‘ชีวิตที่เลือกได้’ นพเก้า เนตรบุตร

วันที่ 26 ก.พ. 2560 เวลา 09:25 น.
‘ชีวิตที่เลือกได้’ นพเก้า เนตรบุตร
โดย...วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางคนแม้รู้สึกเบื่องาน แต่ยังหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ และเริ่มหมดไฟในตัวลงไปอย่างช้าๆ ซึ่งไม่ใช่ชีวิตของนักปักผ้าชื่อดัง ครูอ๋าย-นพเก้า เนตรบุตร อดีตกราฟฟิกและโปรดิวเซอร์ให้บริษัทโฆษณาชื่อดังที่หาทางออกให้กับชีวิตได้ และตัดสินใจหันหลังให้กับเงินเดือนแพงๆ และหัวโขนที่สวมครอบไว้ กลับมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ กินอยู่อย่างพอเพียง มีรายได้จากการเป็นครูสอนปักผ้าที่หากอนาคตผ่านการวางแผนที่ดีแล้ว บั้นปลายชีวิตจะพบแต่ความสุขและความสบายใจ หลีกหนีจากปัญหารถติดและผู้คนที่วุ่นวาย

เริ่มเบื่อ ไม่อยากไปทำงาน

ครูอ๋ายเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตที่ไม่ยึดติดว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอรู้สึกเบื่องานทั้งผู้ร่วมงานและสภาพการจราจรในเมืองที่ติดอย่างสาหัส วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากออกไปทำงานเลย เธอจึงเริ่มหันไปทำสิ่งอื่นนอกจากงานประจำ เข้าเวิร์กช็อปงานฝีมือหลากหลายแขนงเพื่อค้นหาตัวเอง จนมาหลงรักงานปักผ้าที่ช่วยเยียวยาความเครียดและความทุกข์ใจที่มีอยู่ จากงานอดิเรก กลายมาเป็นงานสอนปักผ้าแบบพาร์ตไทม์ จนสุดท้ายนพเก้าก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นครูสอนปักผ้าเต็มตัว และมีอนาคตที่ดีเสียด้วยเพราะมีงานสอนปักผ้าเดือนละ 8-10 วันต่อเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอพอใจมาก เพราะเวลาที่เหลือครูอ๋ายสามารถมีชีวิตเพื่อตัวเอง เช่น ออกกำลังกาย ทำงานปักที่รัก ซึ่งหัวใจหลักอยู่ที่ความพอเพียงและปล่อยวาง

“จุดเริ่มต้นของการมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ของครูเริ่มมาจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่วันหนึ่งรู้สึกว่างานน่าเบื่อมาก แม้งานสนุกได้ออกไปประชุมพบปะลูกค้า ดูการถ่ายรูป เพราะเราคือพรินต์โปรดิวเซอร์ อ๋ายต้องควบคุมการถ่ายภาพนิ่งทั้งหมด แต่เรารู้สึกเบื่ออาจถึงจุดอิ่มตัวไม่อยากไปทำงานเลย ช่วงนั้นเริ่มหาวิธีผ่อนคลายไปเข้าเวิร์กช็อปต่างๆ ที่จอยรักคลับบ้าง แต่ในที่สุดก็ค้นพบว่าเราชอบงานปักผ้าที่สุด ตอนนั้นก็มองหาการทำงานแฮนด์เมดขาย แม้การปักผ้าเทคนิคจะยากแต่เราลองดู เพราะเราก็ชอบงานศิลปะ การปักผ้าก็เหมือนการวาดภาพ มีการระบายสี มันไม่ใช่งานแม่พลอยนะคะ แต่มีเสน่ห์ตรงเราชอบงานอาร์ต งานปักก็เป็นงานอาร์ตชนิดหนึ่ง เราเริ่มรู้สึกสนุก เราจึงเรียนจากครู 20% จากนั้นเริ่มศึกษาเอง คิดลายเอง ดูยูทูบบ้าง ซึ่งตอนนั้นเราทำงานประจำด้วยและปักผ้าไปด้วย”

