ยอนมี ปาร์ก ชีวิตนี้ หลบหนี เพื่ออยู่รอด

  • วันที่ 13 มี.ค. 2559 เวลา 10:29 น.

ยอนมี ปาร์ก ชีวิตนี้ หลบหนี เพื่ออยู่รอด

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ หนังสือ In Order to Live

เราจะได้เรียนรู้ว่า ชีวิตของเรามีค่ามากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อเราได้รู้ได้เห็นว่ายังมีชีวิตของใครอีกหลายคนที่มีค่าน้อยกว่าสุนัขตัวหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่อย่างหิวโหย ไม่มีเสรีภาพ แม้กระทั่งจะคิดจะพูดจะทำอะไร ยังต้องระแวดระวัง แม้กระทั่งเหล่านกและหนูก็ยังได้ยินเสียงกระซิบ

ช่วงชีวิตหนึ่งของ ยอนมี ปาร์ก ผู้ที่หลบหนีออกมาจากประเทศเกาหลีเหนือได้สำเร็จ ก็เคยเป็นเช่นนั้น และมันก็เป็นช่วงชีวิตที่เธอไม่อาจลบลืมได้เลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปนั่งฟังเธอพูดถึงเรื่องราวชีวิตของเธอแบบย่นย่อที่งาน One Young World Summit ที่จัดขึ้นในประเทศไทย และได้พูดคุยกับเธอบ้างเล็กน้อยหลังจากเธอลงเวทีมาแล้ว หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ In Order to Live ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้ (แปลเป็นไทยและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์)

(ซ้าย) ยอนมีและอึนมี (พี่สาวของยอนมี) เตรียมพร้อมสำหรับวันที่หิมะตก/(ขวา) อึนมีอายุ 5 ขวบ และยอนมีอายุ 3 ขวบ

 

  บนเวที เธอบอกเล่าว่า เธอมาจากเกาหลีเหนือ ประเทศที่ถือได้ว่าล้าหลังมากที่สุดในโลก ผู้คนยากจน สู้ทนความเหน็บหนาว อดอยาก ล้มตาย ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีห้างสรรพสินค้า ฯลฯ “ฉันเกิดมาในครอบครัวเล็กๆ มีพ่อ แม่ และพี่สาวของฉัน สิ่งที่ฉันรู้ในตอนนั้น คือ ฉันอาศัยอยู่ในประเทศที่ดีที่สุดในโลก และศัตรูของประเทศเรา ก็พร้อมจะโจมตีเราอยู่ตลอดเวลา”

ในหนังสือของเธอ เธอได้บอกเล่าว่า ความรักที่แท้จริงที่เธอสามารถแสดงออกได้ในประเทศเกาหลีเหนือที่เธอเคยอยู่ นั่นคือ การบูชาคนตระกูลคิม ตระกูลของผู้นำเผด็จการที่ปกครองเกาหลีเหนือมา 3 รุ่น รัฐบาลปิดกั้นข้อมูลทุกอย่างจากโลกภายนอก วิดีโอ และภาพยนตร์ทุกเรื่อง และรบกวนสัญญาณวิทยุ ไม่มีเวิร์ด ไวด์ เว็บ และไม่มีวิกิพีเดีย หนังสือที่เรามีเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อว่าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ประชากรครึ่งหนึ่งของเกาหลีเหนืออยู่อย่างยากจน และประชากรเป็นจำนวนมากเป็นโรคขาดสารอาหาร

“ที่ที่ฉันเคยอยู่ ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเกาหลีเหนือด้วยซ้ำ พวกเขาอ้างว่าตัวเองเป็นโชซัน เป็นประเทศเกาหลีที่แท้จริง เป็นสวรรค์สังคมนิยมที่คนจำนวน 25 ล้านคน มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรับใช้ผู้นำสูงสุด คิมจองอึน พวกเราหลายคนที่หนีออกมาได้เรียกตัวเองว่าผู้แปรพักตร์ เพราะว่าการที่เราปฏิเสธที่จะยอมรับชะตากรรมและยอมตายเพื่อท่านผู้นำ หมายความว่าเราได้ละทิ้งหน้าที่ของเราไป รัฐบาลนี้เรียกพวกเราว่ากบฏ ถ้าเราพยายามกลับไป เราจะถูกประหารชีวิต”

(ซ้าย) ยอนมีและอึนมีแต่งตัวพร้อมสำหรับหิมะ (ขวาบน) ภาพครอบครัวในเฮซัน (ขวาล่าง) ยอนมีและอึนมีในชุดที่เหมือนกัน

 

ย้อนกลับไปบนเวที One Young World Summit ยอนมี ได้บอกเล่าว่า เธอเกิดและอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเกาหลีเหนือ “ทุกค่ำคืน ฉันมักเห็นแสงสว่างที่ส่องมาจากทางประเทศจีน ฉันคิดอยากติดตามแสงสว่างนั้นไป เพราะที่บ้านของฉันไม่มีแสงสว่างอย่างนั้น ต่อมาฉันก็หนีเข้าไปในประเทศจีนได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ฉันหนีออกมาเพื่อจะได้มีเสรีภาพ มีสิทธิมีเสียง เพียงแต่ฉันหนีออกมาเพื่อความอยู่รอด ตอนนั้นฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสรีภาพคืออะไร”

