ศุภฤกษ์ โตวัชระกุล ‘เหยื่อรถซิ่ง’ ชะตาร้ายคนเดินถนน

  • วันที่ 21 ก.พ. 2559 เวลา 09:58 น.

ศุภฤกษ์ โตวัชระกุล ‘เหยื่อรถซิ่ง’ ชะตาร้ายคนเดินถนน

โดย...ชุติมา-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

การมีอวัยวะครบทุกส่วน ไม่มีส่วนใดขาดหรือเกินนั้น ควรถือว่าชีวิตในวันนี้สมบูรณ์ดีแล้ว ศุภฤกษ์ โตวัชระกุล กล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ ซึ่งหากมองตามรูปลักษณ์ภายนอกของชายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้แล้ว ก็ดูว่าร่างกายของเขาไม่มีอะไรขาดหายไปสักอย่าง ดูปกติเฉกเช่นกับคนทั่วๆ ไป แต่ถ้าพิจารณาในทางพุทธศาสนาระบุไว้ว่า อวัยวะ 32 อย่างนั้น ถ้าเอาร่างกายคนเรามาหั่นเป็นชิ้นๆ แยกเป็นกองๆ อวัยวะทั้งหมดต้องครบ 32 กอง มีอวัยวะครบทุกส่วนทั้งภายนอกภายใน ไม่มีส่วนใดขาดหรือเกิน การสนทนาคราวนี้เริ่มต้นโหดร้ายพอสมควร

“...ผมตัดม้ามทิ้งไป 8 ปีได้แล้วครับ!” ฟังๆ แล้วก็เกิดคำถามทันทีว่าคนเรามีชีวิตอยู่ด้วยการไม่มีม้ามได้ด้วยหรือ?!!!

ศุภฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทผู้ผลิตและประกอบรถยนต์แห่งหนึ่ง เล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งเลวร้ายที่สุดในชีวิต ถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะภายในไป เหตุเกิดเพราะความคึกคะนองบนท้องถนนของ “เด็กรถซิ่ง” แค่พริบตาเดียวทำให้ชีวิตคนเดินถนนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปทันใด

 

เหตุร้ายเกิดเพียงพริบตาเดียว

อุบัติเหตุในครั้งนั้น เกิดอะไรขึ้น? ศุภฤกษ์ เล่าย้อนไปในวันเกิดเหตุซึ่งจดจำได้อย่างแม่นยำ คือวันที่ 7 ม.ค 2552 หลังจากเลิกงานก็ไปออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ ออกจากฟิตเนสประมาณ 4 ทุ่ม รู้สึกหิว จึงเลยขับรถออกไปซื้อส้มตำซึ่งเป็นรถเข็นริมถนนแถวๆ บ้านย่านเสนานิคม ซึ่งในขณะนั้นเองรถยนต์คู่กรณีก็วิ่งมาด้วยความเร็ว จู่ๆ ก็พุ่งเข้าชนร้านส้มตำเข้าอย่างจัง แล้วก็ชนตัวเขากระเด็นไปด้วย

หลังจากนั้นรถเก๋งคันต้นเหตุก็พุ่งไปชนท้ายรถเขาอีกด้วย และกลายเป็นตัวเบรกรถวิ่งเข้าใสไปโดยอัตโนมัติ เรียกว่ารับเคราะห์สาหัสทั้งคนทั้งรถยนต์เลยทีเดียว

“ในคืนนั้นด้วยความที่มันมืดมากครับ ถนนละแวกนั้นไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาเท่าใดนัก ผมได้ยินเสียงของรถคู่กรณีมาแต่ไกลเลย รถวิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นและส่งเสียงดังมากผิดปกติ ผมก็เริ่มเอะใจแล้วครับ ผมหันไปเห็นแว่บหนึ่งเท่านั้น ก็ปรากฏว่ารถคันนั้นพุ่งเข้ามาชนผมเข้าอย่างจัง รู้สึกเหมือนเรากำลังดูทีวีแล้วจอดับ ตอนนั้นก็พยายามที่จะลืมตาแต่เห็นเป็นท้องฟ้าแล้วก็เป็นดาวเต็มไปหมดเลย พอเห็นสิ่งนั้นก็บอกตัวเองย้ำๆ ว่าเรายังไม่ตายนะ ๆ ๆ  แล้วก็คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไรไหม ด้วยความที่กลัวแขนหักผมก็หันไปมองแขนขวาก่อนเลยครับ

รถยนต์ของตัวเองที่โดนพุ่งเข้ามาชน

 

