ไหว้พระจันทร์ วันแห่งพลังหยิน

วันที่ 27 ก.ย. 2558 เวลา 15:07 น.
ไหว้พระจันทร์ วันแห่งพลังหยิน
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ทุกเทศกาลจีนมักมีนิยายเล่าประกอบ ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ไม่เว้น ว่ากันไปแล้วเทพนิยายวันไหว้พระจันทร์จัดเป็นเทพนิยายแอนตี้ฮีโร่ และมืดหม่น ไม่สวยงามแบบเทพนิยายดิสนีย์ แต่ออกแนวดาร์กนิดๆ คล้ายเทพนิยายกริมม์ฉบับดั้งเดิมก่อนเคลือบน้ำตาล และสีสันสดใส

(เหมือนเทพนิยายเรื่องอื่นๆ เทพนิยายเริ่มต้นที่) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลกอยู่กันอย่างสันติสุข จนเกิดเหตุโกลาหลเมื่อมีพระอาทิตย์ขึ้นมาถึง 10 ดวง สายน้ำเหือดแห้ง ต้นไม้เหี่ยวเฉา ผู้คนไร้อาหารและที่ให้ซุกซ่อนอาศัย สัตว์ป่าออกล่ามนุษย์

โฮ่วอี้ เทพบุตรผู้มีฝีมือในการยิงธนู จึงถูกอัญเชิญมาให้ช่วยเหลือโลก

โฮ่วอี้ ยิงธนูสอยพระอาทิตย์ตกไปทีละดวง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า โชคดีขณะมันมือน้าวเล็งดวงอาทิตย์ดวงสุดท้าย มีคนห้ามปรามให้เหลือไว้สักดวง เพื่อให้วัฏจักรธรรมชาติยังเป็นปกติ โฮ่วอี้หยุดมือทัน โลกกลับสงบสุขดังเดิม

คุณูปการไม่น้อย โฮ่วอี้ กลายเป็นวีรบุรุษของปวงประชา ผู้ปราบปรามความเดือดและความร้อนทั้งหลายก่อนหน้าหมดสิ้น ปวงประชาจึงยกโฮ่วอี้ขึ้นเป็นกษัตริย์

เรื่องควรจะจบอยู่เพียงเท่านี้ เพื่อให้เทพนิยายแฮปปี้เอนดิ้ง แต่กลับไม่เป็นดังนั้น เพราะเทพนิยายเล่าต่อว่า หลังโฮ่วอี้ได้เป็นฮีโร่ เป็นกษัตริย์ โฮ่วอี้เหลิงในอำนาจ ลุ่มหลงในสุราและนารี วางอำนาจบาตรใหญ่ ฆ่าคนตามอำเภอใจ กลายเป็นทรราชของปวงประชา

ลืมเล่าไปว่าโฮ่วอี้มาพร้อมกับภรรยาชื่อฉางเอ๋อ ซึ่งแน่นอนวีรบุรุษผู้กล้าย่อมคู่กับหญิงงาม ฉางเอ๋อก็เป็นหญิงงาม โฮ่วอี้ถึงสนุกสนานกับนารีอื่น แต่ใจยังรักฉางเอ๋อภรรยาเป็นที่สุด

ฉางเอ๋อนอกจากรูปงามแล้วยังจิตใจงาม เมื่อเห็นโฮ่วอี้กลายเป็นทรราชก็รู้สึกรันทดใจเป็นอย่างยิ่ง โฮ่วอี้รู้ดีว่าตัวเองคงไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบนัก ก็หาทางให้ตัวเองเข้มแข็งมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น ด้วยการไปขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่ซีหวางหมู่ที่เขาคุนลุ้น โดยไม่ลืมขอมาเผื่อให้ฉางเอ๋อภรรยาของตนด้วย

โฮ่วอี้ได้ยาอายุวัฒนะมาแสนดีใจ บอกกับฉางเอ๋อว่าจะให้ฉางเอ๋อ และตนคนละส่วน เพื่อจะได้อยู่บนโลกได้ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย เคียงคู่กันตลอดไป แต่ฉางเอ๋อกลับกลัวโฮ่วอี้จะทำให้ปวงประชาเดือดร้อนชั่วนิจนิรันดร์ กลางดึกจึงตัดสินใจขโมยยาอายุวัฒนะกินเองทั้งสองส่วน

