ฝันให้ไกล ไปให้ถึง บทเรียนสู้ชีวิตกว่าจะถึงวันนี้

  • วันที่ 09 ม.ค. 2559 เวลา 10:39 น.

ฝันให้ไกล ไปให้ถึง บทเรียนสู้ชีวิตกว่าจะถึงวันนี้

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

เริ่มปีใหม่ได้โอกาสสร้าง “แรงบันดาลใจ” ในการทำงาน ให้ชีวิตเดินหน้าต่อ หลังเจออุปสรรคในช่วงปีที่ผ่านมา

บทเรียนการสู้ชีวิตของหลายคนช่วยเตือนสติ เป็นข้อคิดที่มีประโยชน์ให้กับคนอีกหลายล้านคน เพื่อนำพา “ความฝัน” แม้จะดูไกล แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายและไม่ขวนขวาย อดทน ก็ไม่มีทางไปถึง

@weekly รวบรวมแง่คิดชีวิตของ 3 คนดัง เพื่อเป็นพลังคิดบวกให้กับท่านผู้อ่านในการเริ่มชีวิตใหม่ในปีวอกนี้

‘คิดบวก’ มองข้อดีมากกว่าหาข้อเสีย

ตูน บอดี้สแลม ร็อกเกอร์หนุ่มชื่อดังแห่งยุค ผู้มากความสามารถและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นใหม่ ได้เล่าการต่อสู้กับอุปสรรคในงานไฟว์เฟส จัดโดย สต็อคทูมอร์โรว์ เมื่อไม่นานมานี้

“การเดินมาถึงจุดนี้ว่ายากแล้ว การรักษาความสำเร็จที่ผ่านมาให้ยืนยาวต่อไป กลับยากยิ่งกว่า” ตูน สรุป

ตูน ย้อนอดีตวันวานก่อนจะมาเป็น “ตูน บอดี้สแลม” ว่าไม่มีใครรู้หรอกว่า จริงๆ แล้วกว่าคนวงการบันเทิงจะมาสร้างความบันเทิงได้ต้องทำอะไรเยอะมาก

 

“ความตั้งใจแรกขอแค่อยากจะบันเทิงตัวเองก่อน อยากทำเพลง หรืออยากจะทำอัลบั้มสักอัลบั้มหนึ่ง ก็มีความสุข และบันเทิงให้กับตัวเองแล้ว เรียกว่าร้องเยียวยา สนองความต้องการตัวเองก่อน แต่สุดท้ายเรื่องราวของเรากลับไปกระทบกับคนฟัง มันจึงเดินทางไปให้ความสุขกับทุกคนด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ตั้งแต่ตอนแรก”

ถ้าย้อนไปไกลอีกสักนิด ในช่วงเรียนมัธยม ตูน เล่าว่า ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ชื่อวงละอ่อน ประกวดฮอตเวฟ ได้ทำอัลบั้ม ตอนนั้นงานหลัก คือ การเรียน ประกวด เดินทางไปเจอดีเจที่ชื่นชอบ เป็นกิจกรรมเสริมที่ดีมาก แต่พอสอบเข้านิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ จึงขอออกจากวง

ตูน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้อะไรหลายอย่าง ได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ มีสอบกลางเทอม มีการบ้านให้ทำ เรียนรู้ที่จะอยู่ในกฎระเบียบ หลายคนบอกว่าอยากจะออกนอกกรอบ คิดนอกกรอบ แต่คนที่พูดหลายคนกลับยังไม่รู้เลยว่าในกรอบมีอะไรบ้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านอกกรอบเป็นเช่นไร สิ่งที่คิดบางทีก็มีอยู่ในกรอบ แต่เราไม่รู้ การเรียนตามระบบในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นการเรียนรู้เรื่องในกรอบให้ถ่องแท้ เวลาจะคิดนอกกรอบ จะได้รู้ว่าสิ่งที่คิดได้ออกนอกกรอบแล้วหรือไม่ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าโลกนี้มันมีอะไร

