นาทีชีวิต ชลภัสสรณ์ อัครนพวสุ หลังศาลพระพรหมระเบิด

วันที่ 20 ก.ย. 2558 เวลา 10:21 น.
นาทีชีวิต ชลภัสสรณ์ อัครนพวสุ หลังศาลพระพรหมระเบิด
โดย...นกขุนทอง-วิภาคย์ พูนพันธุ์ ภาพ ช่างภาพโพสต์ทูเดย์-บางกอกโพสต์/ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หลังจากประสาทสัมผัสรับรู้ได้ถึงแสงสว่างวาบเบื้องหน้า เธอสะดุ้งลืมตาขึ้น เพียงปราดเดียวที่แลเห็นด้วยหางตา คือ มีคนนอนอยู่ที่พื้นหลายคนบริเวณด้านในศาลพระพรหม เสียงดังกังวานที่ได้ยินนั้นเสียดแทงหัวใจสร้างความหวาดกลัว

17 ส.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.55 น. ได้เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณศาลพระพรหม หน้าโรงแรมเอราวัณ แยกราชประสงค์ ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

“ชลภัสสรณ์ อัครนพวสุ” คือคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นตาย ซึ่งค่ำคืนนั้นเธอคิดว่า ตัวเองจะตายเสียด้วยซ้ำ เพราะเลือดที่อาบตัว หากแต่เธอสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง ในวันที่ร่างกายและหัวใจเธอแข็งแรงขึ้น

ประชาชนเข้าสักการะพระพรหม วันแรกหลังจากเกิดเหตุระเบิด
ประชาชนเข้าสักการะพระพรหม วันแรกหลังจากเกิดเหตุระเบิด

 

พระพรหม คือ ที่พึ่งทางใจ

ในเวลา 1 เดือน ชลภัสสรณ์จะมาสักการะพระพรหม บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ประมาณ 1-2 ครั้ง แต่นับจากเธอย้ายที่ทำงานมาดำรงตำแหน่ง Assistant Vice President Retail Equities 1 บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เป็นเวลา 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสไปสักการะพระพรหม แม้ระยะทางมาจะง่ายและใกล้ขึ้น จนเมื่อวันหนึ่งจิตใจตกอยู่ในห้วงความทุกข์ หันหน้าไปทางไหนก็มืดมิดไปหมด แสงเดียวที่สว่างขึ้นในความรู้สึกคือ “ท่านท้าวมหาพรหม”

ชลภัสสรณ์จอดรถไว้ที่บริษัท ซึ่งอยู่ถนนวิทยุ เธอใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที ก็ถึงจุดหมาย

“วันนั้นก็ไม่ได้มีนัดกับใคร เลิกงานเร็วด้วย ใจก็รู้สึกอยากไหว้พระขึ้นมา เพราะช่วงนี้เรารู้สึกว่ามีทั้งเรื่องงาน และมีหลายๆ เรื่องที่ต้องคิด มันอยู่ในช่วงที่พอเราดาวน์เรื่องหนึ่ง มันก็จะมีเรื่องที่สองมา แล้วก็คิดว่าการที่เราเล่าให้ใครฟังสักคนอาจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีการนิ่งแล้วหาคำตอบในใจตัวเองดูดีกว่า แล้วสิ่งที่เป็นที่พึ่งทางใจก็คือพระ ในความคิดของเราพระพรหมคือผู้ลิขิตชะตาชีวิต แล้วปกติเราไหว้พระ คือ สุข ทุกข์ในใจอย่างน้อยเราบอกกับพระ เราบอกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับตัวเองคิดว่ามันจะมีคำตอบทีละข้อๆ ขึ้นมา เพราะว่าทุกอย่าง ผลที่มันเกิด มันเกิดจากเหตุ เราก็เลยเกิดความรู้สึกนั้น ต้องไปไหว้พระพรหม”

 

เย็นวันนั้นเธอเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ไปเองเช่นเคย เมื่อไปถึงก็ไหว้พระพรหมครบทั้งสี่ด้าน หน้าแรกคือประตูทางเข้า หน้าสองคือฝั่งถนนสุขุมวิท หน้าสามหันไปทางกำแพงโรงแรมเอราวัณ และหน้าสี่หันไปทางศาลานางรำ

