ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ

วันที่ 27 พ.ย. 2559 เวลา 07:48 น.
ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ
โดย...วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรื่องราวความรักของคนเราย่อมมีมุมที่แตกต่างกันไป

บางครั้งความรักของบางคู่ก็ชื่นมื่นจนใครต่อใครก็อดอิจฉาไม่ได้ บางคู่ก็หวานอมขมกลืนแต่ฝืนทนอยู่เพราะบ่วงคือลูก บางคู่แม้จะถูกกระแสคลื่นแห่งอารมณ์ซัดแล้วซัดเล่า แต่อาศัยลูกเก๋าพยายามประคับประคองนาวารักผ่านไปได้

บางคู่อาจเริ่มต้นสดชื่นหอมหวานจนน้ำตาลเรียกแม่ แต่พอผ่านไปสักระยะอีกฝ่ายก็ออกลายสั่นคลอนความรักด้วยเหตุต่างๆ จนเกิดภาวะทั้งขมทั้งขื่น มีทั้งดราม่า สะเทือนอารมณ์ยิ่งในละครก็มิปาน เหมือนดั่งความรักในอดีตของพยาบาลสาว "ก้อย" ปภาณิดา บ่อสุวรรณ ผู้จัดการแผนกศัลยกรรมทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี

เรื่องราวความรักของเธอต้องบอกว่าครบถ้วนทุกรส เริ่มต้นจากความรักที่สวยงาม หวานหอม สดชื่น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทว่าท่ามกลางชีวิตเหมือนถูกพรหมลิขิตกลั่นแกล้งนำพาให้ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ยากที่ผู้หญิงคนไหนๆ จะรับได้ นั่นก็คือคนรักแสนรักที่เคยซื่อสัตย์และรักเธอปานจะกลืนเสมอต้นเสมอปลายกลับแอบนอกใจพร้อมกับคำโกหกแก้ตัวสารพัน และมันก็ทำลายความรู้สึกเธอแสนสาหัส ขนาดจนทำให้ต้องหาทางออกด้วยวิธีผิดๆ คือพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งสองครา แต่โชคยังดีที่เวลานั้นมัจจุราชยังไม่ต้องการชีวิตเธอ

ทว่ากว่าก้อยจะผ่านมรสุมครั้งนั้นที่แสนหนักหน่วงในชีวิตมาได้ เธอต้องพยายามเรียกสติและสร้างกำลังใจให้แข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับให้เวลาเป็นเครื่องช่วยสมานแผลข้างใน ก็เล่นเอาหัวใจเธอสะบักสะบอมบอบช้ำอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้แม้เธอจะโสดสนิท แต่ชีวิตก็มีความสุขมาก หน้าที่การงานก็ก้าวหน้ามั่นคง มาครับ จะพาไปสัมผัสกับเรื่องราวความรักของเธอพร้อมกัน            

หลังเรียนจบพบรักกับหนุ่มโตโยต้า  

ก้อย ปภาณิดา ขาดทั้งร่มโพธิ์ร่มไทรตั้งแต่เธอยังเด็ก ทำให้ต้องไปอยู่กับป้า (พี่สาวแม่) แม้จะได้รับการเลี้ยงดูจากป้าแต่ชีวิตความเป็นอยู่และความอบอุ่นคงไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่ แต่เธอก็ไม่เคยสร้างความหนักใจให้กับป้า หลังเรียนจบ ม.6 (สายวิทย์-คณิต) จึงเอนทรานซ์เข้าเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร

"จริงๆ แล้วก้อยชอบภาษาและอยากเป็นมัคคุเทศก์มากกว่า แต่ที่เรียนพยาบาลเพราะรู้สึกเสียดายที่จบ ม.6 สายวิทย์-คณิตมา จึงเลือกคณะทางด้านวิทย์-คณิต มาเป็นที่ 1 และ 2 คณะที่ชอบอันดับที่ 3 เพราะคิดว่าไม่น่าจะติด 1-2 พอผลเอนทรานซ์ออกมาติดอันดับ 2 เลยได้ไปเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นภาคสมทบร่วมกับวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ ปี 1-2 เรียนที่พิษณุโลกที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 3-4 เรียนและฝึกงานที่วิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ รับปริญญามหาวิทยาลัยนเรศวร และประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์"

