เทกคอร์สบทเรียนครั้งหนึ่งในชีวิต กับ ครูลูกกอล์ฟ

วันที่ 31 ม.ค. 2559 เวลา 09:08 น.
เทกคอร์สบทเรียนครั้งหนึ่งในชีวิต กับ ครูลูกกอล์ฟ
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

สถานที่นัดพบของเรากับครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ ติวเตอร์ภาษาอังกฤษแซบเว่อร์ในวันนี้ คือ โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแองกริช จุดประสงค์ของการพบกันครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการมาเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษให้สตรองขึ้น แต่เป็นการมาเข้าคลาสเรียนที่จัดขึ้นแบบเฉพาะกิจ แบบไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องง้อกระดาษหรือปากกาคอยเลกเชอร์ เพราะ 1 ชั่วโมงต่อจากนี้ เราจะเข้าสู่วิชาที่ครูลูกกอล์ฟตั้งชื่อเก๋ๆ ให้ว่า “Once In A life Time” หรือครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ชีวิตจริงแบบไม่ใช้ตัวแสดงแทนของครูลูกกอล์ฟ

Lesson 1 อย่าให้ใครว่าไทย

หลังจากทักทายกันพอประมาณ คลาสเรียนของเราก็เริ่มขึ้น โดยครูลูกกอล์ฟขอเปลี่ยนโลเกชั่น จากปกติที่ต้องยืนสอนบนเวทีที่เปรียบเสมือนแคตวอล์กพรมแดงกลางห้องเรียน มานั่งคุยแบบสบายๆ พร้อมเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตที่ลืมไม่ลงของตัวเอง เมื่อครั้งเดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เยอรมนีตอน ม.5 ว่า ด้วยความที่ตอนนั้นภาษาเยอรมันของตัวเองยังไม่แข็งแรง พอได้ยินแค่ว่าพี่ชาย ซึ่งเป็นลูกของโฮสแฟมิลี่ที่ไปอยู่ด้วยจะไปทำอะไรสักอย่างที่โปรตุเกสช่วงซัมเมอร์ที่จะถึง ก็ด่วนตกปากรับคำว่าจะไปด้วย ผลของการตัดสินใจที่ไม่ถ้วนถี่นี่เองได้กลายเป็นปฐมบทของประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่รู้ลืมของลูกกอล์ฟ

“จำได้ว่าช่วงที่ลูกกอล์ฟตกลงว่าจะเดินทาง คือ ช่วงคริสต์มาส แต่กำหนดการเดินทางจริง คือ ช่วงซัมเมอร์ อย่างที่บอกว่าตอนนั้นภาษาเยอรมันเรายังไม่แข็งแรง แค่รู้ว่าเขาจะไปโปรตุเกสกัน เราก็รีบเสนอตัวขอไปด้วย จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยถึงได้มารู้ว่ารูปแบบการเดินทางไปโปรตุเกสของคณะเราครั้งนี้จะเทรกกิ้ง (Trekking) เพื่อไปสู่จุดหมาย ซึ่งสถานที่กลุ่มเราเลือกปักหมุด คือ ลิสบอน”

 

ตอนนั้นเองลูกกอล์ฟถึงค่อยๆ กระจ่างว่า เราจะ “เทรกกิ้ง” ไป นั่นหมายความว่าเราจะต้องอาศัยการเดินสลับนั่งรถบัสเพื่อไปถึงจุดหมาย และคณะเดินทางทุกคนต้องรับผิดชอบสัมภาระของตัวเองตลอดการเดินทาง เรื่องที่พักไม่ต้องพูดถึง แน่นอนว่าโรงแรมสุดหรู แสนสบาย ไม่ใช่คำตอบของเรา อาจจะมีบ้างที่ได้เช็กอินเพื่อนอนในโรงแรม แต่บางคืนก็ต้องกางเต็นท์นอน พูดง่ายๆ คือ อย่าถามหาความสะดวกสบายจากการเดินทางครั้งนี้

