วศุมา-ปิยะมาน เรียนรู้งานตามรอยแม่

วันที่ 30 ม.ค. 2559 เวลา 13:30 น.
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ต้นแบบที่ดีที่สุดที่จะทำให้ใครสักคนเติบโตมามีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือการใช้ชีวิต นั่นก็คือพ่อและแม่ ซึ่งคู่แม่-ลูก “บี๋-ปิยะมาน เตชะไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการ โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท และ “นูนู่-วศุมา คณาธนะวนิชย์” ผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจ โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท น่าจะเป็นอีกคู่หนึ่งที่สะท้อนได้ดีถึงการที่แม่เป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูก

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ‘นูนู่ เป็นคนมุ่งมั่นและรักงาน’

อยากให้พูดถึงลูกสาว – รู้สึกภูมิใจเวลาที่เห็นเขามาช่วยงานโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท แล้วเขาเป็นคนมุ่งมั่น ตอนแรกยังเป็นห่วงอยู่ เพราะเขาต้องเข้ามาดูโครงการปรับปรุงส่วนต่างๆ ของโรงแรม แต่ปรากฏว่า เราไม่ต้องสั่งเขาเลย เขาเดินทางไปที่โรงแรมเองทุกสัปดาห์ ก็ดีใจในฐานะแม่ที่ดูแลสั่งสอนลูกมา แล้วได้เห็นผลลัพธ์ที่เขามุ่งมั่นกับการทำงาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากนูนู่ยังมีประสบการณ์น้อย อาจจะต้องใช้เวลาสักพักจึงจะมีความรอบคอบมากขึ้น ระหว่างนี้เราก็ถือว่าเราต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเขา

สิ่งที่คิดว่าลูกสาวชอบ – เราคิดว่าสิ่งที่เขาชอบไปด้วยกันได้กับอาชีพที่เราทำอยู่ ลูกเป็นคนมองอะไรละเอียดเหมือนกับเรา ซึ่งก็ใช้ได้ดีกับการทำโรงแรม เพราะบางครั้งการประกอบธุรกิจโรงแรมไม่ใช่รู้เฉพาะเทคนิคก็เพียงพอ แต่ต้องมีสายตาที่สังเกตรายละเอียดด้วย เช่น เรามีสินค้าอยู่แล้ว ถ้าเราแค่มองเฉยๆ ก็คงไม่รู้จะทำอะไรกับสินค้า แต่เขามองละเอียด ทำให้เขาเห็นว่าตรงไหนคือจุดบกพร่อง และน่าจะต้องพัฒนาให้ดีขึ้น

มีวิธีการปูพื้นฐานลูกสาวอย่างไรจึงทำให้ลูกสาวชอบในธุรกิจด้วยได้ – อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ให้คุณค่าของการเดินทางกับครอบครัวสูง ไม่ว่าพ่อแม่จะทำงานหนักแค่ไหนอย่างน้อยต้องไปเที่ยวด้วยกันเป็นครอบครัวปีละครั้ง ซึ่งก็พาลูกไปเที่ยวตั้งแต่เด็ก ทั้งเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ แต่ละครั้งใช้เวลาด้วยกัน 7-10 วัน ดังนั้นก็จะทำให้เขาได้เห็นความแตกต่างของแต่ละประเทศ ได้เห็นความเป็นไปของโลก เมื่อได้สัมผัสเกี่ยวกับการท่องเที่ยวตั้งแต่เด็กก็เลยก็เหมือนการหล่อหลอมให้เขารักในธุรกิจโรงแรมที่เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวด้วยในตัว

ความเหมือนและต่างระหว่างคุณบี๋กับลูกสาว – ลูกสาวคนนี้เหมือนแม่นะ เรื่องความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ โดยเฉพาะรักในโรงแรม รักพื้นที่รอบๆ โรงแรม รักคนรอบข้างที่อยู่ในโรงแรม มีพี่ๆ หลายคนที่ทำงานอยู่กับโรงแรมมานาน เวลาที่นูนู่เจอ เขาก็จะสวัสดีพี่ๆ ทุกคน เกรงใจทุกคน มองทุกคนเหมือนเป็นครอบครัว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหมือนกับเราโดยที่เราไม่ต้องสอนเขาเลย 