“ผมโชคดีที่ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เรียนจนจบ ทั้งที่ผมชอบดนตรีมาก บ้านผมอยู่สุพรรณฯ พ่อแม่ต้องหาเงินส่งให้เรียน ผมอาจจะคิดถึงที่บ้าน รู้สึกว่าที่บ้านลำบากมาก ผมจึงต้องประคับประคองความฝันกับความจริงให้ได้”

ตูน เรียนนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนเรียนก็ทำเพลงไปด้วย เป็นเด็กนิติฯ คนเดียวที่ผมยาวมาก จากสาขาที่เรียน มีหลายเส้นทางที่เลือกไปได้ แต่ด้วยความที่ชอบร้องเพลงมากกว่า ตอนเรียนจบเขาจึงพูดกับแม่ในวันรับปริญญาว่า “ทำให้แล้วนะ” ซึ่งระหว่างที่เรียนก็ทำเพลงไปด้วย แล้วก็ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด คือ ร้องเพลง หรือเป็นนักกฎหมาย หรือทำงานออฟฟิศ จึงขอเวลาสักระยะในการทำสิ่งที่ดีสุดในชีวิต เพื่อทำอัลบั้มแรกให้เสร็จ

ตูน เล่าว่า หลังเรียนจบได้มาทำเพลงเต็มตัว และเลิกขอเงินที่บ้าน เพราะตั้งใจแล้วว่าเมื่อได้ปริญญาแล้วก็คือที่สุดทุกอย่าง แล้วก็ไปร้องเพลงกลางคืน ประมาณ 15 ปีที่แล้ว มีรายได้คืนละ 400 บาท ตอนนั้นรถเมล์สีแดง 3.50 บาท

“ผมร้องเพลงแถวประชาชื่น เกือบจะสุดแจ้งวัฒนะขึ้นรถเมล์ไปทุกวัน แล้วก็เดินจากหน้าเดอะมอลล์ไปที่ร้องเพลงราว 3 กม. ตรงนั้นไม่มีรถเมล์ แม้จะมีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง​ แต่ด้วยความไม่มีเงิน ก็ต้องเดิน เดินไป ฟังเพลงไปคำนวณเวลาใช้เวลาไม่นานก็ถึง ใช้ชีวิตแบบนี้ 2 ปี”

กับคำถามที่ว่า จากวันที่เริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ วันที่ก้าวมาเป็น “ตูน บอดี้สแลม” เต็มตัว มันชนเพดานตัวเองแล้วหรือยัง ตูน ตอบว่า หลายคนอาจวัดความสำเร็จของเราจากวันนี้ แต่ส่วนตัวกลับชอบวัดความสำเร็จคนตอนที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว

“สมมติผมออกเพลงมา 6 อัลบั้ม ตอนนี้อายุแค่ 36-37 ปีถ้าผมต้องอยู่ถึง 70 ปี นั่นหมายความว่าผมมีเวลาอีกครึ่งหนึ่งในการใช้ชีวิต ถ้าผมคิดว่าผมประสบความสำเร็จไปแล้ว เหงาเลย ชีวิตจะทำอะไรต่อจากนี้ ถ้าผมประมาทกับชีวิต ถ้าผมไปติดยา สมมติผมเป็นแบบนี้ตอนอายุ 40 ปี หลังจากนี้ไม่ทำเพลง ติดยา ติดการพนัน เสียผู้ใหญ่ ผมว่าไม่ใช่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ สุดท้ายผมไปเจอสมการที่สำคัญ คือ ไม่ว่าจะทำอะไรต้องสนุก ต้องมีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร”

ตูน บอกว่า หากจะเดินออกจากวงการนี้เพราะมีครบทุกอย่างแล้ว ก็ง่ายมาก แต่ถ้าออกไป ก็ต้องถามตัวเองว่า นี่คืออาชีพในฝันไม่ใช่เหรอ ทำไมยอมแพ้กับอะไรก็ไม่รู้ที่เข้ามาระหว่างวัน ที่สุดจำเป็นต้องยอมรับว่ามันเป็นงานประจำ เพื่อแสดงให้ตัวเราเห็นว่าเรามีคุณค่าแค่ไหน