ยอนมี เผยว่า ในปี 2007 ตอนที่เธออายุ 13 ปี เธอกับแม่ของเธอได้หนีเข้าประเทศจีนผ่านแม่น้ำยาลูที่เป็นเครื่องหมายแบ่งเขตแดนเกาหลีเหนือและจีน เมื่อเธอหนีเข้าประเทศจีนได้ สิ่งแรกที่เธอเห็น คือ แม่ของเธอปกป้องและเสียสละตัวเองให้ถูกข่มขืนแทนเธอ

“ฉันหนีจากความอดอยากของประเทศฉัน เพื่อจะได้มาเจอความโหดร้ายในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการค้ามนุษย์ เชื่อไหมว่าผู้หญิงจากเกาหลีเหนือกว่า 70% เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในจีน ฉันและแม่ของฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น แม่ของฉันถูกขายด้วยเงินเพียง 65 เหรียญสหรัฐ ส่วนฉันถูกขายไปด้วยเงินเพียง 260 เหรียญสหรัฐ ไม่น่าเชื่อว่าราคาค่าตัวของฉัน ซื้อโทรศัพท์ไอโฟนแม้เพียงเครื่องเดียวยังไม่ได้เลย”

(ซ้าย) เรียงจากซ้ายไปขวา อึนมี คุณปู่ และยอนมี (ขวาบน) ยอนมีและอึนมีบนเลื่อนหิมะ อายุประมาณ 2 ขวบและ 4 ขวบตามลำดับ (ขวาล่าง) ยอนมีแต่งตัวพร้อมสำหรับเล่นหิมะ อายุประมาณ 2 หรือ 3 ขวบ

 

ยอนมี บอกเล่าว่า นักค้ามนุษย์ในจีนขู่เธอว่า ถ้าเธอไม่ยอมถูกขาย เธอจะถูกส่งกลับไปยังประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งนั่นไม่มีทางเกิดขึ้นกับเธอเป็นแน่ เพราะตอนนั้นเธอหิวโหย และต้องการกินอาหารเพื่อความอยู่รอด

ในหนังสือ In Order to Live ยอนมี ได้บอกเล่าว่า เธอกับแม่ของเธอมีชีวิตที่ระหกระเหิน ต่อสู้ดิ้นรน มีความเป็นอยู่ที่ตกต่ำ หลบหนีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บช้ำทั้งกายใจ แต่เธอกับแม่ก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามในการตามหาพี่สาวของเธอที่หลบหนีออกมาก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าไปตกระกำลำบากที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ซึ่งทั้งคู่ต่างพยายามตามหา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จสักที

“ส่วนพ่อของฉัน ตลอดชีวิตของท่าน ท่านแอบค้าขายสินค้าจากเมืองจีน จนถูกจับเข้าคุก เมื่อออกจากคุกท่านก็ไม่ได้หลบหนีเข้ามาในจีนพร้อมกับเราสองคน แต่ก็หลบหนีเข้ามาได้สำเร็จ หลังจากหลบหนีเข้ามาได้ไม่กี่เดือน พ่อก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายโดยไม่ได้รับการรักษาเลย ในปี 2009 ตอนที่ฉันอายุ 15 ปี แม่และฉันได้รับการช่วยเหลือจากผู้เผยแพร่ศาสนาชาวคริสต์ให้หลบหนีข้ามชายแดนไปยังมองโกเลียที่ติดกับจีน จากตรงนั้นเราเดินข้ามทะเลทรายโกบีที่หนาวเหน็บ เกือบตายอยู่กลางทะเลทราย แต่ก็สามารถเข้ามาในประเทศเกาหลีใต้ในฐานะผู้ลี้ภัย ได้รับการเอาใจใส่ และได้รับการรับรองให้เป็นประชาชนเกาหลีใต้ได้สำเร็จในท้ายที่สุด”

(ซ้ายบน) ยอนมีกับวันเกิดครั้งแรกของเธอ (ซ้ายล่าง) ยอนมีอายุครบ 100 วัน (ขวา) ยอนมีตอนอายุ 2 ขวบ

 

ยอนมี บอกเล่าว่า การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศเกาหลีใต้ อาจไม่ได้ง่ายดายในตอนเริ่มต้น เธอไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการใช้ห้องน้ำ ไม่รู้ว่าสมาร์ทโฟนคืออะไร อินเทอร์เน็ตคืออะไร ไม่รู้แม้กระทั่งเมื่อมีคนมาถามเธอว่าสีที่เธอชอบคือสีอะไร เธอต้องการเป็นอะไรในอนาคต