เป็นห่วงอะไรลูกสาวคนนี้บ้าง – เขาไม่ได้เป็นคนที่มีเพื่อนมาก จะมีเพื่อนเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ เราก็เป็นห่วงบ้าง พยายามบอกว่าต่อไปพออายุเริ่มมากขึ้น และถ้าเขาพร้อม ก็อยากให้เขาเข้าพบปะสมาคมกับคนมากขึ้น เช่น การเข้าไปมีส่วนในสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ รู้จักกับคนในวงการ เพราะงานโรงแรมที่เขาต้องทำ ไม่ใช่แค่การพัฒนาโรงแรมอย่างเดียว แต่ควรพัฒนาภาพรวมของการท่องเที่ยวภาคตะวันตกด้วย เหมือนกับที่เรากำลังทำอยู่

ให้คะแนนการทำงานของลูกสาวอย่างไร – พอใจกับการทำงานของเขา เพราะแค่ 6 เดือนกับการเรียนรู้ที่เขามีถือว่าไปได้เร็ว แต่ถ้าจะให้คะแนน เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำงานแค่ 6 เดือน ก็ขอให้คะแนนไว้ก่อน 65 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน เพราะเขายังเด็กอยู่ ยังมีความใจร้อน อยากทำอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเราก็พยายามบอกว่าให้ทำอะไรเท่าที่ทำได้ เช่น โรงแรมมีงบประมาณโครงการนี้เท่านี้ เขาต้องจัดสรรให้ได้ ต้องไปหามาว่าจะใช้อย่างไรในงบที่มีอยู่จำกัด แต่เชื่อว่าพออายุมากขึ้น เขาก็จะเข้าใจมากขึ้น

สิ่งที่รู้สึกประทับใจกับลูกสาว – รู้สึกประทับใจที่เขาเป็นห่วงเรา เห็นแม่เหนื่อยก็เลยเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานที่ทำอยู่ รู้สึกดีใจมากที่ได้ยินลูกบอกว่า วันจันทร์แล้ว อยากไปทำงานจัง เพราะเราเชื่อเสมอว่า คนเราทำอะไรโดยไม่ต้องบังคับจึงจะประสบความสำเร็จ คนเราต้องมีแรงกระตุ้นตัวเองตลอดเวลา รักตัวเอง พยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

 

วศุมา คณาธนะวนิชย์ ‘แม่ทำให้ลูกๆ ไม่รู้สึกขาดอะไร’

ถ้าจะให้พูดถึงคุณแม่ - ก็ต้องบอกว่าคุณแม่เป็นคนที่แบ่งเวลาเก่งมาก เป็นคุณแม่ที่ดีมากๆ ทำให้ลูกๆ ไม่รู้สึกขาดหายอะไรเลย แม้ว่าคุณแม่จะทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาให้กับครอบครัว มีเวลาดูแลคุณปู่-คุณย่า พาไปเที่ยวตลอดเวลาที่ว่าง หรือพาไปรับประทานอาหาร สัปดาห์หนึ่งจะต้องหาเวลาเจอกัน และนอกจากแบ่งเวลาให้ครอบครัวได้ดีแล้ว คุณแม่ก็ยังสามารถแบ่งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย เรียกว่าเขาให้ความสำคัญได้กับทุกอย่างในชีวิต ที่สำคัญยังมีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำ ทั้งการดูแลพ่อแม่ ดูแลครอบครัว ทำงาน และการดูแลตัวเอง

การเดินทางกับคุณแม่ที่ประทับใจ - ก็คงเป็นครั้งล่าสุดที่ไปล่องเรือสำราญด้วยกัน เพราะต้องอยู่ด้วยกันบนเรือตลอด 24 ชั่วโมงนาน 2 สัปดาห์ ทำให้รู้สึกว่าได้ใช้เวลาด้วยกันอยู่ตลอด มากกว่าการอยู่กรุงเทพฯ ที่แม้จะมีเวลารับประทานอาหารเช้าและเย็นด้วยกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้เจอกันตลอดทั้งวัน เมื่ออยู่ในเรือที่ล่องกลางทะเล คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรก็ชวนไปนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน ไปเล่นเกมบิงโกที่มีอยู่บนเรือ ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยกัน รู้สึกสนุกมากกับทุกสิ่งที่ได้ทำด้วยกัน