“ผมคิดว่าเราต้องหาข้อดีของมันมากกว่ามองแต่ข้อเสีย บางทีมันอาจจะเป็นเพียงนิดเดียว พยายามอยู่กับมันเคยมีโมเมนต์นี้ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อยากพักยาวๆ แต่พอคิดถึงรอยยิ้ม แฟนเพลงที่นั่งวีลแชร์มาดู มันเป็นกำลังใจที่ดีมาก เขาเสียเงิน เขามานั่งรอ ลำบากแค่ไหน เรามีรถมาส่ง มีห้องแอร์ให้นั่ง พอเราเจอแฟนเพลง สุดท้ายไม่คิดเรื่องตัวเองเลย”

สำหรับตูน “ความฝัน” ในอดีตได้กลายเป็น “งานประจำ” ไปแล้ว แต่เป็นงานที่ไม่ใช่การตอกบัตร เพียงแต่ต้องมีความรับผิดชอบและใส่ความสนุกเข้าไป ตูน ขยายความว่าความสนุกระหว่างวันไม่ต้องจดจ้องอยู่กับสิ่งที่ทำ อาจจะหาอย่างอื่นทำไปด้วย อย่างสิ่งที่เขาทำ คือ เล่นไตรกีฬา

“วงจรชีวิตของผม ทำอัลบั้มใช้เวลา 1 ปี ในการใช้สมอง คิดเพลง ซ้อม เข้าห้องอัด ใช้สมองเต็มที่ หลังจาก 1 ปี ก็ทัวร์ อีก 2-3 ปี ใช้แรงเป็นหลัก ไม่ได้ใช้สมองหนัก เวลาว่างเยอะ ก็อยากจะหาสิ่งที่ท้าทาย ก็ออกไปเล่นกีฬา ทุกวันนี้ผมยังทำทุกอย่างปกติ กินข้าวข้างทาง กินก๋วยเตี๋ยวที่เคยไปกิน ไปเดินห้าง ไม่ได้คิดว่าต้องหลบ ไม่ได้ทำผิด สุดท้ายก็แค่ทำตัวให้พร้อมในการออกจากบ้านในแต่ละวัน ถ้ามีคนมาถ่ายรูป ก็คิดว่าเราทำให้เขายิ้มได้ ถ่ายแค่รูปเดียวก็ทำให้เขายิ้มได้แล้ว มันเจ๋งมาก เปลี่ยนวันที่ไม่ดีของเขาให้เป็นวันดีๆ ได้ เราทำเพลงให้ทุกคนชอบ ทำเพลงให้ทุกคนได้ยิน ทุกคนชอบเพลง ทุกคนมาดูคอนเสิร์ต ทุกคนเห็นเราชอบเรา พอเขาชอบเรา เขาเข้ามาหาเราด้วยความชอบ เราจะเดินหนี เราปลอมตัว มันผิด”

 

ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีคนที่อยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้มาถึงวันนี้ ตูน เล่าว่า มีคนช่วยงานอยู่ข้างหลังเยอะมาก ลำพังตัวเองคนเดียวไม่มีทางจะมาถึงวันนี้ได้ ตลอดทางนับจากค่ายแรก ออกอัลบั้ม พี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ พาเรามาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ให้โอกาสได้ทำอัลบั้ม ไม่ได้เรียนดนตรี แต่ยังกล้าให้ทำ เลยเถิดมาถึงบอดี้สแลมที่ตอนแรกคนไม่เข้าใจ จนทุกวันนี้ไม่มีคำถามแล้วว่าบอดี้สแลมหมายถึงอะไร

“ตอนนั้นมีชื่อวงยากๆ ทั้งไทรอัมพ์ส คิงดอม แต่ทุกคนเวลาเห็นพี่โบ พี่จ๊อยก็จำได้ บอดี้สแลม ก็น่าจะจำได้เพราะสุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเพลงมากกว่า ตัวชื่อก็แค่ตรา เพลงนี้เป็นของวงนี้ ซึ่งที่มาของคำว่า บอดี้สแลม มาจากตอนเด็กๆ ชอบดูมวยปล้ำ บอดี้สแลมเป็นชื่อท่าหนึ่ง ท่าจับตัวแล้วทุ่มลงไปอย่างรุนแรง ก็ชอบ บอดี้ แปลว่า ตัว, สแลม แปลว่า เหวี่ยงอย่างรุนแรง แปลแบบไทยๆ ก็ทุ่มตัวเอง เหวี่ยงตัวเองอย่างรุนแรงกับสิ่งที่เรารัก เวลาจะทำอะไรก็ทุ่มไปทั้งตัวทั้งใจ”