“ไหว้เสร็จอยากสวดมนต์ ปกติจะวางดอกไม้แล้วนั่งตรงจุดที่วางระเบิด คือระหว่างหน้าที่ 1 กับ 2 แต่คนดูวุ่นวายก็เลยเข้าไปนั่งด้านใน ตรงใกล้ๆ กับช้างที่เขานำมาแก้บน ชิดกับกำแพงโรงแรมเอราวัณ นั่งบนม้านั่งหันหน้าไปหาพระพรหมหน้าที่ 3 พอดี ก็ถอดรองเท้า เราเป็นคนไทยนั้นคือความรู้สึกว่า เวลาไหว้พระทำบุญต้องตั้งใจทำ”

นะโม พุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ

มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา…

 

ชลภัสสรณ์นั่งหลับตาสวดมนต์บทจักรพรรดิ ของหลวงปู่ดู่

“ครูบาอาจารย์สอนว่า เราอยู่ที่ไหนต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ก็คิดว่าในเมื่อเรามีจิต เราก็ชวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แถวนี้มาสวดมนต์ถวายพระพุทธเจ้า โดยมีพระพรหมเป็นประธาน ปกติบทนี้จะสวดตามกำลังวัน อย่างวันจันทร์สวด 15 จบ ไม่กี่สิบนาทีก็จบ แล้วก็จะแผ่เมตตาต่อ”

สิ้นเสียงระเบิด

สัพเพ พุทธา สัพเพ ธัมมา สัพเพ สังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะยังพลัง...

 

ยังไม่ทันสวดบทแผ่เมตตาจบ ก็เกิดเสียงดังสนั่น มีลูกไฟสีส้มพุ่งตรงมายังหน้าสว่างวาบและดับแสงหายไป หลอดไฟกระจกร่วงกราวมาจากด้านบนหล่นใส่ศีรษะ เพียงเวลาไม่กี่วินาที เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นผู้คนกรีดร้องรับรู้ได้จากน้ำเสียงว่าตื่นตระหนกและเจ็บปวดทรมาน ผู้คนวิ่งอลหม่าน

ภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ราวกับในจอภาพยนตร์แอ็กชั่นล้างผลาญ แต่นี้มันคือเรื่องจริง เธอกำลังเผชิญกับชะตากรรมอะไรอยู่ก็ไม่รู้ และเมื่อเธอได้สติ ต้องวิ่งไปให้พ้นจากจุดนี้เท่านั้น

“เสียงดังมาก ไม่ได้คิดว่าเป็นระเบิด เข้าใจไปว่ากระถางธูประเบิด หรือไม่ก็หม้อแปลงระเบิด พอลืมตาขึ้นก็ตกใจวิ่งเลย ข้างๆ มีคนนอนบนพื้น วิ่งไปหาแสงสว่างคือฝั่งศาลานางรำ เพราะอีกฝั่งมืดหมดเลย ข้าวของทุกอย่างก็ทิ้งไว้วิ่งมาแต่ตัว เห็นผู้หญิงวิ่งมาเสื้อผ้าขาดหมดเหลือแต่ชุดชั้นใน ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เห็นแล้วว่าคนไปอยู่บริเวณศาลานางรำกันเยอะ คนที่นอนอยู่บนพื้นเราก็ไม่คิดว่าเขาตาย”

พระพรหม หลังซ่อมแซม บูรณะ จากเหตุการณ์ระเบิด
พระพรหม หลังซ่อมแซม บูรณะ จากเหตุการณ์ระเบิด

 

หลังจากที่สายตาปรับสภาพรับแสงได้ ชลภัสสรณ์ก็สังเกตเห็นเศษชิ้นเนื้อมนุษย์ได้ชัดเจน มองไปรอบๆ ทุกคนมีเลือดตามร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ตัวเธอเอง เสื้อสีเหลืองชุ่มไปด้วยสีชาด ขณะจิตนั้นใจประหวัดคิดไปว่า ฉันต้องตายแน่ๆ แล้วถ้าตายใครจะรู้ว่าเป็นใคร เพราะมาก็ไม่ได้บอกใครไว้เลย นึกได้เท่านั้น เธอจึงตัดสินใจวิ่งปรี่ไปจุดเดิมเพื่อเอากระเป๋า