สัญญาณที่บอกว่าหยุดกับงานประจำแค่นี้เถอะ คือครูอ๋ายรู้สึกมีความสุขกับการปักผ้าก่อนไปทำงาน เรียกว่าตื่นเช้ามานั่งปักผ้าเลย บางวันเธอเจออะไรแย่ๆ ก็ปักผ้าอีก เพื่อหาวิธีผ่อนคลายตัวเอง เรียกว่าการปักผ้าเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุด ให้ความรู้สึกสงบ ได้อยู่กับตัวเอง จนคิดว่าไม่อยากไปทำงาน อยากกลับบ้านเร็วๆ เพื่อไปปักผ้า จนเธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเธออยู่บ้านทุกวันเธอจะยังมีความสุขกับการปักผ้าอยู่ไหม

เกิดอุบัติเหตุกับชีวิต

เรียกว่าโชคช่วยหรือไม่ก็ไม่รู้ที่ทำให้เธอได้มีเวลาทดสอบจิตใจตัวเอง วันหนึ่งก่อนนอนครูอ๋ายฝึกท่าโยคะบนเตียง แต่จังหวะที่ยกขาสูงขึ้น แต่เกิดพลาดตัวเธอล้มลงแล้วขาพาดไปกระแทกกับตู้เสื้อผ้าที่มีกระจกอยู่ด้านหน้า ปรากฏเส้นเอ็นที่ขาขาดไปข้างหนึ่ง ทำให้เธอเดินไม่ได้อยู่ถึง 2 เดือน ต้องพักฟื้นและนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน โดยมีเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศให้การช่วยเหลือ ช่วงเช้าถึงบ่ายสองโมงเธอนั่งทำงาน แต่ช่วงบ่ายแก่ๆ เธอเบรกด้วยการปักผ้า อยู่จนถึงก่อนนอน ทำให้เธอรู้ว่าเธอสามารถอยู่บ้านแล้วปักผ้าได้อย่างสบาย

ประกอบกับอดีตครูที่สอนปักผ้าของเธอที่จอยรักคลับเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เธอจึงได้รับการเชื้อเชิญให้ทำหน้าที่ครูสอนปักผ้าต่อ

“ตอนนั้นอ๋ายทำงานโฆษณาเงินเดือนราว 5 หมื่นบาท ก็มานั่งคิดว่าถ้าเราจะออกจากงานแล้วมานั่งปักผ้าจะไหวไหมควบคู่กับการเป็นครูไปด้วย อ๋ายก็นั่งคิดคำนวณและวางแผนชีวิตเป็นอย่างดี งานปักผ้าชิ้นหนึ่งใช้เวลา 3 วัน ขายในราคา 300 บาท ถ้าได้เท่านั้นเราอยู่ได้เหรอ ตอนนั้นยังไม่กล้าตัดสินใจออกจากงาน เราก็แบ่งเวลาจันทร์-ศุกร์ทำงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์มาสอนปักที่จอยรักคลับ ควบคู่กับการเคลียร์ตัวเอง เคลียร์บัตรเครดิต ขายรถเพื่อทำให้ตัวเองไม่เป็นหนี้”

 

วิธีเตรียมความพร้อมมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง

เมื่อเคลียร์ตัวเองให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้แล้ว เธอตัดสินใจขายรถเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน

“สมมติถ้าเราออกจากงานแล้วไม่มีรายได้เลย 6 เดือนเราอยู่ได้ไหม คำตอบก็คือเราต้องอยู่ให้ได้นะ พอเคลียร์หนี้หมด อ๋ายเริ่มเก็บเงินก้อนและใช้เงินอย่างประหยัด เพื่อเอาไว้เป็นทุนสำรองยามริเริ่มปักผ้า ก่อนออกจากงานเราต้องวางแผนชีวิตให้ดีก่อน สำหรับอ๋ายใช้เวลาเตรียมตัวนานถึง 2 ปี เพื่อเราจะได้ไม่เครียดเมื่อยามที่ไม่ได้ทำงานประจำ ซึ่งตอนนั้นตัดสินใจไม่ยาก เพราะเราเตรียมตัวมาดี แม้คนรอบข้างไม่เห็นด้วย แต่เรารู้สึกพอแล้ว ไม่มีใครหรอกที่ไม่อยากใช้ชีวิตที่ไม่มีความสุข เคยถามตัวเองว่าทำไมชีวิตเราเราเลือกไม่ได้ แต่เราให้คำตอบกับตัวเองว่าเราต้องเลือกได้สิ ครูเลยวางแผนให้ปลอดภัยที่สุด ระยะแรกหลังออกจากงานก็สอนปักผ้าไปด้วยก่อน 1 ปีเต็ม แล้วจึงเลือกวิธีลาออกจากงานประจำ”