อีกหนึ่งที่ตูนขอพูดถึง คือ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม หรือ อากู๋ ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ก่อนหน้าที่จะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ผับแล้วโยกคอ ประมาณเพลงที่ 4 อยู่ๆ ก็กึกเลย ปวดมากจนต้องนอนร้องเพลงกับพื้น ตอนนั้นคนดูรู้สึกว่าเป็นอารมณ์ ก็พยายามฝืนเล่น 14-15 เพลง ก็ทำจนจบโชว์ ทุกเพลงที่ร้อง ชาที่มือ จนถึงเท้า ตอนนั้นก็ไม่รู้เป็นอะไร เสร็จคอนเสิร์ตแล้วรู้สึกว่าต้องไปโรงพยาบาลเลยนอนรอ

“สรุปว่าเป็นเข่าปลิ้น ซึ่งเกิดจากตลอด 10 ปีที่ผ่านมาโยกคออย่างรุนแรง กระโดดลงจากเวที กระแทก ส่งผลให้กระดูกทับเส้นประสาท ทับไขสันหลัง ตอนนั้นชีวิตเครียดมาก ทำอะไรไม่ได้เลย ถ้านิดเดียว เป็นอัมพาตตั้งแต่คอไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนเลย และต่อจากนั้นก็เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ที่สุด 6 หมื่นกว่าคน ตั๋วก็ขายหมดแล้ว แต่อาการไม่ดีเลย อยากขึ้นไปให้เต็มที่ ไม่อยากขึ้นไปแล้วทำอะไรไม่ได้ตอนนั้นคิดจะไปต่อหรือจะยกเลิก”

ตูน เล่าต่อว่า ในระหว่างที่ตัดสินใจ คุณไพบูลย์โทรมาบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าบริษัทจะขาดทุน ให้ตัดสินใจเลยว่าจะไปต่อ หรือจะพักไว้ก่อน แล้วเขาก็สอนว่า ชีวิตก็เหมือนเลข 1 จะต่อท้ายเลข 0 เมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าดูแลเลข 1 ไม่ดี 0ที่มีต่อมาอีกกี่ตัวก็ไม่มีค่า ฟังแล้วประทับใจมาก สุดท้ายก็ทำต่อ ขึ้นคอนเสิร์ต เพราะเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าต้องทำ แต่ก็ขอบคุณที่คุณไพบูลย์มาให้ข้อคิด

ในด้านการบริหารจัดการเงิน ในฐานะที่เป็นศิลปินได้เงินเยอะ ตูนยังใช้สูตรเดิม คือ “ฝากแม่” หรือถ้าให้พูดภาพรวม ก็คือเก็บบางส่วน เพราะชีวิตยังมีความฟุ้งเฟ้อบ้าง

“ผมเคยสัมผัสวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาแล้ว ที่บ้านทำโรงสีข้าวไม้ระดับตำบล ตัวปล่องก็เป็นอิฐก่อ ตอนนั้นทุกอย่างพัง จากที่เคยพอมีกิน หมดเลย เป็นประสบการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ตอนนั้นก็คิดว่าจะไม่ให้ที่บ้านเป็นแบบนั้นอีกแล้ว ต้องไปสวนกับแม่ขายต้นไม้ที่จตุจักร ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ขายต้นไม้ ต้องทำทุกอย่างที่ได้เงิน แม่อยู่กรุงเทพฯ ​พ่ออยู่สุพรรณบุรี ใช้เงินตลอดเวลา ไม่อยากให้กลับไปแบบนั้น