เสียงร้องไห้ดังระงมมากขึ้น มองไปก็มีแต่คนบาดเจ็บ “ตอนนั้นบอกตัวเองว่า ตรงนี้อันตราย เพราะเสียงหลอดไฟชอร์ต เราไม่ได้ใส่รองเท้าด้วย ไฟชอร์ตตายแน่ๆ คนก็มาออกันตรงนี้ เราก็บอกคนจีนว่า เกตเอาต์ๆ บนตัวเราก็มีเลือด ใจไม่ดี ตอนนั้นไม่รู้ว่าแผลอยู่ตรงไหน รู้แต่ว่าหลอดไฟกระจกแตกหล่นใส่หัว”

ต้องออกไปจากตรงนี้ ออกไปให้ได้ คือสิ่งที่ชลภัสสรณ์คิดขึ้นได้และทำเดี๋ยวนั้น

กระเช้าพระราชทานจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
กระเช้าพระราชทานจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

 

น้ำใจ ‘ดับ’ ฝันร้ายจากไฟระเบิด

เมื่อพ้นจากบริเวณด้านในศาลพระพรหม สิ่งแรกที่เธอนึกขึ้นได้คือโทรหาคนในครอบครัว เล่าไปพลางร้องไห้ จากนั้นชลภัสสรณ์ต้องรีบไปหาหมอก่อนที่จะสิ้นสติ เพราะอ่อนแรงจากแรงระเบิดที่พุ่งมาปะทะ ซึ่งเธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำในขณะนั้น ประจวบกับตกใจงงงวยในเหตุการณ์

“มองหาคนช่วย เจอวินมอเตอร์ไซค์ ดีใจมาก พี่ค่ะ พี่ช่วยหนูหน่อยได้ไหม ยกมือไหว้คนขี่มอเตอร์ไซค์ บอกให้พาไปโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เขาก็พาไป ตอนนั้นเราไม่อยากอยู่ใกล้ๆ แถวนี้ มองไปตอนนั้นโรงพยาบาลตำรวจไฟก็ดับ โชคดีได้พี่คนขับใจดี เขาเห็นเราเลือดเต็มตัวเลย ก็พยายามขับซอกแซกให้ มีอีกคนขี่มอ’ไซค์ ก็มาช่วยนำทางบีบแตรขอทางรถยนต์เปิดทางให้เราไปได้สะดวก ซึ่งเขาเห็นแล้วมาทำให้เอง ไม่ได้มีใครขอเลย

“เหลือบไปก็เห็นแผลที่แขนเขา ก็คิดว่าเขาก็คงเป็นคนเจ็บคนหนึ่งเหมือนกัน พอเข้าไปโรงพยาบาลบอกว่าโดนระเบิดมา เจ้าหน้าที่ยังงงกันอยู่เลย เรารู้สึกว่าเราเครียด ที่บ้านเราก็เริ่มโทรเข้ามาแล้วตอนนี้ เขาก็ตรวจแผลเราว่ามีตรงไหนบ้าง เพราะเลือดเต็มไปหมด ที่เท้ามีเศษกระจกเยอะมาก เจ้าหน้าที่ก็พาไปเอกซเรย์ ปรากฏว่าเลือดที่เห็นตามตัวเราเป็นเลือดคนอื่นที่กระเด็นมา เลือดเรามีบ้างจากการโดนสะเก็ดระเบิด กระจกที่แตก”

