วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ

วันที่ 18 ธ.ค. 2559 เวลา 11:05 น.
วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ
โดย...ฤดูกาล

หนังสือบันทึกประสบการณ์กำลังเป็นที่นิยมมากตามร้านหนังสือ ทั้งประสบการณ์การท่องเที่ยว ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การบริหาร ประสบการณ์การเป็นเศรษฐี หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตที่ถูกถ่ายทอดในมุมมองอันหลากหลายแล้วแต่สายตาของผู้เขียนจะมอง

อย่างนักศึกษาแพทย์ หมิง-วิภาส สุภัครพงษ์กุล เจ้าของหนังสือบันทึกประสบการณ์ตรงของนักเรียนแพทย์ตลอด 6 ปีเต็ม เรื่อง #เรียนหมอหนักมาก โดย พี่เพลีย ผู้เป็นเจ้าของแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ @guplia ที่มักบ่นชีวิตสุดเพลียจากการเรียนหมอจนมีผู้ติดตามในโลกโซเชียลกว่าแสนคน

หมิงเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนชอบเรียนวิชาชีววิทยามาก แต่ไม่ถนัดด้านคำนวณอย่างคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ตนจึงตัดสินใจเรียนหมอ ด้วยความรู้แค่ผิวเผินที่ว่าอาชีพหมอเรียนชีววิทยาอย่างที่เขาชอบ

“กระแสสังคมตอนนั้น เด็กเรียนสายวิทย์หลายคนอยากเป็นวิศวกร อยากเป็นหมอ ซึ่งเพื่อนๆ ในห้องส่วนใหญ่เลือกเรียนหมอด้วย โลกของเราในตอนนั้นจึงมีตัวเลือกอยู่แค่นั้น ซึ่งความจริงเนื้อหาแพทย์ต้องใช้ความรู้ทางคณิตและฟิสิกส์เข้ามาร่วมด้วย สรุปคือไม่ว่าจะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น” เขากล่าว

นักเรียนหมอเล่าต่ออีกว่า คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการเรียนหมอคือการเรียนหนัก แต่มักไม่รู้ว่าที่หนักนั้น หนักอย่างไร เพราะจากประสบการณ์จริง การเรียนหมอไม่ได้หนักแค่อ่านหนังสือจนหัวระเบิด แต่หลังจากที่ท่องจำทฤษฎีแล้ว ต้องออกไปฝึกงานทำงานรักษาคนไข้จริงๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนอยากเป็นหมอไม่เคยนึกภาพไว้ว่าจะต้องตื่นไปดูคนไข้ตั้งแต่หกโมงเช้า บางทีอยู่เวรข้ามคืนอดหลับอดนอน หรือต้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อช่วยผ่าตัด หรือจนเวลาว่างต้องอุทิศให้กับการนอนเพราะเหนื่อยมาก หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เขียนไว้เช่นนั้น

 

จากนั้นเมื่อถามว่า ถ้าย้อนกลับไปได้ยังอยากเรียนหมออยู่หรือเปล่า หมิงตอบว่า ยังคงอยากเรียน เพราะความรู้แพทย์มีประโยชน์มาก สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้หลายคน และสิ่งที่ได้มานอกจากเนื้อหาในตำราเรียนแล้วก็คือ ความอดทน ความเสียสละ เพราะการเป็นหมอต้องอย่าลืมว่าคนป่วยเลือกเวลาป่วยไม่ได้ ดึกแค่ไหนเจอเคสอาการหนักหมอก็ต้องอยู่รักษา ณ เวลานั้น เพราะเราคือความหวังหนึ่งที่หลายๆ ชีวิตฝากไว้

เมื่อพูดถึงผลงานเขียนเล่มแรกในชีวิต หมิงอธิบายว่าหนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการเรียนหมอ 6 ปี โดยอธิบายในรูปแบบที่อยากให้คนไม่ได้เรียนหมอหรือกำลังตัดสินใจจะเรียนได้รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จากความคิดทั่วไปที่ทุกคนคิดว่าการเรียนหมอต้องผ่าศพหรืออาจารย์ใหญ่ แต่ไม่ได้ทราบรายละเอียดว่าต้องผ่าถึงระดับไหน ต้องคลุกคลีอยู่กับอาจารย์ใหญ่เป็นปี จนได้เข้าไปเห็นเข้าไปช่วยลงมือในห้องผ่าตัดจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของหมอที่คนภายนอกยังไม่รู้

หมิงเล่าต่ออีกว่า ตอนเขียนหนังสือเขาคิดตลอดว่า ตนอยากรู้อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตการเรียนหมอบ้าง นอกจากอ่านหนังสือหนัก และอยากรู้อะไรบ้าง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้อ่านอยากอ่านและตนก็อยากถ่ายทอดให้ตรงประเด็น หมิงเริ่มจากการตั้งคำถามและตอบคำถามผ่านตัวอักษร รวมหลายคำถามกลายออกมาเป็นหนังสือที่อยากให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของชีวิตนักศึกษาแพทย์มากขึ้น

“อย่างที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราอยากสื่อเรื่องรายละเอียดยิบย่อยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมด้วย หมอต้องทำงานกับคนไข้มากมาย อาจต้องเจอปัญหาระหว่างคนไข้ หรือกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเอง ซึ่งปัญหาและความหนักในส่วนนี้เป็นสิ่งที่เราได้แต่บอกเบื้องต้น แต่อยากให้น้องๆ ที่ตัดสินใจจะเรียนหมอ เข้าไปเรียนรู้ ปรับตัว และความอดทน เพราะต่างคนต่างประสบปัญหาแตกต่างกัน”

หมิงกล่าวทิ้งท้ายว่า หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เล่มนี้คงเป็นบันทึกประสบการณ์ให้น้องๆ ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนหมอ หรือมีความมุ่งมั่นว่าจะเรียนได้ตั้งตัว เตรียมตัวว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นตัวแทนเล่าประสบการณ์ให้ได้เห็นภาพมากขึ้น และคุณจะรู้ว่าการเป็นแพทย์ไทยหัวใจนิเทศ มีความสุขและสนุกมากแค่ไหน