...เมื่อเข้ามาทำงานตรงนี้ ปลดหนี้ให้ครอบครัวได้ไม่อยากย้อนไปเจอวิกฤตอีก พ่อแม่ก็วางแผน ก็ฝากแบงก์ ซื้อสลากออมสินนี่คือหรูหราที่สุดแล้ว ไม่เล่นหุ้น ไม่ต้องนั่งมองกระดานแดงๆ เขียวๆ ส่วนตัวผมเองไม่เล่นหุ้น เพราะไม่สามารถมีชีวิตอยู่กับการมองตัวเลขที่ขึ้นลงบนกระดานได้ วันไหนเขียวก็ดีไป แต่ถ้าวันไหนแดง แล้วยังต้องร้องเพลง ยิ่งถ้าแดงจัดๆ แล้วจะไปร้องเพลงได้ยังไง แต่ก็อยากฝากถึงคนที่เล่นหุ้นว่า “ถึงหุ้นจะตก แต่ชีวิตก็ยังสวยงาม”

ตูน ทิ้งท้ายว่า ถ้ารู้สึกเหนื่อยมากวันไหน ก็กลับบ้านนอกเพราะเวลากลับบ้าน จะไม่ใช่ตูน บอดี้สแลม เราจะเป็นลูกของแม่ พ่อแม่เรียกเราว่า “การ์ตูน” แล้วรู้สึกว่าได้พลังงานดีๆกลายเป็นอีกสถานะ

 

เมญ่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม

หลังจากเวทีประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 ประกาศชื่อ เมญ่า-นนธวรรณ ทองเหล็ง สาวผิวเข้มจากภาคใต้ ให้เป็นผู้ชนะการประกวดเวทีสาวงามที่จะเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประกวดมิสเวิลด์ 2014 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร สาวเข้มนามว่าเมญ่า ก็กลายเป็นที่จับตามอง และจุดประกายให้กับสาวผิวสีในไทยว่า มุมมองต่อสาวผิวสีกำลังจะเปลี่ยนไป และมีโอกาสมากขึ้นในการเป็นตัวแทนบนเวทีโลก

เมญ่า เข้ารอบ 11 คนสุดท้าย ในการประกวดมิสเวิลด์ 2014 ในรอบหลายปี และกำลังก้าวสู่บทบาทนางเอกจอแก้วครั้งแรกในละครเรื่อง สาวน้อยร้อยล้าน ทางช่อง 3 อีกหนึ่งคนที่วิ่งไล่ตามความฝันจนอาจกล่าวได้ว่า วันที่เธอได้มงกุฎมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 จนก้าวเข้าสู่รอบลึกๆ ในเวทีมิสเวิลด์ 2014 ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในสเต็ปหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

เมญ่า เล่าว่า เด็กผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นนางงาม เมญ่าก็เป็นหนึ่งคนที่ตอนเด็กก็มีความฝันเช่นนั้นเมญ่าเกิดที่นครศรีธรรมราช และเติบโตที่สุราษฎร์ธานี ความฝันในวันเด็กที่อยากจะเป็นนางงาม เป็นสิ่งที่ไกลเกิน จนไม่กล้าจะฝัน เพราะโดนล้อเรื่องสีผิวหนักจนเครียดมาก เคยคิดว่าจะเครียดทำไม ในเมื่อเปลี่ยนไม่ได้ ก็ภูมิใจที่เป็นตัวเอง ซึ่งคนเราต้องเริ่มจากการยอมรับตัวเองก่อน จึงจะพัฒนาตัวเองได้

“ผู้ใหญ่ชอบถามตอนที่เราเด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ตอบว่าอยากเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง สถาปนิก ตอนนั้นหลีกเลี่ยงว่าอยากเป็นนางงาม ทั้งที่อยากเป็น เพราะผิวแบบนี้จะเป็นได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เหมือนติดอยู่ในใจ เป็นสิ่งแรกๆ ที่ทำให้ความฝันต้องดับลง ทำให้ไม่กล้าและกลัว”

