โอมศิริ วีระกุล (บอก) สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก

วันที่ 24 เม.ย. 2559 เวลา 10:26 น.
โอมศิริ วีระกุล (บอก) สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก
โดย...นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อชอบคิดชอบเขียนและอ่านมากจนสะสมคลังข้อมูลความรู้ไว้มากมาย บวกกับประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานประจำ หรือที่เรียกกันว่า มนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ จนในที่สุดอยากเขียนหนังสือสักเล่ม เขาก็พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ถนนน้ำหมึก ในบทบาทนักเขียนเลือดใหม่ นามว่า โอมศิริ วีระกุล

สิ่งที่เขาอยากถ่ายทอดลอยเคว้งในหัวเต็มไปหมด ถึงแม้จะมีของ แต่เมื่อถึงเวลาปล่อยของก็ไม่ง่าย เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี จนได้รับคำแนะนำและได้สำรวจหนังสือที่วางเรียงบนแผงตามร้านต่างๆ หนังสือประเภท ทำอย่างไรให้รวย เงินๆๆๆ แทบจะยึดพื้นที่ นอกนั้นนวนิยายก็วางเกลื่อน ซึ่งแน่ล่ะเขาไม่ถนัดมันเอาเสียเลย แต่จะมาเขียนเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่เขาก็มีแนวความคิดโอนเอนมาทางนี้ หากแต่ช่องว่างตรงไหนล่ะที่เขาจะแทรกเข้าไปแล้วบอกกับผู้อ่านให้มาสนใจหนังสือของเขา นี่คือ “โจทย์” ที่นักเขียนมือใหม่ต้องเผชิญ

“ตอนแรกตั้งคอนเซ็ปต์ไว้ว่าทำงานอย่างไรให้ได้โบนัส ตั้งไว้เยอะมาก เรารู้สึกว่าคอนเทนต์มันเยอะมาก แล้วถ้าแบ่งเป็นสัดส่วน เป็นสามเหลี่ยมก็คือกลุ่มคนทำงานประจำก็ยังอยู่ฐานล่าง ผมก็จะชอบสังเกตว่าหนังสือบนแผงหนังสือเหล่านั้นมันพยายามจะบอกเราอยู่หรือเปล่าว่า หนังสือมันกำลังหันเหไปทางไหน หรือควรจะเป็นแบบไหน หนังสือเล่มนี้เลยตั้งคอนเซ็ปต์ไว้ง่ายคือสิ่งที่มากกว่าเงินเดือนมันคือความรู้และประสบการณ์ที่คุณควรจะคว้าไว้ด้วยนะ

แน่นอนว่าการจะเขียนหนังสือได้มันต้องผ่านประสบการณ์อยู่แล้ว วิธีการเล่าเรื่องของผมคือมันก็จะมีเส้นเรื่องด้วย หนึ่งเราต้องมีประสบการณ์ สองเราต้องผ่านการอ่านหนังสือที่มันเกี่ยวข้อง มันเหมือนเป็นเมจิกโมเมนต์ คือหนังสือเล่มนี้มันไม่ได้เล่าจากหนึ่งแล้วไปสิบเลยครับ แต่มันจะค่อยๆ ถูกสอดแทรกไว้ด้วยข้อมูลหนังสือที่เราเคยอ่าน จากหนังที่เราเคยดู จากหัวหน้าที่เคยแนะนำเรา จากสิ่งต่างๆ ที่เราเจอ เรานำมาเป็นหัวข้อแล้วขยายต่อ”

 

สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก ผลงานเขียนเล่มแรกของโอมศิริ เนื้อหาเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองโอมศิริไขข้อสงสัยในสิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก โดยผ่านการคิดวิเคราะห์จากหลากหลายทฤษฎี “จริงๆ พยายามจะบอกคนอ่านว่าอะไรคือสิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก นอกจากโบนัสออกแล้วนะ ผ่านโปรแล้วนะ คือผมจะบอกว่าการทำงานตั้งแต่น้องที่ใกล้เรียนจบแล้วเข้าไปทำงาน หรือคนที่ทำงานอยู่แล้ว หลักๆ ไม่ว่าจะเป็นโดนเจ้านายตำหนิ การทำงานรวมกันเป็นทีม ปัญหาต่างๆ ทั้งจากงานและคน อะไรหลายๆ อย่าง ผมว่ามันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เราอยู่กับงานได้ง่ายขึ้น หลักๆ หนังสือเล่มนี้มันจะเปลี่ยนมายด์เซตของคนทำงานด้วย ผมยกตัวอย่างไว้บทหนึ่งว่า สมมติผมนั่งรถบัสไปกับเพื่อนๆ แล้วระหว่างทางผมปวดฉี่มากแล้วลงไปฉี่ ขณะนั้นมีก้อนหินก้อนใหญ่หล่นทับรถบัสที่เรานั่งมา ทุกคนบนรถตายหมดเลย หลายคนคิดว่าเราโชคดีมากเลย แต่ถ้าสลับไปอีกด้านหนึ่งคือเราเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนบนรถต้องตายนะ อันนี้ก็เป็นภาพใหญ่ๆ ที่เปิดไว้ให้เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เรามองข้ามตัวเองไปด้วย เวลาเกิดปัญหาอะไรเรามักจะโทษคนอื่น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องปกป้องตัวเอง”

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนนั้นกำลังจะบอกกับเราว่ามันคือชีวิตของคนทำงานจริงๆ ในแต่ละอาชีพต่างก็มีเสน่ห์อยู่ เช่นเดียวกับคนทำงานประจำก็มีมุมที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพียงแค่ต้องมองมันอย่างเข้าใจเท่านั้นเอง

“เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็บ่นอยากออกจากงานไปทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งก็มีทั้งคนรอดไม่รอด สำหรับผมทำงานไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าเราหวงชีวิตงานประจำ รู้สึกว่ามันเป็นสมบัติของคนทำคอนเทนต์แบบนี้ เพราะว่า 1 ปี มี 365 วัน เราก็จะเจอปัญหาอะไรแปลกๆ ทุกอย่าง ตั้งแต่หัวหน้า ไดเรกเตอร์ แมเนเจอร์ น้องฝึกงาน แต่พอเราถอยออกมาแล้วมองเข้าไปเราจะเห็นว่า จริงๆ มันก็เป็นปัญหาแค่ช่วงนั้น มันเป็นโอกาสอย่างหนึ่งที่เราขโมยมาแล้วเราต้องเอามันไปแก้ไข ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้จบผมรู้สึกว่างานประจำมันก็มีเสน่ห์ของมันนะ ผมพยายามบอกตัวเองว่าผมอยากอยู่กับสิ่งที่ผมแฮปปี้กับมัน ผมก็มีช่วงซัพเฟอร์ที่เจออะไรมาหนักๆ เหมือนทุกคน เวลาโดนอัดมาหนักๆ แล้วมันไม่มีใครอยากตื่นมาแล้วอยากออกไปทำงาน แต่ลักษณะการทำคอนเทนต์ของผม คือพยายามเติมแรงกระตุ้นพยายามคิดว่าวันนี้เราจะเจออะไรบ้างนะ เหมือนเป็นเซอร์คัลไปเรื่อยๆ ครับ”

สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก แต่บางครั้งสำหรับผู้อยู่ในฐานะลูกจ้างก็ควรต้องรู้ไว้ให้เท่าทัน เพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ เพราะไม่มีใครบอกอะไรเราได้ทุกเรื่อง แต่การอ่าน เรียนรู้ ประสบการณ์ และการจัดการความคิดนั้นต่างหากจะทำให้เรารับทราบและเรียนรู้ที่จะทำงานประจำได้อย่างเป็นสุข