ถามว่า พอรู้ว่ารูปแบบการเดินทางต้องเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ปฏิเสธที่จะร่วมเดินทางตั้งแต่ต้น ลูกกอล์ฟตอบว่า “เราจ่ายเงินไปแล้วประมาณ 400-500 ยูโร” (หัวเราะ) อีกอย่างคือ เกรงใจทางโฮสแฟมิลี่

 

“ต้องบอกก่อนว่า โฮสแฟมิลี่ที่เราไปอยู่ด้วย เขามีลูก 4 คน เขาตกลงกับเราไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ถ้าเราไปอยู่กับเขา เขาจะปฏิบัติกับเราเหมือนเป็นลูกคนที่ 5 ดังนั้นถ้าลูกเขาทำอะไร เราก็จะทำแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น เขาให้ลูกๆ ขี่จักรยานไปโรงเรียน ดังนั้นถึงลูกกอล์ฟจะเกลียดการขี่จักรยานมาก แต่พอไปอยู่กับเขาก็ต้องขี่จักรยาน เพราะลูกเขาก็ทำแบบนั้น ไม่มีเหตุผลที่เราจะขอนั่งรถบัสไปโรงเรียน เช่นเดียวกับการเดินทางครั้งนี้ เราเสนอจะไปกับเขาเอง จะมาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ดูไม่ใช่ เพราะฉะนั้น เราก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ยังไงก็ต้องไป คิดเสียว่าเป็น Once In A life Time”

สำหรับใครที่อาจยังไม่อินกับการเดินทางในสไตล์เทรกกิ้ง ลูกกอล์ฟอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ตลอดการเดินทางจะใช้สองขาในการเดินสลับกับนั่งรถบัสบ้างเพื่อไปถึงจุดหมาย อารมณ์คล้ายๆ เราไปเริ่มต้นที่หัวลำโพง แล้วเดินไปหมอชิตเพื่อขึ้นรถบัส ในส่วนของเส้นทางการเดินทาง ลูกกอล์ฟบอกว่าพี่ชายคนโตของบ้าน (มาร์ติน) ในฐานะหัวหน้าทัวร์จะเป็นผู้วางแผน

“วัยรุ่นที่เยอรมนีจะอินกับการทำอะไรที่ค่อนข้างเอ็กซ์ตรีม อย่างทริปที่จะไปนี่ คือ มาร์ตินเปรียบเหมือนหัวหน้าทัวร์ คิดทริปขึ้นมา แล้วก็ไปติดประกาศว่ามีใครสนใจจะร่วมทางไปด้วย ใครสนใจก็มาลงชื่อจ่ายเงินแล้วไปกัน ในเคสของลูกกอล์ฟ เราผิดเองที่ไม่ได้ฟังให้ดี ก็ไปตกปากรับคำว่าจะไป โดยไม่เอะใจว่าทำไมพี่น้องของบ้านนี้อีก 2 คน ไม่ไปนะ (หัวเราะ) ดังนั้นในฐานะที่อยู่บ้านเดียวกัน มาร์ตินเลยมอบหมายให้ลูกกอล์ฟมีหน้าที่คอยเอนเตอร์เทนทุกคนในทริปไปด้วย”

 

การเดินทางครั้งนี้กินเวลาทั้งหมด 2 สัปดาห์ สิ่งเดียวที่ลูกกอล์ฟทำได้ตอนนั้น คือเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อมว่า หนทางข้างหน้าไม่สะดวกสบายแน่นอน ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะเข้าห้องน้ำ

“ลูกกอล์ฟต้องเริ่มต้นเตรียมตัว ตั้งแต่การจัดกระเป๋า อย่างที่บอกว่าทุกคนต้องรับผิดชอบสัมภาระของตัวเอง ดังนั้นเราต้องคัดเอาเฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ คือจะเอาไปเยอะก็ได้ แต่ปัญหาคือต้องแบกเอง ซึ่งแค่จัดกระเป๋าสำหรับลูกกอล์ฟก็ยากแล้ว เพราะปกติเวลาไปเที่ยวนี่คือเราจัดเต็มมาก อย่างน้อยพอเดินทางไปถึงที่หมาย เราต้องเปลี่ยนชุดแล้ว แต่ทริปนี้ไม่ได้ ต้องคัดเอาเฉพาะที่จะใส่จริงๆ โชคดีที่เราไปกันช่วงซัมเมอร์ เสื้อผ้าเลยไม่ต้องจัดเต็มมาก ที่พกไปเยอะคือครีมกันแดด เพราะโปรตุเกสมีสภาพอากาศไม่ต่างจากเมืองไทย เรื่องอากาศร้อนลูกกอล์ฟไม่ค่อยห่วง เพราะเราโตที่หาดใหญ่อากาศร้อนเป็นเรื่องธรรมดา ผิดกับเพื่อนฝรั่งร่วมทริปจะกังวลเรื่องอากาศร้อนมาก แต่ถึงจะไม่กังวลลูกกอล์ฟจำได้ว่าทริปนั้นก็ต้องหนีบเอากระติกน้ำไปด้วย (หัวเราะ)”

 

และแล้วก็มาถึงวันเดินทาง จุดออกสตาร์ทคือเมืองสตุตการ์ต ซึ่งเป็นเมืองที่ชาวคณะอาศัยอยู่ ลูกกอล์ฟเล่าเรื่องจากความทรงจำว่า ตอนนั้นคณะของเราออกเดินจากจุดสตาร์ทเพื่อขึ้นรถบัสไปอีกเมือง แล้วก็ลงเดินเท้าต่อ ภาพบรรยากาศสองข้างทางในความทรงจำของลูกกอล์ฟ คือ จากเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องถูกแทนที่ด้วยต้นไม้จนกลายเป็นป่าสองข้างทาง

“ถึงจะเตรียมใจมาแล้ว แต่ความเป็นจริงก็โหดร้ายกว่าสิ่งที่คิด ตลอดการเดินทาง 2 อาทิตย์ วันที่นอนสบายที่สุดคือ ได้นอนในยูสโฮสเทล ที่เหลือคือกางเต็นท์นอนในป่าบ้าง ตามสวนสาธารณะบ้าง เรื่องอาหารการกินไม่ต้องพูดถึง ไม่มีการแวะร้านหรู ร้านดัง สตรีทฟู้ด อาหารที่กินมาร์ตินจะเตรียมไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนมปัง ส่วนใครจะครีเอทสร้างสรรค์ เติมไส้กรอกหรือชีสก็แล้วแต่เสบียงที่แต่ละคนพกไป คือ เขาไม่ได้ห้ามซื้อนะ แต่ทุกคนไม่ซื้อเอง ส่วนลูกกอล์ฟจะมีซื้อบ้าง เพราะบางทีเราก็จะถือโอกาสขอเข้าห้องน้ำตามคาเฟ่หรือร้านอาหาร”

ลูกกอล์ฟ บอกว่า ถึงการเดินทางครั้งนี้จะไม่ได้สร้างความประทับใจให้วัยรุ่นคนหนึ่งอย่างเขามากนัก แต่ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนคนไทย เขาเลือกจะเดินหน้าและทำให้ดีที่สุด ถึงระหว่างทางจะมีบ่นออดๆ แอดๆ บ้าง แต่เขาก็เลือกแสดงออกได้ดี ชนิดที่ว่าเพื่อนร่วมทริปไม่มีระแคะระคาย

 

“เวลาลูกกอล์ฟเหนื่อย เบื่อมากๆ จะใช้ภาษาไทยในการระบายอารมณ์ อาจจะมีคำหยาบบ้าง (หัวเราะ) แต่แน่นอนเพื่อนร่วมทริปก็ไม่รู้ว่าเราไม่ไหวแล้วนะ ตอนนั้นลูกกอล์ฟคิดแต่ว่าเราตัดสินใจมาแล้ว ก็ต้องไปต่อให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต”