ก้อย เล่าว่า ช่วงปีสองปีแรกของการเรียนยังไม่รู้สึกรักในอาชีพพยาบาล แต่วันหนึ่งระหว่างนั่งรถกับเพื่อนเพื่อเดินทางไปเรียนได้เจอคนประสบอุบัติเหตุจึงลงไปช่วยเหลือคนเจ็บ หลังจากนั้นก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ จึงตั้งใจเรียนจนจบและรักในอาชีพยาบาลตั้งแต่นั้น

"หลังเรียนจบได้ทำงานที่สถานพยาบาลบางขุนเทียนเป็นที่แรกอยู่ประมาณ 6 เดือน ระหว่างนี้ได้พบรักกับหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งทำงานอยู่ บริษัท โตโยต้า แถวสมุทรปราการ รู้จักกันทางเว็บไซต์หาคู่เว็บหนึ่ง เขาเคยผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว แต่เหมือนชีวิตคู่ไม่โอเคจึงหย่ากัน รู้จักกันช่วงที่เขาหย่ากับภรรยาได้ครึ่งปี ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกธรรมดา เพราะไม่ใช่ผู้ชายในสเปก การแต่งตัวก็ไม่ใช่แนวที่ตัวเองชอบ

ทว่าหลังจากที่เขาโทรหาและมารับไปรับประทานอาหารหลังเลิกงานทุกวัน เทกแคร์เอาใจเก่งเสมอต้นเสมอปลายอย่างนี้เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน ทั้งที่บ้านเขาอยู่แถวรามอินทรา ทำงานโตโยต้าที่สมุทรปราการ ส่วนก้อยทำงานแถวฝั่งธนคนละฟากเลย ก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายเรียบๆ แต่สม่ำเสมอดีเลยตัดสินใจคบเป็นแฟน พร้อมกับความรักที่เริ่มเบ่งบานเรื่อยๆ" พยาบาลสาวเล่าถึงการพบรักแรก

ทำสัญญาใจครบสองปีจะแต่งงาน

พยาบาลสาวเล่าต่อว่า เมื่อตกลงปลงใจคบเป็นแฟนจริงจังจึงคิดถึงหลักประกันอนาคต ก็คือการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นหลังการคบหากันไประยะหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงบอกกับฝ่ายชายว่าควรจะทำอะไรสักอย่างที่เป็นสัญญาใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการคบกันเป็นแฟน เพราะตอนนั้นผู้ชายอายุ 30 กว่าปีแล้ว ขณะที่เธออายุ 22-23 ปี

"พอตัดสินใจคบเป็นแฟน ก้อยเลยบอกเขาว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อประกันอนาคตหน่อย เขาก็บอกว่าโอเค ถ้าคบกันไป 2 ปี แล้วค่อยแต่งงานกันนะเราก็โอเค แต่พอผ่านไปสองปีกว่าๆ เขาไม่พูดถึงเรื่องแต่งงานเลย เราจึงเตือนความทรงจำเขาด้วยการเอ่ยว่า เอ๊ะ ไหนที่เคยสัญญาว่าคบกันสองปีแล้วจะแต่ง ทำไมเงียบล่ะ เพราะอะไรหรือ พอท้วงอย่างนั้นเขาก็บอกว่าโอเค เดี๋ยวแต่งกันปลายปี

ทว่าการไม่เป็นอย่างนั้น พอปลายปีเป็นช่วงที่โบนัสเขาออก เขาถามก้อยว่าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือจะแต่งงาน ตอนนั้นยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะยังไงดี เพราะช่วงหลังๆ เริ่มสังเกตเขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหลายๆ อย่าง จากตอนเช้าขับรถมาส่งที่ทำงาน (ที่เวชธานี) เย็นมารับกลับ วันหยุดไปเที่ยวและกินข้าวด้วยกัน แต่พักหลังบอกว่างานเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา จนวันหนึ่งเขาบอกว่าไปเฝ้าไลน์ที่โรงงาน ณ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนก้อยไปต่างจังหวัดแล้วกลับคอนโดที่อยู่ด้วยกันในวันนั้น สักพักเขากลับมาเราเห็นสภาพเขาตอนนั้นเพลียมาก มาถึงก็หลับก็รู้สึกแปลกใจ"   