แต่เมื่อเติบโตก็เริ่มไล่ตามความฝัน ความฝันแรกของเมญ่า คือ อยากเป็นนักร้อง ขึ้นเวทีครั้งแรก ตอนอายุ 7 ขวบตอนนั้นแรงบันดาลใจการอยากประกวด คือ จะได้ทาตัวขาวๆ แล้วเพื่อลบผิวเข้มๆ จนเหมือนเป็นปมในใจออกไป ทำให้กล้าที่จะอยู่บนเวที กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น แสดงความเป็นตัวเองให้คนอื่นเห็นผ่านเสียงเพลง คุณแม่สอนว่าถ้าร้องเพลงหรือจะทำอะไร ต้องฉีกกระดาษให้ขาด ต่อให้เวทีนั้นมีเส้น แต่ถ้าเราขาด ค้านสายตาไม่ได้

หลังจากนั้นก็เริ่มมั่นใจเรื่อยๆ จนอายุประมาณ 19 ปีเข้าประกวดตอนราวปี 2554 กล้าฝันและกล้าลองทำ ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กล้าที่จะลอง นั่นคือ วิธีคิดในหัวใจ จากที่กลัว ไม่กล้า เพราะแค่เรื่องสีผิว ก็คิดใหม่ว่าต้องลอง จนมาถึงปี 2554 ก็มีความมั่นใจมากขึ้น เลยกล้าลองไปประกวดเวทีใหญ่อย่างเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2011 ปีนั้นได้รางวัลขวัญใจช่างภาพ ในชีวิตไม่เคยคิดว่าควรจะทำ แม้จะไม่ได้ชนะการประกวด

การได้รางวัลมาหนึ่งรางวัลจากเวทีใหญ่ ก็ถือว่าทำแล้ว ได้พิสูจน์ว่ามาได้ไกล ตอนนั้นเริ่มมีแฟนคลับ เริ่มเรียก “ตมญ” หรือ “ติ่งเมญ่า” เริ่มอยากแก้มือ แต่คิดว่ารออีก 2-3 ปีดีกว่า เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด แต่ก็เตรียมพร้อมตัวเองตลอดเวลา พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อทำให้ได้ดีกว่าเดิม และพร้อมที่จะกลับไปประกวดเวทีใหญ่มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีฟาสต์แทร็ก​ความสามารถพิเศษ เข้ารอบได้อัตโนมัติ ซึ่งที่ผ่านมาครอบครัวปูพื้นฐานให้ตัวเองหลายด้าน เหมือนคุณพ่อคุณแม่อยากให้เป็นอะไรสักอย่าง

“คุณพ่อคุณแม่สามารถปูทางให้ลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นวงการอะไร วางแผนให้ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดว่าจะต้องเป็นอะไร พ่อแม่แค่บอกว่า อยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ชอบอะไร แล้วก็สนับสนุนให้ไปตามนั้น”

ปี 2557 (2014) ถือเป็นปีที่ดีมาก เวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์2014 ให้การต้อนรับนางงามผิวสีเข้มคนแรกของประเทศไทย ซึ่งกว่าที่เมญ่าจะมาถึงจุดนี้ เจออุปสรรคไม่น้อย ทั้งเด็กเส้น ทั้งสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่เพราะคำสอนคุณแม่ที่บอกว่าต้องฝึกตัวเองให้พร้อมและพัฒนาตัวเองมาต่อเนื่อง อะไรที่เหมาะกับตัวเราให้ทำ เช่น เมญ่าร้องได้ทั้งเพลงไทยและสากลแต่ร้องเพลงลูกทุ่งได้ดี ก็ต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

“พอไปถึงเวทีโลก ไม่ธรรมดาเลย สิ่งที่ต้องตระหนักถึงคือ ทุกคนจะเรียกเราว่า ไทยแลนด์ ทำยังไงให้คนรักเรา จำเราได้ จำประเทศไทยได้ นั่นเป็นที่มาที่ต้องเลือกทุกอย่างอย่างมีเหตุผลตั้งแต่เครื่องประดับ เสื้อผ้า ยันแต่งหน้า ทำผมที่สะท้อนความเป็นไทยให้ได้ รวมถึงความมีน้ำใจซึ่งเป็นเสน่ห์ของชาวสยาม ใครขาดเหลืออะไร ก็จะเสนอให้เพื่อนนางงามด้วยกันยืม ก็จะทำให้เพื่อนๆ จำได้”

