คนยุคดิจิทัล ‘ความรู้คืออำนาจ’

วันที่ 24 ต.ค. 2558 เวลา 10:20 น.
คนยุคดิจิทัล ‘ความรู้คืออำนาจ’
โดย...เจียรนัย อุตะมะ และสุกัญญา สนถิรศักดิ์ ภาพ-บล.ธนชาต

ความรู้คืออำนาจ เป็นคำกล่าวของ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาชาวอังกฤษ ที่เป็นจริงในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในสังคมไทยยุคปัจจุบันที่มนุษย์เงินเดือนหลายต่อหลายคนกระโดดออกจากงานประจำในองค์กรขนาดใหญ่ที่คนรุ่นก่อนหน้านี้มองว่ามั่นคง ออกมาเป็นนักเขียน ผู้ให้ความรู้ด้านการเงิน และวิทยากรตามงานต่างๆ เมื่อคนเหล่านี้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อเผยแพร่ตัวตน ทำให้สามารถมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและต่อยอดจนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

กวิน สุวรรณตระกูล หรือ Tar Kawin นักเขียนด้านการเงิน ในเว็บไซต์ AomMoney.com เว็บไซต์ที่จัดตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้อ่านสูงสุดในไทยนับล้านคน เพราะเป็นเว็บไซต์ที่ให้ความรู้ทางด้านการเงินพร้อมอินโฟกราฟฟิกที่ง่ายต่อการเข้าใจ

ด้วยวัย 33 ปี เขาประสบความสำเร็จในความเป็นนักเขียน เพราะนอกจากจะเขียนงานในเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ยังออกหนังสือด้านการเงินมาขายแล้วถึงสี่เล่มคือ ออมหุ้นออมความสุข รวยได้จริงในสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน เรื่องเงินเรื่องง่าย และรวยด้วยหุ้นใครๆ ก็ทำได้ หนังสือเล่มแรกของเขาออกมาประสบความสำเร็จมากเพียงช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรก มียอดขายสูงถึง 1 ล้านบาท

 

ปัจจุบันได้รับเชิญจากสถาบันการเงินต่างๆ ให้ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการเงิน และร่วมกิจกรรมงานแถลงข่าวด้านการเงินร่วมกับสื่อหลัก และเมื่อมีการประกวดโพสต์กิจกรรมในงานขึ้นเฟซบุ๊ก ชายผู้นี้มักจะได้รางวัลเสมอ เพราะมีคนติดตามมากอยู่แล้วทางโซเชียลมีเดีย

ต้าร์ จบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ การตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และจบปริญญาโทด้านจัดการการตลาด จากมหาวิทยาลัยมิดเดิลเซกซ์ ประเทศอังกฤษ จากนั้นเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์บรรษัท ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2549 อยู่ที่นี่นานถึง 7 ปี ระหว่างนั้นได้มีโอกาสศึกษาผลิตภัณฑ์ความรู้ ข้อมูลของตัวสินค้า จัดทำข้อมูลสินค้า ลูกค้าธุรกิจ โดยการสร้างฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ลูกค้าธุรกิจ

“ระหว่างที่จัดทำข้อมูลให้ความรู้แก่ลูกค้านั้น ทำให้รับรู้ได้ว่าคนไม่ค่อยรู้จักโลกของการเงิน ในเมื่อธนาคารปล่อยกู้ได้ ทำไมเราไม่ปล่อยกู้เองผ่านทั้งกองทุนรวม ตราสารหนี้ ตราสารทุน หุ้น ที่เป็นวิธีการหาเงินอีกวิธีหนึ่งนอกจากเงินเดือนประจำ จึงเริ่มนำเงินส่วนตัวมาลงทุน”

 

นอกจากนั้น ยังนำความรู้ที่ได้มาเขียนเรื่องให้เพื่อนอ่านในเฟซบุ๊ก บล็อกส่วนตัว facebook.com//TARTAR1210Page จากนั้นมีรายการของมันนี่แชนแนลมาสัมภาษณ์เรื่องการออมหุ้นของเขาออกรายการ รวมถึงทีวีช่องอื่นๆ ทำให้มีคนติดตามเขาเยอะขึ้น

