อิชย์นักล่าฝัน AF6 สองพ่อลูก...‘ศรีว่องไทย’

วันที่ 09 ม.ค. 2559 เวลา 11:06 น.
อิชย์นักล่าฝัน AF6 สองพ่อลูก...‘ศรีว่องไทย’
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2552 เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ตัดสินใจเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้กับตัวเอง ด้วยการสมัครเข้าคัดเลือกตัวเพื่อเป็นนักล่าฝัน AF6  และเขาก็ทำได้ด้วยการติด 1 ใน 12 คนของ AF6  

แต่วันนี้ผ่านมาได้เกือบ 10 ปีแล้ว “อิชย์ศรี ว่องไทย” หรือ V12 จาก AF6 ก็ได้เติบใหญ่ และตามหาฝันของตัวเองอีกครั้งในบทบาทหน้าที่การงานใหม่ โดยยังคงมีพ่อ-แม่และครอบครัวให้การสนับสนุนเหมือนเช่นเคย

อิชย์ เล่าย้อนเวลาให้ฟังว่า ตอนที่ได้เข้าไปอยู่บ้าน AF6 นั้น ตัวเขาอยู่ได้เพียง4 สัปดาห์ ก็ต้องออกมา โดยออกเป็นคนที่ 3 จาก 12 คน ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีผลงานเพลงบ้าง

แต่ช่วงหลังงานหลักๆ คือ การเป็นพิธีกรข่าวบันเทิงให้กับทรูวิชั่นส์ และตามงานกิจกรรมต่างๆ พอทำงานไปได้ประมาณ3 ปี ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท MBAที่สหรัฐอเมริกา

พอไปเรียนปริญญาโทจบกลับมาก็ยังเหลือสัญญากับทรูปีกว่า ก็ยังรับงานอยู่ แต่พอทางบ้านเริ่มต้นหันมาทำธุรกิจทัวร์ ผมก็เข้ามารับหน้าที่บริหาร ซึ่งที่ผ่านมาคุณแม่เป็นคนชอบเที่ยวกับเพื่อนๆ ผ่านบริษัททัวร์อยู่แล้ว 

เมื่อมีเพื่อนคุณพ่อคุณแม่มาชวนร่วมลงทุนให้ตั้งบริษัททัวร์ขึ้นมาทำเอง ทั้งคุณพ่อคุณแม่จึงเห็นว่าผมน่าจะทำได้ จึงเกิดบริษัท ดาราเดลี่ทัวร์ ขึ้นมา และมอบความไว้วางใจให้ผมมาเป็นผู้บริหาร

 

สำหรับพ่อ ครอบครัวต้องมาก่อน

อิชย์ กล่าวถึงคุณพ่อว่า ช่วงเด็กๆ กลัวคุณพ่อ เพราะคุณพ่อดุซึ่งช่วงนั้นคุณพ่อก็อยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว เป็นผู้หารายได้หลักให้ครอบครัว ขณะที่ตัวผมเองก็ทำกิจกรรมและซ้อมว่ายน้ำเป็นประจำ เพราะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ

พอช่วงที่ไปเรียนปริญญาตรีที่สหรัฐ ผมกลับมีโอกาสคุยกับคุณพ่อมากขึ้น ซึ่งคุณพ่อเป็นคนที่สอนอะไรให้ผมมาก เพราะผมต้องไปอยู่ที่สหรัฐคนเดียว

คุณพ่อก็เล่าว่า ตัวคุณพ่อมาจากชุมพร เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ต้องมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองที่กรุงเทพฯ ต้องรู้จักชีวิต ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะคุณพ่อเองก็มีน้องหลายคน

คุณพ่อผมจะไม่ได้สอนให้ซ้ายหันหรือขวาหัน แบบนั้นควรทำหรือไม่ควรทำ แต่จะสอนให้ผมคิดเอง ทำอะไรไปแล้วจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

ซึ่งจากประสบการณ์ทำให้ผมเข้าใจคุณพ่อมากขึ้น รู้สึกดีมากขึ้น เหมือนกับยิ่งโตขึ้นก็คุยกันได้เข้าใจกันมากขึ้น เหมือนคลิกกันได้ ลงตัวกันพอดี เลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น

“คุณพ่อเป็นคนรักครอบครัว เลือกครอบครัวเป็นอันดับ 1 ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นคุณพ่อก็จะเลือกครอบครัวมาก่อนเสมอ ผมถึงนับถือใจท่านตรงนี้  มันเป็นรากฐานของคนที่ต้องรักษาครอบครัวตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งผมก็เห็นคุณพ่อเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เด็กท่านทำได้ดีทั้งเรื่องของงานและครอบครัว เพราะผมเองก็เห็นคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาแล้ว แต่ในเรื่องของครอบครัวเขากลับมีปัญหา” อิชย์ กล่าวถึงพ่อด้วยความภูมิใจ