ยาอายุวัฒนะกินส่วนเดียวเป็นอมตะ แต่กินสองส่วนได้สำเร็จเป็นเซียน ฉางเอ๋อจึงค่อยๆ ลอยล่องขึ้นไปประทับบนดวงจันทร์ ทิ้งโฮ่วอี้ไว้บนโลกพร้อมวัฏฏะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เวลาไหว้พระจันทร์ ก็คือไหว้เทพธิดาฉางเอ๋อนี่แหละครับ เทพธิดาฉางเอ๋อที่ช่วยให้โลกมนุษย์พ้นจากโฮ่วอี้ผู้นำทรราช

จังหวะฉางเอ๋อลอยขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ ใช่จะแฮปปี้เมื่อไหร่ ต้องจากทั้งคนรัก จากทั้งที่ที่เคยอาศัยไปโดดเดี่ยวอยู่บนนั้น เทพนิยายประจำเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่มีหลากหลายแขนงบางเรื่อง ก็แต่งให้ฉางเอ๋อมีกระต่ายหยกขึ้นไปเป็นเพื่อน

ด้านอารมณ์คงเป็นเพราะเมื่อเห็นพระจันทร์คงคิดถึงความเหงา คิดถึงสตรี และคิดถึงความสวยงาม อารยธรรมจีนถึงจินตนาการเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา

ด้านเหตุผลที่มาของพล็อตเรื่องโฮ่วอี้ ก็คงเป็นประสบการณ์ในชีวิตจริงของผู้นำที่ก้าวขึ้นมาในฐานะฮีโร่ แต่มักก้าวเกินไปเป็นทรราช ประวัติศาสตร์จีนก็เป็นเช่นนี้อยู่ไม่น้อย ฮ่องเต้หลายพระองค์ก้าวขึ้นบัลลังก์ด้วยฐานะฮีโร่ แต่กลับจบชีวิตลงด้วยฉายาทรราช

ฮ่องเต้ผู้กอบกู้แผ่นดินจีนที่เป็นตำนานหนึ่งของขนมไหว้พระจันทร์ก็คล้ายกัน

เมื่อปลายราชวงศ์หยวน ซึ่งปกครองโดยชนเผ่ามองโกล ชาวจีนทุกยากลำเค็ญ ต้องเป็นประชาชนชั้น 3 ชั้น 4 บนแผ่นดินตัวเอง ผู้คนเคียดแค้นชิงชังผู้ปกครองเผ่านอกด่านยิ่งนัก พยายามหาทางโค่นล้ม แต่ทำไงได้ อาวุธก็โดนริบเกลี้ยง ทหารราชวงศ์หยวนก็สอดส่องตลอดเวลา อาศัยพละกำลังน้อยนิดเข้าต่อต้านก็มีแต่โดนปราบปราม

เอ๊ะ แต่ถ้าทุกคนลุกฮือขึ้นพร้อมกัน ยังพอมีลุ้น

ก่อนยุคที่ผู้คนจะแชตกันด้วยไลน์ วอตส์แอพ หรือวีแชต ข้อมูลการสื่อสารที่ล่องหนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ยิ่งยากใหญ่ถ้าจะสื่อสารให้ทุกๆ คนรู้พร้อมกัน

แต่ขนมไหว้พระจันทร์ช่วยท่านได้

กลุ่มหัวขบวนกบฏต่อต้านราชวงศ์หยวน เขียนข้อความนัดหมายกันลุกฮือขึ้นต่อต้านชาวมองโกลสอดไส้ไว้ในขนมไหว้พระจันทร์ แล้วแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน เมื่อถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ชาวบ้านแกะขนมออกกินกัน ก็เป็นอันรู้กันว่าวันที่เท่าไหร่เวลาอะไรให้ลุกฮือขึ้น รวมพลังต่อต้านชาวมองโกล