แขนขวาก็ปกติดีไม่ได้เป็นอะไร แล้วก็หันไปดูแขนซ้าย สิ่งที่เห็นคือแขนซ้ายม้วนเป็นเลขหนึ่งไทยเลยครับ ภาษาแพทย์เรียกว่าเป็นกระดูกผิดรูป ผมกลัวมากทุกวันนี้ยังจำภาพนั้นได้”  ศุภฤกษ์ เล่าถึงเหตุการณ์ร้ายแรง แต่ยังครองสติอยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลาและนี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้โชคไม่ร้ายเกินไปนัก

“หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงผู้คนกรูกันเข้ามาครับ ไทยมุงมาแล้ว (หัวเราะ) ได้ยินเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นว่า ‘พี่ อย่าขยับตัวนะ รถมูลนิธิกำลังมา’ ทุกอย่างผ่านไปรวดเร็วมากครับ ระหว่างนั้นก็รอรถมูลนิธิมา จากนั้นช่วงที่ผมนอนอยู่สักพักหนึ่ง ผมก็มองเห็นไซเรนอยู่บริเวณนั้นแล้ว มีคนหนึ่งถามผมว่า ‘พี่ พี่ไปโรงพยาบาลไหน’ ผมก็บอก  ‘ไปโรงพยาบาลเมโยแล้วกันครับ’  แล้วเขาก็พาผมไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล

สติผมยังอยู่ครบครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมเลือกโรงพยาบาลนี้เพราะรักษาที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งตอนแรกมูลนิธิบอกจะพาผมไปส่งอีกโรงพยาบาลใกล้ๆ กัน ผมยังรู้เรื่องดีบอกว่าขอโรงพยาบาลนี้ดีกว่าครับ

รถยนต์คู่กรณี

 

ผมเห็นเขากำลังตัดเสื้อผมออก แล้วตอนนั้นก็กำลังจะตัดกางเกงยีนส์ผมด้วย ผมเลยบอกเขาว่า ‘พี่อย่าตัดกางเกงยีนต์ผมได้ไหมผมเสียดายของ’ เพราะมันเป็นกางเกงยี่ห้อเวลคอมราคาก็เกือบหมื่น (หัวเราะ) สติ ครบครับ (ย้ำอีกครั้งพร้อมเสียงหัวเราะ) หลังจากนั้นหมอก็วางยาสลบแล้วผมก็ผล็อยหลับไป ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเพลีย มองเห็นสายระโยงระยางเต็มไปหมดเลย แล้วก็เห็นคุณแม่กับน้องชายซึ่งเป็นนักดนตรีร็อก เรียกว่ามาดเข้มมาก แต่กำลังยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียง (หัวเราะ) เหตุการณ์ต้องร้ายแรงกว่าที่เราคิดแน่ๆ แต่ผมก็ปลอบเขาว่าไม่ให้ร้อง แล้วความรู้สึกแรกที่ผมตื่นขึ้นมาคือผมหิวน้ำ ผมถามพยาบาลว่าขอดื่มน้ำได้ไหม เขาก็บอกไม่ได้

จึงเดาว่า ผมต้องอยู่ในช่วงกำลังเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัดใหญ่แน่ๆ พยาบาลให้แค่อมน้ำแข็งเพียงก้อนเดียว ทรมานมาก (หัวเราะ) แล้วผมก็หลับอีกรอบหนึ่ง ก็ตื่นอีกครั้งในห้องพักฟื้นหลังจากที่ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว คุณหมอก็บอกว่าไตกับม้ามแตก คือม้ามเรามีอันเดียวแล้วมันก็แตกออกเป็นสี่ส่วนเลยนะครับ ไตมี 2 ข้างหมอบอกคุณเสียไตตัดไปหนึ่งข้างแล้วนะ

ซี่โครงด้านซ้ายหัก 14 ซี่ กะโหลกขวาร้าว กระดูกแขนซ้ายหัก ผมตื่นขึ้นมาผมเห็น แผลผ่าตัดที่ท้องเหมือนรอยแม็กเย็บกระดาษเลยครับ” ศุภฤกษ์ บอกพร้อมเสียงหัวเราะได้แล้ววันนี้

รถยนต์คู่กรณี

 

มหันตภัยร้ายคนเดินถนน

พักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 2 อาทิตย์ เสียค่าใช้จ่ายไปสามแสนกว่าบาท ระดมแพทย์ทั้งจากโรงพยาบาลเอกชน และระดับอาจารย์หมอจากโรงพยาบาลรัฐร่วมกู้ชีวิตจากการผ่าตัดใหญ่ครั้งนี้ด้วย