 อิชย์ กล่าวต่ออีกว่า ในวัยเด็กผมอาจจะคิดมากและกลัวคุณพ่อไปเอง แต่พอผมโตขึ้นแล้วมองย้อนกลับไป ก็ยิ่งเห็นสิ่งดีๆ ที่คุณพ่อทำไว้มากมาย

อย่างตอนที่ไปเรียนปริญญาตรีที่สหรัฐ คุณพ่อจะให้ไปตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมปลายแล้ว แต่ผมยังลังเลอยู่ ขณะที่คุณพ่อเห็นว่าถึงเวลาที่ผมจะไปใช้ชีวิตตัวเองได้แล้ว อะไรที่ยังไม่เคยเจอก็จะได้เจอ ซึ่งคุณพ่อก็เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้ฟัง

และในที่สุดผมก็ตกลงไปเรียนที่สหรัฐ ซึ่งการไปเรียนต่างประเทศด้วยตัวเองนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือต้องมีความรับผิดชอบตัวเอง

คุณพ่อก็บอกอยู่เสมอว่า อย่าลืมทำหน้าที่ของตัวเอง ลูกไปเรียนเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร ต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งในที่สุดผมก็ทำได้ ทำให้ครอบครัวภูมิใจมากจนถึงวันนี้

 

อิชย์ เป็นความภูมิใจของครอบครัว

สำหรับ “อรัญ ศรีว่องไทย” คุณพ่อของอิชย์ ถือได้ว่าเป็นผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท มิตรแท้ประกันภัย

อรัญ กล่าวว่า อิชย์เป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบและมั่นใจในตัวเองสูง จึงทำให้มีโลกส่วนตัวสูง เพราะถูกเลี้ยงมาให้ช่วยเหลือตัวเองตลอด

อย่างตอนไปเรียนหนังสือที่สหรัฐ ก็ไปอยู่ตัวคนเดียว พ่อให้เฉพาะค่าใช้จ่ายในการเรียนหนังสือเท่านั้น ส่วนถ้าลูกอยากจะเที่ยวก็ต้องหางานพิเศษทำเอง ซึ่งเขาก็ทำงานและร้องเพลงที่ร้านอาหารไทยที่สหรัฐควบคู่กับเรียนไปด้วย

พอเรียนจบกลับมาที่ไทยและทำงานที่แบงก์กรุงเทพได้7 เดือน เขาก็ตัดสินใจไปหาประสบการณ์กับเส้นทางชีวิตอีกทางหนึ่ง ด้วยการสมัครประกวด AF

 จนมาถึงทุกวันนี้ เขาก็เลือกมาทำธุรกิจท่องเที่ยวให้กับครอบครัว ในฐานะที่มีหุ้นส่วนอยู่ และวันนี้เขาน่าจะเจอกับทางเดินของตัวเองในการทำงานแล้ว

“อิชย์เป็นคนรับผิดชอบตัวเอง ตอนเด็กๆ เขาก็เป็นคนอ่อมน้อมถ่อมตนและกระตือรือร้นชอบช่วยเหลือคนอื่น อย่างตอนที่ไปส่งเขาที่โรงเรียน ถ้าเขาเห็นคุณครูถือของอยู่เขาก็จะรีบเข้าไปช่วยถือ ซึ่งผมก็ถามเขาว่าครูคนนี้สอนวิชาอะไร เขาบอกว่า ครูคนนั้นไม่ได้สอนเขา แต่เป็นหน้าที่นักเรียนอยู่แล้วที่ต้องช่วยเหลือครู” อรัญ กล่าว

อรัญ กล่าวว่า สิ่งที่เขาปฏิบัติที่โรงเรียนบวกกับผลการเรียนของเขาและความเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ทำให้เขาได้เป็นนักเรียนยอดเยี่ยมของโรงเรียน ทำให้ครอบครัวภูมิใจในตัวเขามาก

และก่อนที่เขาจะไปเรียนต่อที่สหรัฐ ผมก็บอกให้เขาลองไปสอบเอนทรานซ์ในไทยให้ได้ก่อน เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง และในที่สุดเขาก็ทำได้ มีรายชื่อสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงแต่ไม่ได้ไปรายงานตัว เพื่อจะได้ไม่เป็นการไปตัดสิทธิคนอื่น

นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่อิชย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ได้เห็นการเติบโตและพัฒนาการของชีวิตเขามาตลอด และเป็นสิ่งที่พ่ออย่างผมภูมิใจมาก มั่นใจว่าลูกคนนี้ไม่เดินทางผิดแน่นอน