พบความเปลี่ยนแปลงในชีวิต

หลังจากวันที่เธอตัดสินใจหันหลังให้งานประจำ เธอค้นพบความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตอย่างเหลือเชื่อ

“วันแรกที่อ๋ายได้ใช้ชีวิตเอง ตื่นมาโลกสว่างมาก ตอนเช้าออกไปวิ่งข้างๆ บ่อน้ำ วิ่งเสร็จมานั่งดูแม่น้ำ เล่นกับแมว ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊กกว่าจะเริ่มทำงานจริงสิบโมงเช้า นี่คือชีวิตที่เราต้องการ เรากำหนดเองได้ และทำงานเดือนละ 8 วันที่มีสอน ในขณะที่รายได้เท่ากับงานประจำที่เราเคยทำ ชีวิตมันดีมากๆ ตอนนี้เราทำได้หมดในสิ่งที่อยากทำ เช่น ดูหนัง เขียนหนังสือ วาดรูป นอนเฉยๆ เราทำได้หมดเลย รายได้เท่าเดิม แถมเงินเหลือเก็บ ซึ่งแตกต่างจากตอนทำงานเสียเงินเยอะมาก แต่พอเราอยู่บ้านแค่ 100 บาท เราก็อยู่ได้”

การปรับตัวคือ เธออยู่บ้านโดยไม่ต้องใช้รถ และไม่ต้องเผชิญกับปัญหารถติดย่านราชประสงค์อีกแล้ว

“ออฟฟิศเคยอยู่เซ็นทรัลเวิลด์ เย็นหลังเลิกงานกลับบ้านไม่ได้เลย วันไหนฝนตกอ๋ายเบื่อมาก ชีวิตมีรถลำบากมาก อ๋ายมีความสุขกับการขึ้นรถไฟฟ้า อ๋ายพยายามหนีทุกจุด อ๋ายอยากเลือกกับสิ่งที่เราชอบ เมื่อก่อนทำงานก็รู้สึกอยากดื่มกาแฟทำงานในห้าง มีของให้ช็อปปิ้งมากมาย เงินไม่เคยเหลือเก็บ แต่พอใช้ชีวิตอยู่บ้าน ชีวิตเหมือนได้เกิดใหม่ ซึ่งชอบมากๆ นึกย้อนไปเราเหมือนคนโง่ เราไปใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ตั้งนาน ยิ่งเราสูงวัยทำให้สนใจธรรมะ ซึ่งการใช้ชีวิตแบบใหม่สอดคล้องกับธรรมะที่สอนให้เราปล่อยวาง ไม่ยึดติด เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตหรูๆ หรือใช้ของแพงๆ เราใช้ชีวิตนิ่งๆ ได้แบบไม่ต้องเหงาหรือสุข มันเป็นความสุขที่แท้จริงๆ อยู่ได้ด้วยตัวเอง สุขกับทุกข์แบกหนักพอกันจริงๆ”

ตอนทำงานโฆษณา ครูอ๋ายบอกว่า เครียดมาก อยากให้โลกแตกดังคำทำนายจริงๆ เพราะหนึ่ง เธอต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานไม่ดี แต่ต้องฝืนใจทำงานร่วมกัน ทำให้เธอรู้สึกเป็นทุกข์มาก ประชุมแล้วประชุมอีก ไม่สรุปสักที ทำงานซ้ำซากอยู่อย่างนั้น พอเธอมีเวลาว่างมาก ทำให้เธอได้ใช้ชีวิตของเธอได้เต็มที่ ไปไหนก็ได้