ปี 2556 เขาตัดสินใจลาออกจากงานด้วยวัย 30 ปี โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของหัวหน้างาน

“ที่ออกเพราะถ้าไม่ออกตอนนั้นไม่รู้จะออกตอนไหน มีเรื่องที่อยากจะทำของตัวเอง อยากทำธุรกิจสร้างเนื้อหา เขียนหนังสือ เขียนบทความ จัดอบรมสัมมนาเรื่องการลงทุน ก็ใช้เวลาคิดนานถึง 1 ปี พ่อแม่ เจ้านาย ห้ามหมด เพราะทางข้างหน้าไม่รู้ว่าจะสดใสหรือไม่”

ในใจของเขาตอนนั้นคิดว่า กรณีเลวร้ายที่สุดหากทำแล้วไม่สำเร็จจะกลับไปหางานประจำทำ เพราะอายุก็ยังไม่มาก เมื่อออกจากงานเดือนแรกไม่ได้เงินเดือนทำยังไงดี

“คนเราเมื่อไม่มีเงินเข้าก็ดิ้น เมื่อตัวเองมีความรู้เชี่ยวชาญอะไรก็ดิ้น มีใครต้องการคนพูดให้ความรู้พนักงานในบริษัทเรื่องการเงิน สนใจคอร์สออนไลน์กันไหม ติดต่อสำนักพิมพ์ขอออกหนังสือเพื่อให้รอดไปทำธุรกิจใหญ่ของตัวเอง”

ความตั้งใจครั้งแรกอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับเนื้อหาความรู้ด้านการเงินของตัวเอง แต่ปรากฏว่า ช่วงจังหวะนั้นสำนักพิมพ์ที่เขาร่วมเขียนหนังสือและออกหนังสือมีความคิดจะตั้งเว็บไซต์ AomMoney.com เพื่อให้ความรู้ด้านการเงินและการลงทุนพร้อมกราฟฟิกเข้าใจง่ายแก่คนทั่วไป โดยรวบรวมนักเขียนที่เกี่ยวข้องในทุกประเภทของการเงินและการลงทุนเข้ามาเขียนด้วยกัน จึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นนักเขียนด้วย

 

ปรากฏว่าเว็บไซต์ดังกล่าวประสบผลสำเร็จตั้งมาได้เพียง 2 ปี มีผู้อ่านนับล้านคนสูงสุดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ สำหรับคนวัยเกษียณนั้นมีสถิติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เรียกได้ว่าออมมันนี่เป็นคนทำดิจิทัลกลุ่มแรก และเป็นดิจิทัลที่เกี่ยวกับการลงทุน พวกผมมีข้อมูลที่คนสนใจเอามาทำเป็นดิจิทัล”

เมื่อฐานผู้อ่านแน่นขึ้น เมื่อเดือน ก.ย. 2557 หนังสือเล่มแรกของเขาก็คลอดออกมาคือ ออมหุ้น ออมความสุขขาย ตีพิมพ์ 6,000 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ไชน์พับลิชชิ่งในเว็บไซต์ AomStock.com และขายผ่านอี-บุ๊ก เพียง 6 เดือนแรกขายได้ 1 ล้านบาท 70% เป็นหนังสือเล่ม

เล่มที่ 2  รวยได้จริงด้วยสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน ออกพร้อมเล่มแรก แต่เป็นหนังสือเล่มวางขายร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด

เล่มที่ 3  เรื่องเงินเรื่องง่าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนการเงินและภาษี เขียนกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

เล่มที่ 4  รวยด้วยหุ้นใครๆ ก็ทำได้ วางขายที่อมรินทร์ และร้านนายอินทร์เช่นเดียวกัน