เรื่องที่ห่วงคุณแม่ - ก็คงเป็นเรื่องสุขภาพ สมัยก่อนเป็นห่วงคุณแม่มากเรื่องที่คุณแม่เจ็บขา เวลาไปเที่ยวต้องเดินมากๆ คุณแม่ก็จะปวดขา ซึ่งไม่นานมานี้คุณแม่ก็เพิ่งจะไปผ่าตัดขาข้อสะโพกมาก็หายห่วงเรื่องนี้ไปได้มาก แต่ก็ยังห่วงและอยากให้คุณแม่ดูแลสุขภาพให้ดี ส่วนเรื่องการทำงานคงไม่ห่วงอะไรคุณแม่มาก เพราะคุณแม่เป็นคนที่คิดบวก คิดดี ทำดี

ถ้าจะให้เปรียบเทียบความเหมือนและต่างระหว่างนูนู่และคุณแม่ - คงจะมีเพียงเรื่องที่เป็นคนใส่ใจในรายละเอียดมากที่รู้สึกว่าเหมือนกัน ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นนูนู่ไม่ค่อยเหมือนกับคุณแม่นัก คือ เราจะเป็นคนที่ชอบทำอะไรเร็วๆ ใจร้อน แต่คุณแม่จะเป็นคนใจเย็น

การทำงานกับคุณแม่ที่โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท - เวลาทำงานกับคุณแม่ก็จะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง และด้วยความที่เป็นแม่-ลูกกัน บางครั้งเวลาที่ทำงานกับคุณแม่ ก็ไม่ได้มองคุณแม่เหมือนเป็นหัวหน้า เวลาอธิบายอะไรก็มักจะเผลอพูดคุยในลักษณะที่ลูกพูดคุยกับแม่ ซึ่งคุณแม่จะพยายามบอกเสมอว่า ให้อธิบายทุกอย่างโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ พยายามเรียนรู้ในการติดต่อประสานงานเรื่องต่างๆ

ที่สำคัญเมื่อก่อนเราไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่คุณแม่ต้องทำในเวลาทำงาน แต่พอได้เข้ามาช่วยทำเองจึงรู้เลยว่าสิ่งที่คุณแม่ต้องทำ ต้องลงรายละเอียดในส่วนต่างๆ ของธุรกิจมากจริงๆ ต้องดูตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ซึ่งการเอาใจใส่ในทุกๆ เรื่องของคุณแม่ทำให้รู้ได้ว่ามีข้อดีอย่างไรบ้างเมื่อทำงาน

หากต้องให้คะแนนการทำงานของตัวเอง - ถ้าเทียบจากคะแนนเต็ม 100 ขอให้คะแนนตัวเอง 60 เพราะเราคิดว่าเราน่าจะยังทำอะไรหลายอย่างได้ดีกว่านี้ เรายังขาดประสบการณ์อีกมาก แต่คะแนนระดับนี้ก็ไม่ได้ถือว่าแย่อะไร ถือเป็นระดับที่เราพอใจกับการเริ่มทำงานแค่ 6 เดือน เชื่อว่ายังมีอีกหลายอย่างที่รอให้เราเรียนรู้และพิสูจน์ตัวเองให้คนรอบข้างเห็นผลงานของเรา

สรุปความประทับใจที่มีกับคุณแม่ - ไม่ว่าเราจะโตขึ้นมากแค่ไหน แต่คุณแม่ก็ยังคงเป็นห่วงเราเหมือนเดิม คุณแม่เป็นคนที่ให้อิสระกับเรา ไม่เคยบังคับว่าจะต้องทำอะไรหรือไม่ให้ทำอะไร เขาจะให้ความไว้ใจเรา แต่จะใช้วิธีการแนะแนวทาง โดยยกประสบการณ์ของเขามาเล่าให้ฟัง

จะเห็นได้ว่าการปลูกฝังลูกมาตั้งแต่เด็กด้วยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดี คือแนวทางที่ดีที่สุดที่จะปลูกฝังลูกให้เติบโตมาได้ดี และสำหรับคนที่ทำธุรกิจของตัวเองแล้ว คงไม่มีอะไรน่าปลื้มใจเท่าการที่ลูกของตัวเองมีความตั้งใจจะเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจนั้นต่อ เพราะหลายครอบครัวก็ไม่ได้สมหวังเช่นนั้น หากไม่สามารถปลูกฝังลูกให้ชอบในธุรกิจที่ทำและอยากเดินตามรอยได้

บทความแนะนำ