“คุณแม่ก็บอกผมว่าใช้หมอหลายท่าน ซึ่งคุณแม่บอกโรงพยาบาลว่าให้รักษาเต็มที่เลย เมื่อก่อนคุณแม่ทำงานที่รัฐวิสาหกิจการบินไทย ท่านก็มีกำลังพอสมควรครับ แต่ถ้าผมเป็นหนุ่มออฟฟิศเดินถนนธรรมดาไม่มีกำลังทรัพย์ ซึ่งหลายๆ คนก็เป็นแบบนี้นะครับ เราไม่รู้ว่าจะโชคร้ายประสบอุบัติเหตุ ไม่มีการเตรียมตัวเรื่องเงินทองก็คงลำบาก รถยนต์ของผมก็ซ่อมโดยผมเองเพราะตอนนั้นประกันขาดเลยต้องซ่อมเอง ผมอยู่ที่โรงพยาบาล 14 วัน แล้วจึงกลับมาอยู่บ้านอีกประมาณหนึ่งเดือนในการพักฟื้น

สิ่งที่ไม่โชคร้ายเกินไปนักอีกเรื่อง คือก่อนหน้านี้ผมออกกำลังกายร่างกายหนักมากๆ ระดับที่เรียกว่าชีวิตคือเข้าฟิตเนสทุกวัน ผมเลยรีคัฟเวอร์ได้เร็วครับ คุณหมอก็บอกว่าถ้าคนทั่วไปใช้เวลารักษานานพอสมควร ที่สำคัญเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 7 พอวันที่ 8 คือวันเกิดผมครับ ผมก็มานึกย้อนไปว่าผมเคยโพสต์เฟซบุ๊ก เล่นๆ ขำๆ ทั้งที่ไม่ใช่อายุจริงของเราว่า ‘...ผมจะเข้าเบญจเพสแล้วนะ!!!’ (หัวเราะ) ก็แล้วแต่คนจะเชื่อนะครับว่าเราต้องเจออะไรร้ายๆ ช่วงวัยนี้ แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ผมไม่กล้าคึกคะนองเล่นอะไรแบบนี้อีกแล้ว” ศุภฤกษ์ กล่าว

 

ลำบากไหม กับการต้องเสียม้ามและไต ? คำถามที่หลายคนคงสงสัย

“ปกติครับ ใครเจอเราก็ไม่มีใครดูรู้ว่าเราเคยโดนอุบัติเหตุร้ายแรง การแพทย์ที่ดีขึ้นผมแค่ฉีดวัคซีนไป 1 เข็มเท่านั้นครับ เป็นวัคซีนป้องกันสำหรับคนที่ไม่มีม้าม เพราะม้ามเหมือนเป็นตัวกรองเชื้อโรค

สิ่งที่ผมอยากขอบคุณตัวเองคือการออกกำลังกายทุกๆ วัน ช่วยชีวิตผมไว้ได้มากมายเลยครับ ย้อนกลับไปก่อนที่จะออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง ผมน้ำหนัก 105 กก. แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งคือนอนหลับไปแล้วหายใจไม่ออก อาจจะเป็นเพราะอ้วนหรือนอนกรนก็ไม่แน่ใจ หลังจากนั้นมาก็ออกกำลังกายมาโดยตลอด คุณหมอบอกเลยว่าโชคดีที่ผมเป็นคนที่ชอบออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วแข็งแรงไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย ซึ่งถ้าร่างกายไม่มีความพร้อม ก็อาจจะเกิดขึ้นได้

และสิ่งที่ผมคิดว่าเสียไปอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ ผมกำลังจะได้ไปทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ พอเราเกิดอุบัติเหตุทำให้ชีวิตเราพลิกผัน อนาคตที่เราวาดฝันก็จบไปตรงนั้น

แขนซ้ายหักมีเหล็กดามทั้งแขน

 

เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว คุณแม่ก็ติดต่อพนักงานสืบสวนครับ แล้วคู่กรณีซึ่งมอบตัวในตอนแรกต่อมาเขาหนีประกัน ตำรวจก็ออกหมายจับแล้วเรียนตรงๆ คือไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรเลย

หลังจากคดีไม่มีความคืบหน้า ผมก็เริ่มสืบหาเองจากทะเบียนบ้าน เด็กคนนี้อายุเพียง 20 ปี มีประวัติยาเสพติดมาด้วยเลยต้องหนีคดี ทางบ้านเขาก็บอกว่าหนีไปแล้ว ไม่เป็นไรครับผมมองว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม ยอมรับว่าแรกๆ ก็มีความรู้สึกโกรธแค้นและคิดว่า ‘ลอยนวลนะ ทำอย่างนี้ แล้วจะไปทำกับคนอื่นอีกไหม’ แต่สุดท้ายผมมองว่าปล่อยเขาไปเถอะเพราะเขาก็หนีคดียาเสพติดด้วย เขาคงมีเวรกรรมพอสมควรเดี๋ยวก็จะได้รับกรรมในส่วนที่ของเขากระทำไว้เอง อโหสิกรรมให้เขาไป คือตอนแรกผมแค้นมาก

แต่สุดท้ายมาถึงจุดนี้มันอาจจะเป็นเพราะระยะเวลานานด้วย ทุกวันนี้ชีวิตเราก็ดีขึ้นมีหน้าที่การงานทำ มีร่างกายไม่ได้พิกลพิการ เคสอุบัติเหตุผ่าตัดใหญ่นอนโรงพยาบาล 2 อาทิตย์แบบนี้ บางคนกลับมาไม่เหมือนเดิม

 

แต่สิ่งที่ค้างในใจผมคือ กระบวนการยุติธรรมบ้านเรา หลายๆ เคสก็มีตัวอย่างให้เห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ทั้งการเยียวยาและการไม่รับผิดชอบทางคดี ทำให้คนเดินถนนตกเป็นเหยื่อของอุบัติเหตุไปได้ทันที” ศุภฤกษ์ กล่าวย้ำอีกครั้งว่าสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือบอกตัวเองใครทำอะไรก็คงจะได้รับผลกรรมตามนั้น

ทุกวันนี้รถซิ่งบนท้องถนนเมืองไทยก็ยังเยอะ ศุภฤกษ์ กล่าวว่า แค่สร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้ถนนร่วมกันก็ว่าแย่แล้ว แต่คนหลังพวงมาลัยรถพวกนี้ขับบนถนนหลวงใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ขับโดยประมาทหวาดเสียวหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้แทบไม่มีใครคุมได้เพราะฉะนั้นคนเดินถนนต้องระมัดระวัง 

“อุบัติเหตุเปลี่ยนแนวคิดในการใช้ชีวิตได้ดีเลยครับ เมื่อก่อนผมไม่ได้คิดอะไรมากผมใช้ชีวิตไปวันๆ พอตกดึกก็ไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เรื่องร้ายแรงดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับเหตุการณ์นี้ไม่มีอะไรเลยนะครับ...ที่เป็นตัวกำหนดว่าผมประมาท และไม่มีอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ชัดเจน ชีวิตเราอะไรก็เกิดขึ้นได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้นะครับ อันดับแรกเลยคือเราต้องมีสติ สองคือเราต้องกล้าเผชิญปัญหา ผมไม่หยุดนิ่งไปสืบหาเขา แล้วก็ทำให้รู้สึกถึงคำว่าปลงมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ใช่ว่าต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ผมใช้ชีวิตเท่าที่ผมจะมีความสุขได้ในแต่ละวันครับ ไปไหนก็ยังขับรถได้ปกติ ขับสวนรถซิ่งก็ไม่คลั่งแค้นหรือหวาดกลัวอะไร

ผมกลายเป็นคนที่มองโลกเข้าใจได้ง่ายขึ้น ในเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ถึงแม้ผมไม่ได้บวชเป็นพระแต่ผมก็เข้าใจตรงนี้ได้ ผมมองว่าคนเรามีโอกาสตายเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีใครทราบ อย่างเช่นเหตุการณ์นี้ แค่ออกไปซื้อส้มตำใครจะคิดว่าจะมีรถพุ่งเข้ามาชนรุนแรง ในเมื่อชีวิตไม่แน่นอนเราต้องเตรียมตัวอยู่เสมอ...ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากเหตุการณ์ในวันนั้นเลยครับ” ศุภฤกษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทุกวันนี้คู่กรณีก็ยังลอยนวล และการตกเป็นเหยื่อบนท้องถนนก็ทำให้เขาได้บทเรียนเรื่องการระมัดระวัง ดูแลตัวเองให้มากขึ้น และอยากฝากถึงคนเดินถนนทุกๆ คน เราต้องดูแลตัวเองกันให้ดีด้วย ใครๆ ก็ตกเป็นเหยื่อได้ทั้งที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความประมาท!!!

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