นอกจากเป็นนักเขียนและวิทยากรตามงานต่างๆ แล้ว เขายังทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนที่ร่วมปลุกปั้นกันมาตั้งแต่ทำงานประจำที่ธนาคารกสิกรไทยแล้วคือ ธุรกิจที่ปรึกษากฎหมายและธุรกิจแบรนด์ Finlawtech.com เป็นการร่วมธุรกิจกับเพื่อนนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมที่เป็นทนายความที่ปรึกษากฎหมาย และเป็นที่ปรึกษากฎหมายในหลายบริษัท

ต้าร์รับหน้าที่ประสานงานจัดการบริษัท โดยบริษัทนี้มีทีมทนายให้บริการลูกค้าด้านกฎหมาย เขาในฐานะที่มีเพื่อนในแวดวงการเงินมากจะร่วมในด้านการวางแผนการเงินให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีต่างๆ

ปัจจุบันรายได้หลักของเขามาจากทั้งสองงานแล้วแต่ช่วงเวลา แต่ตารางงานต้าร์แน่นมากเพราะมีงานเข้ามาหลายด้าน

“งานจะมีประสิทธิภาพมากกว่างานประจำในบทบาทมนุษย์เงินเดือนที่เคยทำอยู่เดิม เพราะเป็นสิ่งที่เขาถนัดทั้งสิ้นและทำตามความต้องการของเขาได้มากกว่า และทุกงานส่งเสริมกันทั้งสิ้น ออมมันนี่เป็นการทำเนื้อหาด้านการเงิน ต่อยอดไปเขียนหนังสือเล่มออกขาย และต่อยอดไปยังงานสัมมนาและอบรม ด้วยการที่ใช้ออนไลน์เข้ามาทำ ทำให้ประหยัดเวลาได้มาก เวลาที่เหลือจึงได้ไปทำงานอื่นได้”

 

“ตอนนี้พ่อแม่ไม่ได้ถามเพราะห่วงอนาคตแล้ว แต่จะถามว่าเหนื่อยไหม งานเยอะไหม เขาดีใจไปกับเราที่ค้นหาตัวเองเจอสิ่งที่ชอบจริงๆ”

จนถึงวันนี้เมื่อนึกย้อนไป ต้าร์ บอกว่า ออกจากงานครั้งแรกรู้สึกเสี่ยง แต่เมื่อทำไปทำมา ความเสี่ยงได้ลดลง เป็นการท้าทายตัวเอง

วันเสาร์-อาทิตย์ถ้าว่างเว้นจากการรับงาน เขาจึงมีเวลาส่วนตัวของตัวเอง ด้วยความที่เป็นโสดจึงชอบไปดูหนัง กินข้าวกับเพื่อน ดูวัด พิพิธภัณฑ์ เดินถ่ายรูปในสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น อยุธยา ลพบุรี วัด วัง ในกรุงเทพฯ รวมถึงตึกรามบ้านช่องที่เก่าแก่

ด้าน ป้อม-ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ผู้ปลุกปั้นเว็บไซต์ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องหุ้นและชุมชนนักลงทุนหุ้น “สต็อคทูมอร์โรว์” (Stock2morrow) และเจ้าของพ็อกเกตบุ๊ก “พันล้านสร้างเองได้” ก็มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทดลองเขียนถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเรื่องหุ้นบนเว็บบอร์ดเกี่ยวกับการลงทุน แล้วขยับมาสร้างเว็บไซต์ของตัวเองควบคู่กับการทำงานประจำ จนมีจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต และตัดสินใจก้าวออกจากการเป็นพนักงานประจำ มาเป็นเจ้าของเว็บไซต์สต็อคทูมอร์โรว์อย่างจริงจัง จนปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวมีอายุกว่า 10 ปี

ป้อม ปิยพันธ์ เล่าว่า หลังจากจบด้านวิศวกรเครื่องกลในช่วงที่วิศวกรขาดแคลนมาก แล้วได้ทำงานในบริษัทก่อสร้างของญี่ปุ่นที่เข้ามาบุกเบิกตลาดรับเหมาก่อสร้างในเมืองไทย ตอนนั้นได้ดูแลงานก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วก็ต่อด้วยอาคารไทยวา บริเวณถนนสาทร เป็นช่วงเวลาที่ทำงานหนักมาก กินนอนในคอนเทนเนอร์ ไม่ได้หยุดเลย ไม่ได้ไปไหน เรียกว่าชีวิตมีแต่งาน

