‘ปรีดิ์ หวังเจริญ’ หนุ่มไอที เทคโนโลยีสร้างสรรค์

วันที่ 09 ม.ค. 2559 เวลา 10:43 น.
‘ปรีดิ์ หวังเจริญ’ หนุ่มไอที เทคโนโลยีสร้างสรรค์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ ภาพ... ภัทรชัย ปรีชาพานิช

“ปรีดิ์ หวังเจริญ” หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง วัย28 ปี ผู้คิดค้น และพัฒนา “Autistic Application” แอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก ลูกชาย บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารทหารไทย

ชายหนุ่มโชคดีที่หลังจากจบปริญญาโทมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐ ปี 2554 ก็ได้ทำงานที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในส่วนงานของ“โมบายแอพพลิเคชั่น” ที่ขึ้นตรงกับผู้บริหารโดยตรง

“ตอนนั้นผมเรียนจบมาใหม่ๆ อายุ 22 ปี ถือว่าเป็นเด็กที่สุดในทีม และเป็นคนรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ในทีมจะเป็นโปรแกรมเมอร์อายุ 30-40 ปีทำให้ผมต้องใช้เวลาการปรับตัว ทั้งด้านการทำงานและทัศนคติ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในทีม” ปรีดิ์เล่า

 

โจทย์การทำโมบายแอพพลิเคชั่นที่ “ทรู” ให้มานั้นค่อนข้างยาก คือ “ทำแอพอะไรก็ได้ แต่ต้องให้มีผลกระทบ” ซึ่งทรูพร้อมให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและทีมงานเต็มที่

ปรีดิ์คิดว่าถ้าทำแอพพลิเคชั่นในเชิงธุรกิจ แม้ว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจแอพพลิเคชั่นมีประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ก็คิดว่าควรที่จะเน้นว่า “ทรู” เป็นองค์กรที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว ก็ควรจะทำแอพที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรจะดีกว่า จึงทำโครงการหรือแอพที่ตอบแทนสังคม (ซีเอสอาร์) ที่อาจจะช่วยภาพลักษณ์องค์กรได้มากกว่า

เขาเริ่มสนใจแนวคิดโครงการแอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก ซึ่งขณะนั้นที่ประเทศสหรัฐมีโครงการนี้อยู่แล้ว ที่ให้เด็กออทิสติกได้เรียนรู้ผ่านแท็บเล็ต แต่ที่ไทยยังไม่มีโครงการนี้ จึงได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ขึ้นมา และได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร รวมถึงมูลนิธิต่างๆ เกี่ยวกับเด็กออทิสติก

แม้ว่าโครงการนี้เริ่มต้นเป็นโครงการเล็กๆ แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดทั่วโลก 5 แสน เป็นอันดับ 1 ของแอพ 10 ประเทศทั่วโลก และได้รางวัลนวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่สวิตเซอร์แลนด์

โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปรีดิ์ได้เรียนรู้... ว่าจริงๆ สิ่งที่มี “ความสุขมาก” ที่มากกว่าคือการได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ ไม่ได้แค่ “แอพ” เท่านั้นแต่เป็นการสร้างสรรค์แอพ หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นและช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างประจำวันของเด็กออทิสติกได้ เนื่องจากเด็กออทิสติกจะขาดทักษะ 9 ด้าน ทำให้ไม่เหมือนคนปกติ เช่น สมาธิสั้น กล้ามเนื้ออ่อนแอ เป็นต้น โดยสื่อการเรียนสอนที่เป็นกระดาษไม่สามารถที่จะตอบโจทย์เด็กออสทิสติกได้

 

“สื่อการเรียนการสอนเด็กออทิสติกในสหรัฐจะใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนเป็นสื่อ เพราะมีความเคลื่อนไหว ทั้งภาพมีเสียง ซึ่งสามารถดึงดูดเด็กให้สนใจเรียนรู้ได้นานขึ้น และได้พัฒนาทักษะได้เร็วขึ้น ซึ่งการที่จะพัฒนาสื่อการเรียนและการฝึกทักษะให้เด็กออทิสติก ถ้าทำในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจะยุ่งยากมากกว่าการทำเป็นแอพพลิเคชั่นผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งจะมีการใช้งานได้สะดวกกว่า”