รับมอบดอกไม้พระราชทานจากผู้แทน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รับมอบดอกไม้พระราชทานจากผู้แทน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ชลภัสสรณ์พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 4 วัน “โชคดีที่อยู่เมืองไทย ได้เห็นความเอื้ออาทรของคนไทย ตอนนอนโรงพยาบาลคนมาเยี่ยมกันทั้งบ้านเลย เพื่อนสนิทก็มานอนเป็นเพื่อน คนที่ไม่เจอกัน 10 กว่าปีก็มาเยี่ยม เพื่อนบริษัทเก่าๆ ก็ทยอยมาเยี่ยม มันทำให้เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องของความใส่ใจนะ และคนป่วยต้องการกำลังใจ เพราะถ้าเรานอนคนเดียวเราอาจจะคิดมาก เพราะตอนกลางคืนเรารู้สึกแย่นอนไม่ได้ และได้รู้สึกว่าความรักดีๆ มีอยู่รอบๆ ตัว”

นอกจากนี้ ชลภัสสรณ์ยังได้รับดอกไม้พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระเช้าพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขนมพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดอกไม้จากนายกรัฐมนตรี

“จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่รู้สึกดีมากๆ ก็คือได้ดอกไม้จากในหลวงค่ะ ขนมจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และกระเช้าจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ถือว่าเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณที่ท่านส่งมาเยี่ยม แล้วก็รู้สึกว่าท่านไม่ทอดทิ้งค่ะ ส่วนค่ารักษาที่เกินจากประกันไปเก็บที่วังได้ ในหลวงท่านช่วยประชาชน รัฐบาลช่วยไม่เกินสามหมื่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยช่วยห้าพันบาท ของกรุงเทพมหานครได้สองพัน ตอนนี้พี่มีค่ารักษาใช้ไปหกหมื่นกว่าบาท แต่ยังไม่รวมการรักษาต่อเนื่องนะคะ แต่ตรงนี้ยังมีผู้ประสบเหตุหลายคนยังไม่รู้ว่า ค่ารักษาที่เกินนั้นสามารถส่งเข้าไปในวังได้ บางคนไม่รู้ด้วยว่าต้องไปรับเงินจากรัฐบาลได้ที่ไหน”

ดอกไม้จากท่านนายกรัฐมนตรี
ดอกไม้จากท่านนายกรัฐมนตรี

 

นาทีความเป็นความตาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกินเวลาไม่กี่สิบนาที แต่ชลภัสสรณ์จดจำรายละเอียดทุกอย่างได้แม่นยำ “เราสวดมนต์ก็เลยมีสติ รวมกับเราหลับตา เพราะถ้าลืมตา มีสิทธิตาบอดเพราะแสงระเบิดเข้าตา แล้วโชคดีที่ตำแหน่งที่นั่ง อยู่ตรงกับหน้าองค์พระพรหม ท่านบังเราหมดเลย ถ้าตอนนั้นนั่งเอียงขวาหรือซ้ายนิดเดียวก็คงจะแย่ หรือถ้านั่งคุกเข่าก็คงไปเหมือนผู้หญิงคนนั้น ที่ล้มลงไปกับพื้นเลย ตอนนั้นก็ยอมรับว่าช็อก ช็อกมาก เห็นคนนอนเลือดท่วม เห็นชิ้นเนื้อเต็มไปหมด แต่สติก็คืนมา เพราะเราต้องเอาตัวให้รอดจากตรงนี้ให้ได้ ออกมาได้ร้องไห้เลย ตอนนั้นรู้สึกว่าสติเสีย ว่าจะทำยังไงดี ทำอะไรไม่ถูก ขนาดเราอยู่ตรงนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น”

เธอโชคดีที่ไม่บาดเจ็บสาหัส แต่บนเนื้อตัวก็ยังมีร่องรอยของระเบิดฝังจารึกไว้บนตัว “ที่มือเป็นแผล มีจุดที่เย็บ 6 เข็ม กับ 2 เข็ม ที่แขนขวามีสะเก็ดระเบิดฝัง แพทย์ไม่ผ่าตัดออกเพราะใกล้กับกระดูกและเส้นประสาท คือต้องรอให้แผลมันอักเสบ ค่อยผ่าออก ที่แผ่นหลังเป็นรอยขีดข่วนเต็มหมดเลย เกิดจากเศษกระจกบาด หลังมือเนื้อปูดขึ้นมา แพทย์บอกเส้นเลือดโดนกระแทกแรง เป็นผลที่ตามมาจากแรงระเบิด ถึงตอนนี้ยังเจ็บตามร่างกายอยู่ ใครห้ามโดนตัวแรงๆ เด็ดขาด ตัวยังเขียวอยู่ คือข้างในบอบช้ำ แต่ยังโชคดีที่หัวไม่แตก แต่หูกับหัวปวดมาก ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง เขาบอกว่าส่วนมากคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะมีอาการหูดับกัน ถือว่าเราไม่ได้เยอะมากถ้าเทียบกับคนอื่น แต่ได้ยินเสียงดังจะปวดเจ็บจี๊ดขึ้นมา และได้ยินเสียงดังก็ยังผวาตกใจอยู่”