หลังจากนั้นไม่นาน ทางบริษัทก็ส่งตัวไปดูงานที่ญี่ปุ่น 6 เดือน ชีวิตเปลี่ยนเลย เหมือนเป็นช่วงเบรกครั้งใหญ่ เพราะทำงานจันทร์-ศุกร์ มีเวลาแน่นอน เข้า 9 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น มีเวลาว่างเสาร์-อาทิตย์ไปท่องเที่ยว ได้ไปดูโน่นดูนี่ เริ่มรู้สึกชอบการเดินทาง เริ่มเกิดแรงบันดาลใจว่า ชีวิตการทำงานต้องสมดุล ต้องได้ท่องเที่ยว ออกไปดูโลกกว้าง เพื่อได้มุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต เริ่มค้นหาตัวเอง รู้สึกว่าทำหนักมาก เริ่มวางแผนให้ชีวิต

แต่พอกลับมาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก ยังกลับมาดูแลงานด้านก่อสร้างตึกไทยวาต่อ จนประมาณก่อนปี 2540 ได้สัก 1 ปี เวลานั้นประเทศไทยอู้ฟู่มาก มีบริษัทจากอเมริกา ทีไอ เท็กซัส เตรียมสร้างครีนรูมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแถวๆ สุวินทวงศ์ ปรากฏว่าพอปี 2540 ประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โครงการนี้ล่ม ในมุมคนเป็นวิศวะ อีโก้แรง ต้องการชื่อเสียงสร้างผลงานที่ดูแล พอโครงการนี้ไม่สร้าง ก็ผิดหวัง และรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นวิศวกรสายโรงงานไปแล้ว ก็ถูกผลักไปทำสายโรงงานที่ จ.ฉะเชิงเทรา ทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี รวมๆ กับชีวิตทำงานประจำก็ประมาณ  9 ปี เริ่มคิดว่าจะร่อนเร่ต่อไปแบบนี้หรือควรหาประสบการณ์ที่อื่นดี

ในที่สุดก็ตัดสินใจขอลาออก แต่พอแจ้งลาออก หัวหน้างานก็บอกว่ามีอีกตำแหน่งที่เป็นฝ่ายจัดซื้อ เพราะบริษัทเปลี่ยนนโยบายอยากให้มีวิศวกรไปอยู่ทีมจัดซื้อ เพื่อดูแลเรื่องสเปกวัสดุ เลยยังไม่ลาออก แต่ย้ายไปทำงานฝ่ายจัดซื้อ ถือว่าเป็นงานใหม่ที่ท้าทาย ต้องมานั่งทำงานประจำอยู่ออฟฟิศที่สีลม เวลานั้นเหมือนความทรงจำช่วงอยู่ญี่ปุ่นเริ่มกลับมา เริ่มนึกถึงเป้าหมายตอนอยู่ญี่ปุ่นที่อยากรีไทร์ก่อนอายุ 55 ปี แต่พอมาคิดว่าลำพังมนุษย์เงินเดือนคงยากจะถึงเป้าหมาย ต้องหาอะไรทำควบคู่ไปกับการทำงาน ทำให้เงินงอกเงย โดยที่งานประจำก็ยังทำได้ดี

นี่เป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุนหุ้น จากคนที่ไม่เคยลงทุนในตลาดหุ้น เริ่มมีพอร์ต เริ่มทดลองลงทุน ลองผิดลองถูก ตอนแรกๆ เน้นหุ้นปั่น มีได้กำไร แล้วก็มีเจ๊ง เรียกว่าเจ๊งเลย แต่ด้วยความที่ทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทญี่ปุ่น ทำให้มีหลักในการคิด ต้องชนะให้ได้ เมื่อทำไม่สำเร็จ ต้องวิเคราะห์ว่ามีปัญหาอะไรสักอย่าง คิดตามเหตุผลว่า ถ้าทำงานประจำ ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอตลอด ไม่เหมาะกับการลงทุนหุ้นแบบหวังเก็งกำไรระยะสั้น

หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนแนว ทำการบ้านอย่างหนัก เรียกว่ากลางวันทำงานบริษัท กลางคืนศึกษาเรื่องหุ้น ศึกษาหาหุ้นที่ราคาถูก แต่อีกไม่นานน่าจะมีข่าวดี ซื้อแต่หุ้นที่มีศักยภาพ พอร์ตก็ค่อยๆ พลิกฟื้น ทำกำไรให้เป็นกอบเป็นกำภายใน 2-3 เดือน ต่อมาก็ศึกษาต่อเนื่องและเลือกซื้อหุ้นที่ศึกษา ซื้อดักหน้าคนอื่น

เมื่อศึกษามากขึ้น ลงไปลึกก็รู้สึกว่าน่าจะถ่ายทอดวิธีการลงทุนแบบนี้ให้กับคนอื่น ก็เริ่มหาที่ปล่อยของ ตอนนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ก ก็หาที่โพสต์ เริ่มมีคนติดตาม แต่มีคนรัก ก็มีคนเกลียด แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากสิ่งที่เขียนไป ตอนนั้นก็รู้สึกว่าทำไปเพื่ออะไร เริ่มตั้งคำถามทำไมเว็บบอร์ดไม่ดูแลคนที่ให้ข้อมูลดีๆ เลย ก็เริ่มคิดว่า ถ้าสังคมไม่มี ก็สร้างขึ้นมาเอง ก็เป็นที่มาของการหันมาทำเว็บหุ้นสต็อคทูมอร์โรว์ ในแบบสังคมคนที่รู้เรื่องหุ้น แบ่งปันกัน เป็นคนมีคุณภาพ ไม่ใช่หลบๆ ซ่อนๆ แล้วเป็นสังคมที่ต้องนัดเจอกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

การแตกไลน์มาทำอะไรเป็นของตัวเอง ในขณะที่ยังทำงานประจำ สิ่งสำคัญคือ ต้องบริหารเวลาให้เป็น งานประจำต้องไม่เสีย ลงทุนหุ้นก็เติบโต เว็บไซต์ก็มีคนติดตามมากขึ้น คนที่มีอุดมการณ์เหมือนกันคุยกันเอง ส่วนตัวเองก็มีหน้าที่อัพเดทข่าวสรุปสถานการณ์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจบตอนเช้า ตอนเที่ยงก็สรุปว่า เช้าเกิดอะไรบ้าง ตอนกลางคืนก็เริ่มถ่ายทอดวิธีการลงทุน เรียกว่าอัพเดทเช้า กลางวัน กลางคืน

“ใครว่าเวลาซื้อไม่ได้ ตอนนั้นผมซื้อเวลาด้วยการซื้อคอนโดมิเนียมที่สีลม 5 นาที เดินถึงออฟฟิศ ทำให้เราสามารถบริหารเวลาให้มีประโยชน์สูงสุดได้ ตอนเช้าอัพเดท กลางวันแทนที่จะเสียเวลามารอกันกินข้าว เที่ยงปั๊บ กดลิฟต์ เดินกลับคอนโดมาอัพเดทข่าวสารตอนเที่ยง พอบ่ายก็เดินกลับไปทำงาน พอเลิกงานก็ติดตามข่าวสาร แล้วก็มาสรุป ถ่ายทอดวิธีการลงทุน อัพเดทข่าวสารต่างๆ” 

ป้อม-ปิยพันธ์ เล่าว่า ก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2551 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก เพราะตอนนั้นเกิดวิกฤตการเงินในยุโรปและอเมริกา หุ้นไทยตกจาก 900 จุด เหลือ 380 จุด ซึ่งช่วงเวลานั้นมีความมั่นใจในการลงทุนมาก จึงมองว่าเป็นโอกาสเข้าถึงหุ้นดีๆ ที่ตอนปกติเอื้อมไม่ถึง แต่ตอนนั้นราคาตกแบบถล่มทลาย เหมือนเอาสินค้าพารากอนมาวางแผงลอย ตอนนั้นเอาทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เดินไปถอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เก็บเงินมา 18 ปี มาลงทุนการลงทุนส่วนตัว มุมมองตอนนั้นมองว่า ถ้าซื้อแล้วไม่ขึ้นอีก 3-4 ปี ก็ไม่เดือดร้อน เพราะยังเป็นพนักงานประจำอยู่ แต่ถ้ามันขึ้นมา ชีวิตก็เปลี่ยนเลย