 

แฟนเปลี่ยนไปและถูกจับได้ว่ามีกิ๊ก

ก้อย เล่าว่า ณ ตอนนั้นเธอรู้สึกมีลางสังหรณ์ จึงหยิบโทรศัพท์ของแฟนขึ้นมาดู แล้วไปเจอข้อความในเบอร์เบอร์หนึ่งที่เม็มชื่อเพื่อนสนิทของแฟน ซึ่งเป็นผู้ชาย และเธอก็รู้จักดีด้วย ตอนที่เห็นชื่อก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเปิดดูเมสเซจเห็นข้อความยิ่งสงสัยและงง เพราะไม่ใช่ข้อความที่ส่งหาผู้ชายแน่นอน

"เมื่อคืนคุณแต่งตัวสวยจังเลย ข้อความนี้เลย เฮ้ย นี่เบอร์เพื่อนผู้ชายนะ แต่ข้อความที่ส่งไปหาผู้หญิงชัดๆ เล่นตั้งชื่อตบตากันชัดๆ เลยโทรออก ปลายสายผู้หญิงรับ ตอนนั้นรู้สึกโมโหมาก แฟนหลับอยู่ กระชากขึ้นมาถามเลย เขาบอกว่าเป็นสาวที่เพื่อนเขาจีบอยู่ เราก็ถามแล้วทำไมส่งข้อความไปหาเขาล่ะ เริ่มทะเลาะกันแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทะเลาะกันหลังจากที่คบกันมากว่า 3 ปี

หลังจากนั้นก็เริ่มระแวงแต่ไม่เท่าไร จนมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเป็นงานปีใหม่ของโรงพยาบาล ซึ่งจัดขึ้นที่เดอะมอลล์ บางกะปิ แฟนก็มาส่งที่เดอะมอลล์ แล้วบอกเราว่าจะไปกินปีใหม่กับเพื่อนๆ ผู้ชายที่ทำงานเสร็จแล้วจะมารับ แต่ผ่านไปสักพักก็โทรมาบอกว่าไม่มารับแล้ว เราก็งงๆ ทำไมไม่มา พอโทรกลับไปก็ไม่ติด เลยออกจากงานปีใหม่ของโรงพยาบาลเรียกแท็กซี่ไปหาเพราะรู้ว่าเขากินร้านไหน ระหว่างทางพยายามโทรหาแต่เขาไม่รับสาย ให้เพื่อนรับแทน แต่ก็บอกไปว่ากำลังจะไปหา เพื่อนเขาบอกว่าไม่ต้องมากำลังจะกลับ"

พยาบาลสาว เล่าต่อว่า พอเธอไปถึงร้านอาหารเฉียดกันนิดเดียว เพราะแฟนกับเพื่อนเพิ่งออกไปได้ไม่นาน จึงวานคนขับแท็กซี่ให้ช่วยไปถามว่าเมื่อสักครู่มีพนักงานของโตโยต้ามากินหรือเปล่า เป็นผู้ชายล้วนๆ ทางร้านเลยบอกว่ามี แต่ไม่ใช่ผู้ชายล้วน มีผู้หญิงมาด้วยประมาณ 2-3 คน เพิ่งออกไปได้ไม่นาน

เรื่องราวความรักเหมือนดั่งในหนังละคร

วินาทีนั้นเธอจึงโทรหาเพื่อนของแฟนอีกครั้ง เพราะโทรหาแฟนแล้วไม่รับสาย ก็ได้รับคำตอบว่าแฟนเธอได้แยกกับเพื่อนตั้งแต่ออกจากร้าน และด้วยความเหนื่อยล้าที่จะต้องตามหาจึงให้แท็กซี่คันเดิมไปส่งที่คอนโด แต่ระหว่างทางบนถนนสายเทพารักษ์ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นรถติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเยื้องๆ กับแท็กซี่คันที่เธอนั่ง รู้ทันทีว่ารถคันนั้นคือรถของแฟน

