พรทิพย์ สกิดใจ กับบทบาทคุณแม่ฟูลไทม์

วันที่ 03 มิ.ย. 2558 เวลา 10:01 น.
พรทิพย์ สกิดใจ กับบทบาทคุณแม่ฟูลไทม์
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

ถึงจะเริ่มรับงานพิธีกรให้แฟนๆ หายคิดถึงบ้าง แต่ เอ๋-พรทิพย์ สกิดใจ ยังยืนยันว่า ตอนนี้เธอรับหน้าที่เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ คอยดูแล น้องภู-ภูดิศ สกิดใจ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแบบเต็มตัว ใครที่ตามไอจีของเอ๋ จะเห็นว่ารูปและวิดีโอของน้องภูกินพื้นที่กว่าครึ่งบนโลกไซเบอร์ของคุณแม่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องความใกล้ชิดไม่ต้องสงสัย แต่เอ๋จะมีวิธีเรื่องลูกอย่างไร ต้องติดตามในย่อหน้าถัดไป“เอ๋เลี้ยงลูกแบบปกติเลย ไม่มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น แต่ยอมรับว่าเราเลี้ยงแบบค่อนข้างมีแบบแผน โดยเฉพาะเรื่องโภชนาการ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษว่าวัยนี้ควรจะกินอะไร ไม่ควรกินอะไร เพราะเราเน้นเรื่องสุขภาพและการเจริญเติบโตของเขา ไม่อยากให้ลูกเสี่ยงไปเจออะไรที่ไม่ควรเจอในตอนนี้ ที่เหลือก็เน้นเสริมทักษะพัฒนาการหลายๆ อย่างที่เขาควรจะได้รับ”

เอ๋ บอกว่า ช่วงเตรียมตัวเป็นคุณแม่ อ่านหนังสือเลี้ยงลูกบ้าง แต่ไม่เลี้ยงลูกแบบอิงตำรา เพราะทฤษฎีกับชีวิตจริงคนละส่วนกัน เอ๋บอกว่าแค่อ่านเอาเป็นแนวทางเฉยๆ ว่าช่วงวัยนี้ลูกของเราจะเป็นแบบไหน จะได้พอคาดเดาได้ว่าจะเจออะไรบ้าง

 

“เอ๋สังเกตว่าพัฒนาการของน้องภูเร็วกว่าปกตินะ หมายถึงมากกว่าที่ในตำราเขียน เราไม่ได้บอกว่าลูกเรามีพัฒนาการเร็วกว่าเด็กคนอื่นนะ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เราสังเกตจากลูกเรามันไม่เหมือนที่เขียนไว้ในตำรา 100% ซึ่งสำหรับเอ๋พอใจกับพัฒนาการของลูกเราว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเค”

นอกจากสังเกตพัฒนาการของลูกแล้ว คุณแม่คนเก่งยังไม่ลืมช่วยเสริมพัฒนาการของลูกด้วยการพาไปเข้าคอร์สเรียนต่างๆ เอ๋บอกว่าตั้งแต่น้องภูยังไม่ 1 ขวบดี ก็พาไปเรียนว่ายน้ำ ไปเข้าคลาสร้องเพลง โตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มให้ไปเข้าคลาสที่ได้ออกกำลังกาย ไปเตะบอล จุดประสงค์หลัก เอ๋บอกว่าอยากเปิดโลกให้กับลูก ที่ไม่ได้มีแต่พ่อแม่และคนในครอบครัว

“เอ๋ว่าเขายังไม่รู้เรื่องหรอกว่าเราให้เขาไปเรียนอะไร แต่สิ่งที่เขาได้คือได้เข้าสังคม เมื่อก่อนน้องภูเป็นเด็กที่กลัวคน โลกของเขาแคบ เจอแค่คุณพ่อคุณแม่ คุณยาย แต่พอเขาก้าวออกไปข้างนอก ไปเจอคนอื่น คนแปลกหน้า เขาจะออกอาการกลัว ไม่สนุกเท่าเวลาอยู่ในโลกส่วนตัวที่บ้าน แต่พอเราเริ่มพาเขาออกไปข้างนอกบ่อยๆ ไปเจอคนอื่น มันทำให้เขาเห็นว่า โลกนี้มีอะไรอีกเยอะที่จะต้องเรียนรู้ ยิ่งพอออกไปข้างนอกเจอสังคม พัฒนาการของเขาก็ยิ่งวิ่งปรู๊ดเลย”

 

เอ๋ บอกว่า โชคดีที่เธอเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ อยู่กับลูกตลอด เลยสังเกตความผิดปกติ (เรื่องกลัวการออกไปอยู่ในสังคม) ของน้องภูได้เร็ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เธอไม่ได้ให้เขาออกมาข้างนอกบ่อยๆ บางที 4-5 เดือนถึงออกมาหาคุณหมอครั้งหนึ่ง เพราะคุณพ่อ (ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ) ไม่อยากให้ออกจากบ้าน กลัวเขาไปเจอกับเชื้อโรค แล้วร่างกายมีภูมิต้านทานไม่พอ เสี่ยงต่อการที่จะติดเชื้อ