ปัจจุบันไทยมีเด็กออทิสติกประมาณ 3.7แสนคนหรือ 1 ต่อ 125 คน ซึ่งเด็กหลายคนที่เรียนรู้ค่อนข้างช้า ผู้ปกครองจะต้องพาไปหาทำกิจกรรมบำบัดทุกสัปดาห์ แต่เมื่อมีสื่อการเรียนการสอนผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถที่จะสอนลูกได้ทุกที่ทุกเวลา และเห็นผลแล้วว่าเด็กมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก เริ่มแรกได้ทำ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก Daily Tasks สอนกิจวัตรประจำวัน เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ สระผมส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะความมั่นใจ ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก และการลอกเลียนแบบ

ส่วนที่ 2 Trace & Share สอนทักษะการลากเส้น ส่งเสริมให้รู้จักการรอคอยและการแบ่งปัน เพื่อช่วยในการพัฒนาทักษะด้านวิชาการและการเข้าสังคม

และส่วนที่ 3 ด้าน Communication สอนการสื่อสาร และออกเสียงโดยใช้สมุดภาพ สามารถเพิ่มภาพที่ต้องการเข้าไปได้ ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะด้านภาษาและการสื่อสารกับบุคคลอื่น

แม้ว่า “ปรีดิ์” ลาออกจากทรูแล้วแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการแอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก และมีความภูมิใจที่ทีมงานของทรูได้มีการพัฒนาต่อยอดโครงการนี้

“แอพนี้ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น และพยายามแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 3 ภาษาคือ อังกฤษ จีน อาหรับ โรงเรียนก็นำแอพนี้มาใช้ในการเรียนการสอน และผมก็หวังว่าแอพนี้จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเด็ก อย่างน้อยมีทักษะ การใช้ชีวิตในประจำวันได้ และก็ภูมิใจที่มีชาวต่างชาติเขียนอีเมลมาขอบคุณที่ทรูทำแอพพลิเคชั่นนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งในต่างประเทศจะต้องเสียเงินดาวน์โหลด 30-40 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,200 บาท”

ปัจจุบัน “ปรีดิ์” ได้เริ่มต้นอีกครั้ง ด้วยการเป็น “สตาร์ทอัพ”ที่เพิ่งเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Shobshop สู่ตลาดเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2558  ภายใต้แนวคิด “เพื่อนช่วยช็อป” รวบรวมโปรโมชั่นของห้างสรรพสินค้าและสินค้าแบรนด์ต่างๆ

ทั้งนี้ ให้โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านระบบไอโอเอส ก่อนจะขยายไประบบแอนดรอยด์ต่อไป ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดตัวไม่นาน แต่เป็นแอพพลิเคชั่นในกลุ่มช็อปปิ้งที่มียอดดาวน์โหลดติดลำดับ 1 ใน 10 ของแอพสโตร์

ปรีดิ์ เล่าว่า สตาร์ทอัพในไทยเองเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันสูงมาก เพราะว่านอกจากในองค์กรของภาครัฐและเอกชนในไทยก็เริ่มมีการให้การสนับสนุน “สตาร์ทอัพ” แม้แต่ในต่างประเทศทีที่เงินทุนหนา เช่น สิงคโปร์ ก็สนใจที่จะเข้ามาสนับสนุนและลงทุนในสตาร์ทอัพ

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของสตาร์ทอัพที่จะทำให้เกิดความประสบความสำเร็จได้ คือ “คน” ที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า รวมถึงการสร้าง “จุดเด่น” จึงสามารถอยู่ในตลาดที่มีความแข่งขันสูงได้

“ปรีดิ์” บอกว่า ความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นให้ชีวิต ...ผมโชคดีที่ได้เริ่มจากโครงการกับทรู อย่างน้อยได้เป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยพัฒนาด้านทักษะให้กับเด็กออทิสติก และส่งไม้ต่อให้ทีมงานพัฒนาต่อและการเริ่มก้าวมาสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ยังมีความ “ท้าทาย” อีกมาก