"ด้วยความดีใจเลยบอกพี่แท็กซี่ว่ารอแป๊บนะคะ หนูเห็นรถแฟนจอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเดี๋ยวรีบไปบอกเขาให้เอารถชิดซ้ายจะได้นั่งกลับบ้านพร้อมกัน แต่พอใกล้ประตูฝั่งแฟนเห็นเขาหันไปหยอกกับผู้หญิงที่นั่งเบาะข้าง อึ้งเลยสิ อะไรนี่ เคาะกระจกเลย แฟนหันมาเห็นตกใจมาก ประมาณว่า เฮ้ย มาได้ไง ก้อยบอกให้เขาเปิดประตูก็ไม่ยอมเปิด ไฟแดงก็เหมือนเป็นใจไม่ยอมเขียว มันก็นานมาก พยายามให้เขาเปิดแต่ก็ไม่เปิดจนคนรอบๆ หันมามองกันใหญ่

เขายอมเปิดประตูข้างหลัง เราก็เดินอ้อมไป ตอนนั้นโกรธมากเหมือนสติหลุดเลย คว้าผมผู้หญิงจับไว้มั่นถามเธอว่าไม่รู้หรือว่าเขามีเมียแล้ว ผู้หญิงก็บอกไม่รู้ เพราะพี่เขาไม่ได้บอก เราก็ว่าก็นี่ไงรู้แล้วก็ลงไป แต่ผู้หญิงไม่ยอมลง มองหน้าผู้ชายเหมือนขอความเห็น ประมาณว่าจะให้ลงเหรอ ทางแฟนก็บอกให้ปล่อยน้องเขา จริงๆ เราไม่ได้ทำอะไรหรอก แค่จับผมไว้เฉยๆ แต่พอแฟนทุบมือเราให้ปล่อย มันเหมือนกระชากผมผู้หญิงหนักขึ้น ผู้หญิงก็ร้องปล่อยหนูๆ หนูเจ็บ ส่วนหลังมือเราก็เขียวเพราะถูกแฟนทุบ ที่สุดเขาบอกให้ปล่อยแล้วจะให้ผู้หญิงลงจากรถเราก็ปล่อย" พยาบาลสาว เล่า

ทะเลาะบนรถแย่งพวงมาลัยกัน

เหตุการณ์ยังไม่สงบและไม่จบแค่นั้น หลังจากที่กิ๊กของแฟนลงจากรถไปก็เป็นช่วงไฟเขียวพอดี แต่ตอนนั้นเธอจำได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่าแท็กซี่ จึงให้แฟนจอดชิดซ้ายเดินเอาเงินไปจ่ายค่ารถ ก่อนจะผละมาคนขับแท็กซี่ได้ส่งเสียงตามหลังบอกให้เธอตั้งสติ ใจเย็นๆ แล้วค่อยพูดจากันดีๆ แต่คำเตือนแกมขอร้องของคนขับแท็กซี่ไม่เป็นผล  

"พอกลับมาที่รถก็ทะเลาะกัน มีปากเสียงไปตลอดทาง ทะเลาะกันแรงมาก ไม่รู้มันโดนจุดตรงไหนทำให้เรารู้สึกจี๊ดขนาดนั้น คุมสติไม่ได้ แย่งพวงมาลัย รถเคว้งไปมา เขาพยายามหักรถเข้าข้างทาง แล้วไล่เราลงรถ ตอนนั้นรู้สึกว่าชีวิตหมดสิ้นทุกอย่าง ไม่มีอะไร ความรู้สึกเคว้งคว้าง หมดอาลัย เพราะชีวิตเราตั้งแต่พ่อแม่เสียตั้งแต่เด็กก็ไม่มีใคร มีแต่พี่น้อง 3 คน แต่ไม่เคยอยู่ร่วมกัน พอแฟนคนนี้เข้ามาในชีวิตเขาดีมากและเป็นทุกอย่าง ทั้งพี่ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรง"

การถูกแฟนที่อยู่กินด้วยกันมาเกือบ 3 ปี และไม่เคยทะเลาะกันแม้แต่ครั้งเดียว แล้วถูกไล่ลงจากรถก็เจ็บปวดมากพอแล้ว แต่พอได้ยินแฟนหลุดคำคำหนึ่งออกมาเต็มหูว่า ไปไหนก็ไปหมดรักแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บรวดร้าวปวดใจให้เธออย่างมาก ประหนึ่งฟ้าฟาดลงกลางอกให้แตกเป็นเสี่ยงๆ 