ถามถึงช่วงที่พีกที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ ลูกกอล์ฟยกให้ช่วงที่เดินทางผ่านสเปน แม้จะจำไม่ได้ว่าจุดที่เดินทางผ่านมีชื่อเรียกว่าอะไร แต่ภาพบรรยากาศที่เหมือนทะเลทรายยังฝังลึกในความทรงจำ ลูกกอล์ฟบอกว่า ตอนนั้นอากาศร้อนมาก จะกินน้ำดับกระหายก็ไม่ได้ เพราะน้ำมีจำกัด แถมกินเยอะก็อาจจะจุกได้ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคืออดทนเดินต่อไป เพราะเพื่อนร่วมทริปเองก็ไม่มีใครบ่นสักคน

 

“พอพ้นสเปนมาเข้าเขตโปรตุเกส มาถึงลิสบอน ดีใจมาก เรามาถึงจุดหมายแล้ว ตอนที่เราเดินไปตามถนนในกรุงลิสบอน เราประทับใจสถาปัตยกรรมของเมืองนี้มาก และจุดนี้เองก็เป็นอีกสิ่งที่พีกสุดๆ ในทริปนี้ คือ ชาวคณะของเราเลือกเดินผ่านสถาปัตยกรรมสวยๆ เหล่านี้ไป เพราะเป้าหมายที่เราจะไปปักหมุดคือ วนอุทยาน คือ ต้องเข้าใจก่อนว่า บ้านเขาไม่เหมือนเมืองไทย พืชบ้านๆ ของเราอย่างตระกูลไมยราบ เขาก็ไม่เคยเห็น จิ้งเหลน กิ้งก่า เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา แต่สำหรับลูกกอล์ฟ ของพวกนี้บ้านเรามีหมด เราไม่อินเลย”

อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นลูกกอล์ฟยังมองโลกในแง่ดีว่า ในเรื่องแย่ๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ เพราะอย่างน้อย การที่เราเดินทางมาถึงลิสบอน เท่ากับว่าเราเดินทางมาถึงจุดหมาย และจะได้กลับบ้านสักที โชคดีที่การเดินทางขากลับไม่โหดเท่าขามา เราจะได้นั่งรถบัสกลับ ถึงจะกินเวลาหลายวันแต่ก็ดีกว่าการเดินทางขามา จนถึงวันนี้ ภาพการเดินทางครั้งนั้นยังติดอยู่ในใจลูกกอล์ฟเสมอ และเขายกให้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ลืม

“ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริป ลูกกอล์ฟยกให้ช่วงเวลาที่ได้หยุดพักนั่งมองพระอาทิตย์ตกที่ลิสบอน สำหรับลูกกอล์ฟนี่เป็นการดูพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก ที่บอกว่าสวยเพราะครั้งนั้นเป็นการนั่งมองดูพระอาทิตย์ที่นานมากของลูกกอล์ฟ เป็นสถานที่ที่รู้สึกถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง ทำให้เรารู้สึกคิดถึงบ้านนิดๆ นึกถึงความลำบากที่ผ่านมา กว่าเราจะได้มามองพระอาทิตย์แบบนี้”

 

จนถึงวันนี้ เสน่ห์ของโปรตุเกสที่ได้เห็น แต่ยังไม่มีโอกาสสัมผัสยังตราตรึงอยู่ในใจลูกกอล์ฟ และเขาตั้งใจว่าวันหนึ่งจะกลับไปเยือนดินแดนแห่งนี้ให้ได้

ต้อนรับสู่เกมโกงความตาย?

หลังจากได้บอกเล่าถึงการเรียนรู้เรื่องราวครั้งหนึ่งในชีวิตของตัวเอง ครูลูกกอล์ฟก็ขอสวิตช์โหมดซึ้ง ประทับใจมาสู่โหมดขนหัวลุก กับเรื่องราวที่เขาเคยประสบตอนอายุ 18 ปี จนเกือบทำให้ไม่มีครูลูกกอล์ฟในวันนี้แล้ว

 