“ตอนลาออกจากงานตัดสินใจอะไรก็ง่าย ตอนที่ตัดสินใจออกจากงานอดีตแฟนไม่เห็นด้วย แต่อ๋ายก็คิดว่านี่คือชีวิตฉัน ทำไมฉันเลือกไม่ได้ ปัจจุบันเราก็สุขอย่างโสดๆ”

หากรู้จักวางแผนชีวิตนอกจากความสุขที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว เงินทองยังมีเก็บสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะค่าใช้จ่ายจะน้อยลง เงินส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับการซื้อหนังสือ

“อย่างที่บอกวันละ 100 บาท เราก็อยู่ได้ กินข้าวแกง 40 บาท ก็พอแล้ว ไม่ต้องแต่งตัวมากเพราะทำงานอยู่บ้าน ค่าใช้จ่ายหายไปเยอะมากๆ พอเราปล่อยวาง เราไม่อยากหาความสุขจากข้างนอก ความสุขทางกายเราคือเปลือก เมื่อก่อนต้องไปช็อปปิ้งดูหนังในโรงภาพยนตร์ แต่ตอนนี้เราไม่ต้องการความสุขแบบนั้นแล้ว เราก็มีความสุข แค่ได้เดินในสวน อ่านหนังสือในสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน ชีวิตเราก็สุขแล้ว”

ชีวิตอยากเลือกได้ต้องผ่านการวางแผน

อยากมีชีวิตที่เลือกได้ ครูอ๋ายบอกว่า จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ คือการวางแผน เบื่องานแล้วอย่าออกเลย พังแน่ๆ หากวางแผนดีแล้วจะไม่เครียด เพราะหากเครียดมากๆ จะทำให้ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะมัวแต่เครียด แต่พอเราสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีรายได้ พอไม่เครียด แค่คิดบวก ก็จะมีเรื่องดีๆ เข้ามา

“อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง อ๋ายสอนปักผ้ามา 3 ปีแล้วยังมีคนมาเรียนอยู่เรื่อยๆ เพราะเราต้องมีสไตล์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งเราต้องรู้จักใช้งานโฆษณาเพื่อโปรโมทตัวเองบ้าง สร้างคาแรกเตอร์ให้ตัวเอง อย่างอ๋ายก็มาดเซอร์ๆ ถ้าถามว่ายากไหมกับการตัดสินใจทิ้งงานที่เก๋และมีความมั่นคงมาปักผ้า จริงๆ ตัดสินใจไม่ยากเพราะเราอยากออกจากจุดนั้นนานมาก แต่ก็ต้องใช้ความกล้ามากๆ เราต้องกล้าที่จะเสี่ยงอย่างปลอดภัย ต้องวางแผนชีวิตดีๆ ต้องกล้าเริ่ม อย่างอ๋ายแต่ก่อนอยากเป็นศิลปินกับอยากเป็นนักวาดภาพประกอบทั้งๆ ที่เราก็วาดภาพไม่เป็น อ๋ายชอบอ่านลลนา ชอบดูภาพประกอบ พออ๋ายออกจากงานก็หัดวาดรูปแล้วลงในเฟซบุ๊กไปได้สักพักหนึ่งมีคนเห็น เจ้าของสำนักพิมพ์เห็นภาพของเรา อ๋ายก็เลยได้วาดภาพประกอบอีกงานหนึ่ง หัวใจสำคัญคือ เราต้องลงมือทำไปก่อน เตรียมพร้อม บอกตัวเองว่าเราทำได้ รู้ศักยภาพของตัวเอง”

สุดท้ายแล้วเราจะค้นพบว่า ชีวิตเรียบง่ายสบายที่สุด อย่าพยายามตัดสินใจจากการแค่เห็นเพียงภายนอก ใช้ชีวิตให้ง่าย นอนง่าย กินง่าย ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็อยู่ได้

บทความแนะนำ