"เจอคำนี้เข้าไปคิดอย่างเดียวว่าชีวิตเราพังแล้ว สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้นคือ ตัดสินใจวิ่งตัดหน้ารถเลย ทุกคันเบรกหัวทิ่มหัวตำ คงตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคนวิ่งออกไปยืนขวางกลางถนน แล้วพอแฟนเห็นเขาเลยเปิดประตูวิ่งออกไปกระชากกลับมานั่งรถ พยายามง้อขอคืนดี แต่ด้วยความที่เรายังคงความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่กระทบกระเทือนใจมาก จึงพูดกับแฟนขอแยกกันอยู่สักระยะเผื่ออะไรจะดีขึ้น"

 

แยกกันอยู่เผื่ออะไรจะดี แต่เกิดเรื่องจนได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่แฟนตามง้อขอคืนดีนั้นก็ยังมีเรื่องทะเลาะกันเกือบทุกวัน เนื่องจากความรู้สึกของเธอในห้วงเวลานั้นยังไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในความซื่อสัตย์ของแฟน ถ้าเปรียบก็เหมือนแก้วที่แตกแล้วยากจะประสานให้เป็นเหมือนเดิม เธอจึงเปิดปากคุยกันและขอแยกกันอยู่ชั่วคราวเผื่ออะไรจะดีขึ้น

"หลังเกิดเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา บอกได้เลยว่าอาทิตย์หนึ่งเราทะเลาะกัน 5 วัน แฟนเอาปฏิทินมากางดูเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจึงคุยกันว่าควรแยกกันอยู่ไปก่อน ถ้าแยกแล้วรู้สึกโอเคขึ้น หรืออยากจะกลับมาหาก็ค่อยกลับมา หรือถ้าจะเปิดใจรับคนอื่นก็ไม่ว่ากัน เราก็แยกออกไปอยู่คอนโดอีกที่หนึ่งใกล้ที่ทำงานโดยที่ของใช้บางอย่าง เช่น เสื้อผ้าบางส่วน รวมถึงโกศใส่อัฐิของแม่ก็ยังอยู่ที่คอนโดแฟน ต่อมาก็มีผู้ชายเข้ามาจีบ แต่เราก็ยังไม่เปิดใจรับเพราะในใจยังรักแฟนอยู่ ถึงจะแยกออกมาอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดกันสิ้นเชิง

แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดมีปากเสียงทะเลาะกับแฟนกันรุนแรง เราทุกข์ใจทุกข์มาก กลายเป็นคนซึมเศร้า ท้ายสุดก็นำมาสู่ความคิดและพยายามฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยาพาราฯ ยาแก้แพ้ ดื่มโค้ก สปายเข้าไป และกรีดข้อมือตัวเองอยู่บนห้องที่คอนโด เลือดไหลนอง ปรากฏว่าผู้ชายที่เข้ามาจีบใหม่รู้ว่าเราทะเลาะกับแฟนก็พยายามโทรหาเราแต่ติดต่อไม่ได้เลยมาที่คอนโดให้ รปภ.พาขึ้นไปเจอก้อยที่ห้อง เห็นเราสลบอยู่ก็โทรเรียกรถพยาบาลมารับ แพทย์ได้ล้างท้อง แอดมิตอยู่สองคืน"

พยาบาลสาว เล่าว่า พอออกจากโรงพยาบาล วันหนึ่งแฟนบังเอิญมาเห็นว่ามีผู้ชาย (ผู้ชายคนนี้ต่อมารู้ว่ามีครอบครัวอยู่เลยบอกเลิก) มาจีบถึงกับโกรธมากจนควันออกหู แม้จะพยายามอธิบายว่าไม่มีอะไรเกินเลยก็ไม่ยอมฟังท่าเดียว ในที่สุดก็ทะเลาะกันอีก ซึ่งเขาไม่สนใจเลยทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน  