ด้วยการสื่อสารล้ำยุคผ่านขนมไหว้พระจันทร์นี้เอง ชาวจีนจึงลุกฮือขึ้นพร้อมกันขับไล่ทหารมองโกลออกจากจีนได้สำเร็จ

แต่เอาเข้าจริง ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นไม่ได้หยุดที่ความพร้อมเพรียงกันขับไล่ชาวมองโกลเพียงอย่างเดียว กลุ่มกบฏหลากหลายกลุ่มยังไม่ยอมให้นิทานราชวงศ์หยวนจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะต่างไล่ล่าฟาดฟันกันอย่างนองเลือด โดยมีเป้าหมายคือเพื่อเป็นหนึ่งในแผ่นดิน

รบนองเลือดจีนกันเอง จนได้กลุ่มที่ชนะเด็ดขาดที่นำโดยจูหยวนจาง ผู้เคยเป็นขอทานมาก่อน

เมื่อจูหยวนจางได้เป็นหนึ่ง แรกเริ่มก็ปกครองได้ถูกใจปวงประชา เพราะเข้มงวดกวดขันกับข้าราชการเป็นอันมาก โดยเฉพาะกับสภาวะที่ชาวจีนโดนกดขี่จากผู้ปกครองชาวมองโกลมาก่อน และสภาวะที่ชาวบ้านถูกขุนนางกดขี่ จูหยวนจางล้วนเข้าใจดี ชาวจีนจึงเหมือนมีวีรบุรุษมายิงพระอาทิตย์ทั้ง 9

จูหยวนจางเข้มงวดกับการคอร์รัปชั่นของข้าราชการมาก โทษผิดติดสินบนเพียงเล็กน้อยก็ให้ตัดหัว เท่านั้นไม่พอ ยังแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้ถลกเอาหนังข้าราชการคอร์รัปชั่นมากทำเป็นผืนหนังรองนั่งผู้พิพากษา และหนังกลองที่ไว้ให้ชาวบ้านตีร้องทุกข์

ไปๆ มาๆ จูหยวนจางชักอาการหนัก ที่ว่าเข้มงวดกับข้าราชการไม่ให้คอร์รัปชั่น ไม่ให้รังแกประชาชน กลายเป็นผสมโรงการไล่ล่าฆ่าฟันคนที่ตัวเองระแวง สุดท้ายในช่วงบั้นปลายชีวิตเข้าสูตร “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ลูกหลานขุนพล ญาติขุนพล และเพื่อนขุนพล” ที่ต้องฆ่าเพื่อนร่วมรบของตัวเองทิ้งเกลี้ยงก่อนตาย แท้จริงก็เพราะต้องการเพื่อกำจัดบารมีที่อาจจะขึ้นมาท้าทายอำนาจของลูกของหลานตนให้หมดไป ให้อนาคตของแผ่นดินจีนเป็นของตระกูลตนนิรันดร์กาลเท่านั้น

ชาวจีนมีความเชื่อเกี่ยวกับระบบธรรมชาติว่า ธรรมชาติทั้งมวลประกอบด้วยพลังหยินและพลังหยาง พลังหยินคือพระจันทร์ คือความมืด คือดิน คือความเย็น คือเลขคู่ และคือสตรี ส่วนพลังหยางคือพระอาทิตย์ คือความสว่าง คือฟ้า คือความร้อน คือเลขคี่ และคือบุรุษ

หยินและหยางจะต้องสมดุล โลก ที่อยู่อาศัย ร่างกาย และจิตใจ จึงเป็นปกติ

เทศกาลไหว้พระจันทร์คือเทศกาลแห่งพลังหยิน สมาชิกที่เป็นผู้หญิงในบ้านจะเป็นคนตระเตรียมของเส้นไหว้ในเทศกาลนี้ และในสมัยโบราณบางยุคผู้ชายจะไม่เข้าร่วมเทศกาลนี้

จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ทั้งเทพนิยายประจำเทศกาล และเรื่องราวตำนานขนมไหว้พระจันทร์ ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องน่าเศร้าของอาการร้อนเกินเหตุ รุนแรงเกินเหตุ และชายที่บ้าพลังเกินเหตุ