“แต่เอ๋ก็ยังเบาใจเพราะคุณหมอบอกว่าเด็กเป็นแบบนี้ทุกคน เพราะโลกที่ปลอดภัยของเขาคือมีพ่อแม่ คนที่เคยเห็นทุกวัน แต่พอเริ่มไปโรงเรียน ออกไปทำกิจกรรม เขาก็จะเปลี่ยนไป”

ถามว่าทุกวันนี้คุณแม่บริหารเวลาส่วนตัวกับการเลี้ยงลูกอย่างไร เอ๋บอกว่า เมื่อก่อนมีพี่เลี้ยง 80% ของเอ๋คือลูก มีเวลาส่วนตัวบ้าง แต่ตอนนี้ไม่มี เลยต้องทุ่มเวลาทั้งหมดให้เขา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เราแค่เอาเขามาอยู่ในโลกของเรา ไปไหนไปด้วยกัน กินอะไรก็กินด้วยกัน เพราะตอนนี้เขาก็เริ่มโตขึ้นแล้ว

สำหรับเรื่องเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคุณพ่อป๋อกับคุณแม่เอ๋ใครดุกว่ากัน เอ๋ตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า “เอ๋ค่ะ”

 

“พี่ป๋อมาสายตามใจลูกมาก เพราะเขาทำงานเยอะ ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับลูก ฉะนั้นพี่ป๋อจะขอว่าเวลาที่เขาอยู่กับลูกเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข จะไม่ดุลูก เอ๋บอกโอเค ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอ๋จัดการเอง เพราะต้องมีสักคนที่คอยปรามเขาบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวเอาแต่ใจ ตอนนี้เขาเริ่มรู้แล้วว่าพ่อจะตามใจมากกว่าแม่ เขาจะเข้าหาพ่อเวลาที่อยากได้อะไร เอ๋ก็มีตกลงกับพี่ป๋อเหมือนกันนะว่าถ้าตัดสินใจไปแล้วว่าไม่ อย่าขัดกัน แต่ก็ขัดอยู่ดี (หัวเราะ) เราก็ไม่ซีเรียสอะไร เพราะเขาก็ยังเด็ก”

ถามว่าเอ๋เป็นคุณแม่สายโหดเลยมั้ย เอ๋บอกว่า เวลาดุน้ำเสียงจะเปลี่ยน เสียงเข้มขึ้น น้องภูก็จะหยุดนะ แต่เดี๋ยวนี้เขาเริ่มชินก็ไม่ค่อยฟัง พี่ป๋อก็เลยมีมาตรการเข้ามุม (Corner) ให้ไปอยู่ในมุมเพื่อสงบสติอารมณ์ 30 วินาที

“พี่ป๋อบอกว่าตอนนี้เริ่มฝึกน้องภู ถ้าทำผิดต้องเข้าไปอยู่ในคอร์เนอร์ แต่มุมนี้ต้องอยู่ในสายตาพ่อแม่ พี่ป๋อบอกกำลังเริ่มฝึก เขาบอกเขาทำได้ แต่เอ๋ยังไม่เคยเห็นนะ เอ๋เองก็ยังไม่เคยใช้วิธีนี้ลงโทษลูก แต่เอ๋เชื่อว่าน้องภูเขารู้นะ เพราะพี่ป๋อบอกว่า เวลาที่เขายืนอยู่ตรงที่มุมเสา เขาจะร้องไห้ ผ่านไป 30 วินาที ก็วิ่งมาหาพี่ป๋อ บอกขอโทษครับๆ”

สำหรับอนาคตของลูก เอ๋ไม่คาดหวัง ไม่รู้ด้วยว่าเขาจะชอบอะไร จะเรียนอะไร จะเป็นอย่างไรตอนโต ไม่อยากจะคิดไว้ล่วงหน้าว่า โตมาอยากให้ลูกเป็นหมอหรือเป็นอะไร ให้เขาเลือกเอง เพราะเราก็ย้อนมองตัวเองตอนเป็นเด็กว่าไม่อยากให้ใครบังคับ ลูกเราก็คงเป็นเหมือนเรา

สุดท้าย เอ๋ทิ้งท้ายว่า การเป็นแม่เปลี่ยนชีวิตเอ๋ไปอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญคือ เรื่องความรับผิดชอบและการเสียสละ

“การรับผิดชอบชีวิตเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ต้องเสียสละแบบ 100% เอ๋ต้องรับละครน้อยลง งานไหนที่ดึกก็ไม่รับ เพราะเราต้องเอาลูกเข้านอน แต่ทุกอย่างที่ทำเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ของแม่คนหนึ่ง”