ปรากฏว่าผ่านไปแค่ปีเดียว ตอนปี 2552 ทุกอย่างกลับมา หุ้นไทยทะยานขึ้นเป็น 400 จุด จนถึง 800 จุด ตอนนั้นทำกำไรได้เกินกว่า 500% คิดเลยว่าเพียงพอแล้ว ตอนนั้นทำงานประจำมา 19 ปีแล้ว และสนุกกับการทำสต็อคทูมอร์โรว์มาก เลยขอลาออก

“ชีวิตหลังจากลาออกจากการเป็นพนักงานประจำ ก็อยากใช้ชีวิตแบบที่เรียกว่าสโลว์ไลฟ์ ตื่นสายๆ เที่ยงช็อปปิ้ง บ่ายเดินห้าง ดูหนัง มีความสุขมาก แต่ในความเป็นจริง ก็ทำแบบนี้ได้แค่ 2-3 เดือน ปรากฏว่ารู้สึกว่าไม่ใช่ เริ่มไม่สนุก เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย จากเดิมมีคนเข้ามาติดต่อคุยงาน แก้ปัญหางาน หรือต้องบินไปต่างประเทศเรื่องงาน หายไปเลย ก็เลยคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างป็นชิ้นเป็นอัน”

ตอนนั้นสต็อคทูมอร์โรว์ 4-5 ปี เลยคิดว่าจะทำให้ใหญ่ขึ้น คิดเรื่องทำสำนักพิมพ์ พอดีกับมีโอกาสได้เจอ แพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม พอได้คุยกัน ก็รู้สึกว่าเขาแนวคิดดี เลยลองชวนว่า ถ้าแพทสามารถเขียนหรือรวบรวมสิ่งที่เคยเขียนเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นมาให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์ ก็จะทำพ็อกเกตบุ๊กและจะไปเปิดตัวในงานมีตติ้งของสต็อคทูมอร์โรว์ที่จะมีขึ้นที่พัทยา ซึ่งพอแพทตอบตกลง ก็ลุยเลย นั่นเป็นหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์สต็อคทูมอร์โรว์

จากวันนั้นถึงวันนี้ ปัจจุบันสต็อกทูมอร์โรว์อายุ 10 ปีแล้ว ส่วนสำนักพิมพ์อายุ 5 ขวบ มีหนังสือออกมาประมาณ 50 เล่ม แบ่งเป็นสำนักพิมพ์สต็อคทูมอร์โรว์เน้นแนวลงทุน ส่วนสำนักพิมพ์ยูทูมอร์โรว์เน้นแนวแรงบันดาลใจ แนวพัฒนาตัวเอง ซึ่งไม่ใช่แค่ขายหนังสือ แต่สร้างให้คนเขียนเป็นไอดอลของคนอ่านด้วย นอกจากนี้ยังมีคอร์สสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุน มีจัดอีเวนต์เกี่ยวกับ ล่าสุดยังเปิดเว็บไซต์เกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ พร็อพทูมอร์โรว์ (prop2morrow)

จากการปลุกปั้นสต็อคทูมอร์โรว์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ ป้อม-ปิยพันธ์ ตั้งเป้าว่านับจากนี้จะปั้นให้สต็อคทูมอร์โรว์เป็นสถาบันให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องหุ้นและการลงทุนรูปแบบต่างๆ

นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมยุคที่ใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตในการขยายฐานคนอ่าน สำหรับผู้ที่มีความรู้และรู้จักถ่ายทอดความรู้จนแตกหน่อออกไปในหลายช่องทาง และรู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มจากความรู้นั้นในสังคมยุคดิจิทัล