"วันนั้นเชื่อไหม เขาเอาโกศอัฐิของคุณแม่พร้อมถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าสองสามถุงของเราที่อยู่ที่คอนโดเขามาวางไว้ข้างรั้วกำแพงคอนโดที่เราอยู่นั่นแหละ เขาโทรมาบอกอยู่ว่าจะเอามาคืน แต่คิดดูสิแทนที่จะรอให้เราลงไปข้างล่างก่อน ก็เอาสิ่งที่เรารักที่สุดคือโกศใส่อัฐิแม่มาวางไว้อย่างนั้น ในใจตอนนั้นคิดอย่างเดียว ทำไมเขาถึงทำกับสิ่งที่เรารักได้ขนาดนี้ มันก็เลยซึมเศร้าหนักขึ้น"

กรีดข้อมือครั้งที่สองที่ห้องน้ำในสนามบิน

พยาบาลก้อย เล่าว่า แม้จะโกรธแฟนที่กระทำต่อโกศใส่อัฐิของแม่อย่างนั้น แต่ในใจก็ยังถวิลหาเขาอยู่เป็นระยะ แต่ช่วงนั้นจิตใจทุกข์ตรมมาก และไม่รู้ว่าตัวเองจะหลุดพ้นจากความเศร้าซึมได้อย่างไร เผอิญมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ชวนไปเที่ยวงานพืชสวนโลก ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรก   

"ด้วยความที่อยากออกจากอารมณ์ตรงนั้นให้ได้ จึงจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ ถึงวันเดินทางก็ไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ จู่ๆ ก็คิดถึงเขาขึ้นมาจึงโทรศัพท์ไปหา แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมายิ่งทำให้เราเจ็บมากจนรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกไม่มีค่าอะไรเลย เดินไปซื้อคัตเตอร์ที่ร้านสะดวกซื้อในสุวรรณภูมิ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตู นั่งบนโถชักโครกแล้วกรีดข้อมือตัวเอง ซึ่งตอนกรีดไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงที่กรีด แต่เจ็บข้างในมากกว่า

ผลสุดท้ายเลือดออกเยอะ ด้วยความที่ไม่ได้กินข้าวมาทำให้หน้ามืดเป็นลม แล้วมือข้างที่กรีดก็ร่วงลงไปข้างใต้และยื่นออกไปนอกประตู สิ่งที่ก้อยได้ยินสุดท้ายมีคนกรี๊ด พอตื่นอีกทีก็อยู่ในห้องพยาบาลที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขาทำแผลและเย็บแผลให้ มีพี่คนหนึ่งเห็นเอกสารเราในกระเป๋าก็รู้ว่าเราเป็นพยาบาล เขาก็ถามโน่นนี่นั่น แล้วบอกเราว่าถ้าเขาบอกกัปตันว่าเราเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่ให้ขึ้นเครื่อง เพราะเกรงจะไปสร้างความวุ่นวายบนเครื่อง เราก็รับปากว่าจะไม่ทำร้ายตัวเอง เพราะเพื่อนรอรับอยู่ที่เชียงใหม่ เขาเลยยอมให้ขึ้นเครื่อง แต่ก่อนรอขึ้นเครื่องจะมีตำรวจท่องเที่ยวคอยประกบตลอด และเมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่เพื่อนมารับแล้วก็ต้องโทรกลับมาบอกตำรวจอีกด้วย" 

เปิดใจรับคนที่เข้ามา แต่ไม่ให้ใจใครเยอะกว่า

ก้อย เล่าว่า การที่เพื่อนได้พยายามช่วยกระตุ้นให้มีสติจนรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นได้กลายเป็นจุดพลิกผันในตัวเธอ ที่เมื่อก่อนเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง จบมหาวิทยาลัยจึงมีแฟน แต่พอมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายที่ประสบผ่านมา ก็คิดว่าการที่เป็นผู้หญิงที่ดี เรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง แต่สิ่งที่ได้รับความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกว่าไม่โอเค เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จากที่เป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาเป็นผู้หญิงที่พร้อมเปิดใจกับทุกคนที่มาจีบ แต่จะไม่ให้ใจใครเยอะกว่าใคร