ความฝันทำให้มีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้มีโอกาสเข้าใกล้ความฝันนั้นได้มากขึ้น โดยพยายามดึงพลังบวก คำนิยามดีๆ หนังสือดีๆ อะไรที่ทำให้มีกำลังใจ เรียกว่าเติมพลังบวกให้ตัวเองเสมอ หยุดเปรียบตัวเองกับคนอื่น จะเปรียบเทียบก็เปรียบได้ แต่ต้องเปรียบเพื่อพัฒนาตัวเอง ออกกำลังกาย เพื่อพัฒนาตัวเอง

เมญ่า สรุปหนทางแห่งความสำเร็จมีด้วยกัน 8 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.คิดบวก 2.อย่าประมาท 3.อย่าทะนงตัว อ่อนน้อม4.ทำความดีสม่ำเสมอ 5.กตัญญูรู้คุณ 6.รู้ชนะ รู้อภัย มีน้ำใจนักกีฬา 7.อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง และ 8.คิดแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด

 

‘ซิโก้’ มองให้เป็น-โลกก็เปลี่ยน

ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ให้สัมภาษณ์นิตยสารอิมเมจ ฉบับเดือน ธ.ค. 2558 ไว้ถึงช่วงเวลาที่กว่าจะคว้าความสำเร็จในชีวิตให้กลายเป็นโค้ชปั้นทีมไทยให้กลับมาเป็นหนึ่งในอาเซียน ได้ผ่านการต่อสู้กับความทุกข์ในใจมานักต่อนักกว่าจะฝ่าฟันมาได้

ช่วงเวลาที่เขาเป็นนักเตะฝีมือดีระดับซูเปอร์สตาร์ที่คว้าชัยชนะครั้งสำคัญให้แก่ทีมไทย เมื่ออิ่มตัวแล้วเขาจึงเบนเข็มไปเป็นนักเตะอาชีพในต่างประเทศ

14 ปีก่อน ซิโก้ กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อเซ็นสัญญาไปค้าแข่งในอังกฤษ เช่นเดียวกับนักเตะชาวไทยทุกคน และใฝ่ฝันมานานแล้วที่จะได้ลงสนามในนามสโมสรอังกฤษ และมีส่วนสร้างสีสันให้แก่ลีกฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดในโลก ความฝันของเขาใกล้จะเป็นจริงแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้เล่นเป็นตัวจริงเสียที ได้แต่นั่งอยู่ข้างสนามในฐานะตัวสำรองนัดแล้วนัดเล่า

เขารู้สึกผิดหวังมาก เครียดหนัก รู้สึกด้อยค่า เสียเวลาเปล่า ใช้เวลานานกว่าจะทำใจได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นอีก วันนี้ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไป “จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย” ตอนนั้นเขาทุกข์จนทุรนทุรายก็เพราะ “เราไปคิดมากเอง คิดผิดๆ”

เมื่อหันกลับมามองใหม่ เขาพบว่าการไปอังกฤษครั้งนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวเลย “ไปอังกฤษมีแต่ได้กับได้ ได้บ้าน ได้รถ ได้ภาษา ได้พัฒนาร่างกาย ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ได้รู้จักคนมากมาย ได้เดินทาง ได้สัมผัสลีกฟุตบอลที่มีสีสันมากที่สุดในโลก เสียแค่ไม่ได้ลงเล่น”

เขาสรุปว่าที่เขาทุกข์นั้นเป็นเพราะ “เรามองไม่ออก มองไม่เห็น”

อะไรทำให้ซิโก้มองไม่เห็นว่าเขาได้อะไรมากมายจากอังกฤษ ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะเขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเดียวนั่นคือการไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ทั้งๆ ที่นั่นเป็นข้อเสียอย่างเดียวของการไปอังกฤษ แต่เมื่อจดจ่ออยู่กับมัน ก็ทำให้ไม่รับรู้สิ่งดีๆ มากมายที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