ และดูแลกลยุทธ์การตลาดให้ดีกว่าเดิม

ข่าวที่สร้างความฮือฮาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ การประกาศขายแฟรนไชส์กว่า 200 สาขา ของเคเอฟซีประเทศไทยให้กับกลุ่มเบียร์ช้าง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจจากการลงทุนและบริหารร้านด้วยตัวเอง เป็นการเปิดขายแฟรนไชส์ทั้งหมดว่า ก่อนหน้านี้เคเอฟซีก็ขายแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มเซ็นทรัลไปแล้ว 220 สาขา และนักธุรกิจทางภาคใต้อีกเกือบ 100 สาขา