"ถ้าคุณเข้ามาแล้วมีความพยายามในการจีบคุณก็จะได้คะแนนเยอะหน่อย แต่ถ้ามาจีบแล้วไม่สม่ำเสมอก็จะได้คะแนนน้อยหน่อย คือกลายเป็นผู้หญิงที่เปลี่ยนไปเลย เวลาผู้ชายมาจีบก็คบหลายๆ คน ครั้งหนึ่งเคยคบพร้อมกัน 5 คน แต่ไม่สนใจใครเป็นพิเศษ บางทีโทรหาคนนี้ชวนไปดูหนัง พอบอกไม่ว่างก็ไม่เป็นไรก็โทรหาอีกคน ใครว่างก็ไป ตอนแรก 4 คนแรกที่โทรหาบอกไม่ว่าง คนสุดท้ายว่างก็ไปด้วยกัน แต่เชื่อไหมผลสุดท้ายทุกคนบอกว่างเคลียร์งานได้แล้ว ก็ไปกันทั้ง 5 คน (หัวเราะ) ดูจนจบ"

ก้อย เล่าต่อว่า ทั้ง 5 คนไม่มีใครกลับก่อน เพราะต้องการจะรู้ว่าเธอจะกลับกับใคร แต่เธอกลับคนเดียว แล้วสุดท้ายทั้ง 5 คนนั้นก็เลิกติดต่อไปด้วย เพราะรู้สึกว่าไม่ดีในสายตาของพวกเขาแล้วก็เลือกคบคนใหม่ ทำแบบนี้จนล่าสุดมาคบกับนายร้อยตำรวจ และคิดว่าชีวิตจะลงเอยด้วยดี แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด จนในที่สุดก็รู้สึกว่าอยู่คนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาใครอีกต่อไป

หยุดไขว่คว้า ยิ่งหายิ่งเจอแต่สิ่งไม่โอเค

พยาบาลสาวแห่งโรงพยาบาลเวชธานี เล่าว่า เมื่อก่อนเธอเป็นคนที่พยายามจะหาและอยากมีแฟน แต่ตอนหลังและถึงปัจจุบันนี้ การอยู่โดยไม่ไขว่คว้าดีที่สุด ไม่ต้องไขว่คว้า เพราะถ้าไขว่คว้ามักเจอแต่สิ่งที่ไม่โอเค ขออยู่อย่างนี้และมีความสุขกับการทำงานดีกว่า

"ถ้ามีก็เข้ามาเองแหละ ถามว่ามีคนมาจีบไหมก็มี แต่เราก็เหมือนกับว่าไม่ได้ให้ความสำคัญเยอะ คุยกันได้ คุยไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่พอคุยไปสักพักผู้ชายจะรู้สึกว่าเราเย็นชา เหมือนไม่ให้ความสำคัญเขาแล้วเขาก็ค่อยๆ หายไป ทุกวันนี้ยังมองว่าผู้ชายเจ้าชู้ทุกคน อยู่ที่ว่าเจ้าชู้มากเจ้าชู้น้อย แต่มันก็มีอคติกับผู้ชายอยู่ว่าทำไมชอบโกหก มีแฟนอยู่แท้ๆ เวลาเจอคนที่ถูกใจทำไมต้องโกหกแฟนตัวเอง

บอกตรงๆ ก้อยเป็นคนแฟร์ แต่ไม่ชอบการโกหก ถ้าคุณคิดว่าคบเราแล้วไม่โอเคให้จบแต่เนิ่นๆ มันจะได้ไม่เสียเวลา ไม่ใช่ว่าจับปลาสองมือ คือคาเราไว้อยู่แล้วไปมีคนใหม่ แล้วมาโกหกเรา ซึ่งก้อยคิดว่ามันไม่แฟร์ และสังคมไทยเป็นแบบนี้ ผู้ชายไทยทำได้ แต่ผู้หญิงทำไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าคนที่เข้ามาหาก้อยช่วงหลังจะต้องออกแนวความคิดแบบฝรั่ง คือตราบใดที่ยังไม่แต่งงานคุณมีสิทธิ ถ้าเมื่อไรแต่งงานก็ต้องผัวเดียวเมียเดียว นี่คือความคิดก้อย" พยาบาลสาวทิ้งท้าย