“ตอนอายุ 18 ปี ลูกกอล์ฟเฉียดตายจากอุบัติเหตุรถยนต์ จำได้ว่าคืนนั้นไปงานเลี้ยงเลยกลับดึก ปรากฏว่าตอนขับรถกลับบ้าน ลูกกอล์ฟขับมาด้วยความเร็วประมาณนึง แต่ไม่ได้ดื่มมาเลยนะ ขับมาตามปกติ แต่ถนนเส้นที่ลูกกอล์ฟใช้มีความแปลก คือถึงจะเป็นถนนที่ตัดตรงธรรมดา ไม่ได้มีทางโค้ง แต่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยมาก วันนั้นลูกกอล์ฟขับมาดีๆ ก็เหมือนเห็นหมาดำกินอะไรอยู่กลางถนน เลยตัดสินใจเบรก พอเบรกรถ รู้สึกได้ว่ารถตวัด ภาพสุดท้ายที่เราเห็นคือต้นไม้ แล้วเราก็หลับตาปี๋ ได้ยินเสียงเหมือนรถถูกแรงอัด จากนั้นก็ไปชนเข้ากับเสาไฟฟ้า”

วินาทีนั้น ลูกกอล์ฟยอมรับว่า คิดว่าตัวเองตายแล้ว ในหัวเห็นเป็นภาพสีเขียวๆ ที่ย้อนหลังเหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิต ลูกกอล์ฟบอกว่าตอนนั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมา ได้แต่คิดในใจว่าถ้ารอดก็คงต้องเจ็บหนัก อาจจะสูญเสียอวัยวะบางอย่าง

 

“ตอนนั้นลูกกอล์ฟเหมือนได้ยินเสียงใครมาเรียกให้ตื่น บอกว่ารถกำลังจะระเบิด ลูกกอล์ฟเลยได้สติและพยายามคลานออกจากรถ ปรากฏว่าหลังจากออกจากรถมาได้ บาดแผลเดียวที่มีคือ รอยกระจกบาดตอนที่ลูกกอล์ฟคลานออกมา นอกนั้นไม่เป็นอะไรเลย”

หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ คุณพ่อของลูกกอล์ฟถึงเล่าให้ฟังว่าตอนที่ลูกกอล์ฟเกิดเคยมีหมอดูทักว่าให้ลูกกอล์ฟระวังอุบัติเหตุตอนอายุ 15 กับ 18 ปี ถ้ารอดมาได้ชีวิตจะรุ่งทันที ปรากฏตอนอายุ 15 ปี ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่มาเกิดตอนอายุ 18 ปี

 

“คิดย้อนไปวันนั้นก็แปลกนะ ปกติลูกกอล์ฟเป็นคนไม่ใส่พระ แต่วันที่เกิดเหตุคุณพ่อเอาหลวงปู่ทวดมาให้ใส่ ลูกกอล์ฟก็ใส่ พอตอนจะขับรถกลับ ก็แปลกอีกที่ลูกกอล์ฟชวนเพื่อนๆ กลับด้วยก็ไม่มีใครไปด้วยสักคน”

อย่างไรก็ตาม ถึงเหตุการณ์นี้จะผ่านมาร่วมสิบปี แต่ยังเป็นปมฝังใจ ลูกกอล์ฟบอกว่า ทุกวันนี้เขาเตือนตัวเองเสมอให้ระมัดระวังในการขับรถ เขาไม่ขับรถเกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เวลาเดินทางไปไหนจะไม่นอนหลับ นอกจากต้องเดินทางไกลมาก ต้องอาศัยยานอนหลับ เพราะยังฝังใจกับเหตุการณ์ระทึก

“ลูกกอล์ฟบอกตัวเองเสมอว่าคนเราไม่โชคดีเป็นครั้งที่ 2 ยิ่งช่วงที่หนังเรื่อง ‘Final Destination’ กำลังดัง ลูกกอล์ฟก็แอบหลอนเบาๆ เหมือนเราโกงความตายมา เพราะฉะนั้นเรายิ่งต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น” ครูลูกกอล์ฟ กล่าวทิ้งท้ายก่อนกริ่งเตือนว่าหมดคลาสจะดังขึ้น