“ฉันตอบไม่ได้เลย เพราะตอนที่อยู่ในเกาหลีเหนือ ไม่เคยมีใครถามฉันอย่างนี้ เพราะชีวิตของฉันในตอนนั้น ณ ที่แห่งนั้น ฉันถูกรัฐบาลกำหนดทุกอย่างมาให้ กำหนดว่าฉันจะเรียนอะไร ใส่เสื้อผ้าสีอะไร แต่อยู่ในเกาหลีใต้ ฉันมีเสรีภาพในการที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับตัวเอง ก่อนหน้านี้ชีวิตของฉันตกต่ำมากเสียจนไม่รู้ว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์คืออะไร สิ่งที่ฉันรู้คือความหิวโหย และถูกบีบบังคับ จนไม่รู้ว่าชีวิตเราสามารถดีขึ้นได้”

ในหนังสือ In Order to Live ยอนมี ได้กล่าวไว้ว่า ระหว่างการเดินทางของเธอ เธอได้เห็นสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์สามารถทำต่อกันได้ แต่เธอก็ได้เห็นความอ่อนโยนและความเมตตากรุณาและความเสียสละที่เกิดขึ้นในสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดเท่าที่เราจะสามารถจินตนาการได้ด้วย เธอรู้ว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเพื่อให้เราได้อยู่รอด แต่เธอยังรู้อีกด้วยว่าประกายไฟของศักดิ์ศรีแห่งการเป็นมนุษย์นั้นไม่มีวันดับมอด และเมื่อมันได้รับออกซิเจนแห่งเสรีภาพและพลังอำนาจแห่งความรัก มันก็จะสามารถเติบโตขึ้นมาได้อีกครั้ง

พ่อแม่ของยอนมีในวันแต่งงานที่เปียงยาง เมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือ

 

เมื่อผมมีโอกาสได้ถามคำถาม ผมถามยอนมีไปสั้นๆ ว่า ทุกวันนี้ คุณสบายดีมั้ย เธอตอบผมกลับมาสั้นๆ เช่นเดียวกันว่า สบายดีค่ะ แม้ว่าก่อนหน้านี้ชีวิตของเธอจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่เพราะเธอมีความหวังอยู่ตลอดเวลา เธอจึงมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างเช่นทุกวันนี้

“ตอนที่ฉันมาถึงเกาหลีใต้ ฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุ 15 ปี ที่ไม่มีเงิน และมีการศึกษาเทียบเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขให้ได้ในเกาหลีใต้ ฉันจึงพยายามเรียนหนังสือให้จบชั้นมัธยมศึกษา และ 5 ปีต่อมา ฉันก็เป็นนักศึกษาที่ได้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำในโซล และได้เรียนวิชาเอกการบริหารงานยุติธรรมทางอาญา อีกทั้งฉันยังได้มีโอกาสทำงานด้านอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น ได้เดินทางไปหลากหลายประเทศ ได้เรียนภาษาอังกฤษ ได้ออกรายการโทรทัศน์ เพื่อบอกเล่าเรื่องการหลบหนีจากเกาหลีเหนืออยู่หลายครั้ง และได้บอกเล่าเรื่องราวของฉันผ่านหนังสือ In Order to Live และในหลายๆ งานประชุม รวมทั้งฉันได้เจอพี่สาวของฉันที่เกาหลีใต้ในท้ายที่สุด”

หากการได้มีชีวิตอยู่อย่างมีอิสรภาพ ได้อยู่กับครอบครัว และมีชีวิตอยู่รอด เพื่อที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นแก่ตัวเอง สังคม และโลกใบนี้ คือพรอันประเสริฐ เชื่อแน่ว่า ยอนมี ปาร์ก และครอบครัวของเธอ ได้รับพรอันประเสริฐนั้นแล้ว และเส้นทางเดินต่อไปนับจากนี้ คงไม่มีช่วงเวลาที่เลวร้ายมากไปกว่านี้อีกแล้ว มันจะมีแต่สิ่งดีๆ ที่เฝ้ารอเธออยู่ ผมเชื่ออย่างนั้น

อึนมี แม่ และยอนมี กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งในโซล เกาหลีใต้ ในปี 2015

 

(ซ้าย) ยอนมีแถว 3 คนที่ 2 จากซ้าย และอึนมีแถว 2 ซ้ายสุด ในงานแต่งงานของคนในครอบครัวในชนบท (ขวา) ยอนมีอายุประมาณ 8 ขวบ ในเปียงยาง

 

ปกหนังสือ In Order to Live ฉบับภาษาไทย

 

(ซ้ายบน) ภาพครอบครัว ปี 1996 ยอนมีอายุ 3 ขวบ และอึนมีอายุ 5 ขวบ (ซ้ายล่าง) ยอนมีและครอบครัวในเฮซัน เมืองในเกาหลีเหนือที่อยู่ติดชายแดนจีน (ขวา) ยอนมีอายุประมาณ 4 ขวบ

 

(ซ้ายบน) พ่อของยอนมีในเปียงยางก่อนถูกจับ (ซ้ายล่าง) ยอนมีและพ่อก่อนที่พ่อจะถูกจับ (ขวา) ภาพสุดท้ายของพ่อที่ยอนมีและแม่ถ่ายไว้ก่อนเสียชีวิต

 

ข่าวอื่นๆ