หลังผ่านพ้นนาทีชีวิตที่เฉียดเข้าใกล้ความตายสุดๆ ชลภัสสรณ์ได้ข้อคิดว่า ชีวิตนี้ไม่แน่นอน

“ก็ย้อนกลับมาได้ว่า ถ้าฉันตายไป ฉันจะมีบุญพอไปทางไหนได้บ้าง ฉันมีเกราะของฉันได้แค่ไหน แล้วถ้าวันนั้นไม่ได้นั่งสวดมนต์ แล้วเดินไปจะเป็นอย่างไร แต่มันก็ย้อนอะไรไม่ได้  ทุกวันนี้เวลาเป็นของมีค่า เพราะฉะนั้นเวลาอยู่กับใครอย่าพยายามทำผิด ทำผิดให้น้อยที่สุด อย่าทำร้ายใคร เพราะไม่รู้พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราย้อนกลับมาไม่ได้ เราต้องทำทุกวันให้กลายเป็นวันที่มีความสุขที่สุด อย่างน้อยถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา เราก็ไม่เสียใจ อีกอย่างคือชีวิตมันสั้นนะ เหตุการณ์นี้ทำให้คิดว่า เวลาไปไหนควรจะบอกใครสักคนนะ”

พระพรหมได้รับความเสียหายบริเวณคาง
พระพรหมได้รับความเสียหายบริเวณคาง

 

หลังจากสุขภาพแข็งแรงขึ้น ชลภัสสรณ์ก็ไปทำบุญตามวัดต่างๆ “รู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่ ปกติชอบทำบุญค่ะ มีโอกาสก็จะไปหล่อพระ ทำโรงทานบ้าง ชอบงานอาสา ตรงนี้อาจจะดูเพ้อเจ้อนะ แต่มันเป็นตัวสนับสนุนเราว่าบุญมีจริง เพราะทำให้เรารู้สึกว่าเรารอดมาได้ หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ไปทำบุญค่ะ ไปกราบพระที่อยุธยา ไปร่วมสร้างโบสถ์ แล้วก็ไปทำบุญคนยากไร้”

วันที่ 17 ส.ค. 2558 ชลภัสสรณ์ไปไหว้ศาลพระพรหม เพราะมีเรื่องไม่สบายใจ แต่โชคชะตากลับเจอกับเหตุการณ์ระเบิด หากแต่ผ่านวันนั้นมาได้ วันนี้เธอได้คิดว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมามันเล็กมาก มันเสียเวลาที่จะคิด คิดถึงชีวิตพรุ่งนี้ดีกว่า ก็เลยเกิดความคิด Good bye yesterday Hello tomorrow ความรู้สึกว่าอะไรที่แก้ไม่ได้ก็ตัดมันทิ้ง เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างมันดีขึ้น เป็นเพราะจิตเราไปจับที่ทุกข์ การที่เรามีชีวิตคือสิ่งที่ดี ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราก็สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง”

อีกสิ่งหนึ่งที่ชลภัสสรณ์อยากทำ คือ “จะไปไหว้พระพรหมค่ะ จะไปขอบคุณท่าน เพราะท่านชี้ให้เรารอด เพราะท่านช่วย ถ้าเราไม่นั่งตรงนั้นก็อาจไม่รอด อย่างน้อยครั้งนี้ท่านเลือกให้เราอยู่ แล้วเราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ท่านเลือกให้ เราจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป เวลาเป็นสิ่งมีค่า”

 

 

 

ดอกไม้พระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต