ห้วงเวลาเกือบตาย ของชายบนหลังอาน...

วันที่ 31 พ.ค. 2558 เวลา 10:27 น.
ห้วงเวลาเกือบตาย ของชายบนหลังอาน...
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จู่ๆ แสงหนึ่งก็วูบขึ้นที่ปลายหางตา วินาทีนั้นทุกสิ่งลอยเคว้งรวมไปถึงตัวเขาและจักรยานคู่ใจ เจ้าของแสงไฟกำลังเหยียบมิดไมล์หนีอย่างสุดชีวิต ทิ้งร่างของชายคนหนึ่งนอนไร้สติเลือดนองอยู่บนถนน เวลานี้มีเพียงดวงจันทร์เท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายเคราะห์ร้าย...

ตื่นจากฝันร้ายๆ

หลังได้รับการช่วยเหลือจากอาสากู้ภัยนำตัวส่งยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ด้วยสภาพร่างกายที่โชคไปด้วยเลือด สภาพดูเหมือนคนไร้ลมหายใจเข้าไปทุกขณะ หลายๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ไม่มีใครคาดไกลไปถึงว่า ชายหนุ่มผมยาวจะรอดชีวิต เพราะดูจากสภาพที่เกิดเหตุ สันนิษฐานได้ว่ารถจักรยานถูกพุ่งชนด้วยความเร็วร่วมร้อยบนถนนหลวงยามวิกาล ก่อนชนเข้าอย่างจังโดยไร้ซึ่งรอยเบรก และขณะเดียวกันก็ไร้ซึ่งความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

นับตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2552 หลายวันผ่านไป ยามนี้ญาติพี่น้องยังไม่ได้ข่าวคราวของคนที่นอนเจ็บอยู่ในห้องไอซียู เจ้าตัวยังคงอยู่ในนิทรา สภาพทั้งตัวถูกพันด้วยผ้าพันแผล เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าทั้งสองข้างหัก ท่อนขาบนมีอาการร้าว ซี่โครงด้านซ้ายหักทิ่มเข้าที่ปอด สภาพใบหน้าบวมช้ำจนไม่เหลือเค้าหน้าเดิม และที่สำคัญสมองเขาถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก ชายหนุ่มที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน เข้ารับการผ่าตัดอยู่หลายครั้งหลายหน เรียกว่าสภาพไม่น่ารอด จนคุณหมอได้แต่ภาวนาให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับชายที่นอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า 

นานเป็นเดือนที่เขานอนนิ่งอยู่ในไอซียู ก่อนที่เทพีแห่งโชคจะเข้ามาจุมพิตอวยพร ยามนี้ญาติพี่น้อง เพื่อน และลูกศิษย์ที่ทยอยกันเข้ามาเยี่ยมต่างได้รับข่าวดีกันเรื่อยๆ เมื่อรู้ว่าอาการของช่างภาพมืออาชีพอย่าง อาจารย์หน่อง-จตุรงค์ หิรัญกาญจน์ ดีขึ้นตามลำดับ เขาเริ่มรู้สึกตัว กระทั่งรักษาอยู่นานเป็นปีร่างกายถึงกลับมาคล้ายปกติอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นทั้งคนที่โชคร้ายและโชคดีในวินาทีเดียวกัน โชคร้ายตรงที่ถูกชนแล้วหนีต้องนอนสาหัสอยู่โรงพยาบาล และโชคดีตรงที่เจ้าตัวเป็นนักกีฬาที่มีร่างกายแข็งแรงและในวันที่เกิดอุบัติเหตุได้สวมอุปกรณ์ป้องกันไว้ทุกส่วน ซึ่งอาจารย์หน่องบอกถึงช่วงชีวิตของเขาเวลานั้นว่าคล้ายได้ตื่นจากความฝัน ความฝันที่แสนโหดร้าย…

 

“ทุกอย่างดับวูบ เราจำเหตุการณ์หลังจากนั้นไม่ได้เลย เพราะนอนไม่รู้สติอยู่เป็นเดือน แต่คนในครอบครัวเล่าให้เราฟังว่าสามวันแรกที่โดนชน ไม่มีใครรู้เลยนะว่าเราหายไปไหนคือสาบสูญไปเลย น้องสาวก็เข้าแจ้งความ ตำรวจก็เช็กให้จนรู้ว่าเราอยู่ที่ห้องไอซียูที่วชิรพยาบาล สภาพตอนนั้นที่คุณหมอกับครอบครัวบอกกับเราคือไม่น่ารอด ตัวมีแต่รอยผ่าเต็มไปหมด ตามองไม่เห็น สมองเบลอ พูดไม่รู้เรื่อง เหมือนคนฟั่นเฟือน มีอาการคลุ้มคลั่งอยู่ตลอดเวลา

 คือถ้าร่างกายฟื้นมาทุกคนก็ไม่มีใครคิดว่าเราจะกลับมาเป็นปกติ คิดว่าดีที่สุดเราคงจะต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต ก็อยู่ในอาการเบลอแบบนั้นจนได้รับอนุญาตให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน ช่วงนั้นก็ได้แต่นอนบนเตียง ไปไหนมาไหนก็นั่งบนรถเข็นเพราะเฝือกเต็มตัว สมองก็ยังไม่ปกติสักที รักษาอยู่ที่บ้าน 6 เดือน เราถึงพอมีความรู้สึกว่าจำอะไรได้บ้าง เริ่มพูดรู้เรื่องบ้าง”

 

อาจารย์หน่องเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีก่อน แม้จำได้ไม่หมดทุกความรู้สึกและทุกวินาที แต่ก็ทำให้เห็นภาพของความน่ากลัวที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้ชัดเจน และแทนที่จะรู้สึกหวาดกลัวการปั่นจักรยาน ทว่าเจ้าตัวกลับทำมันอีกครั้งทั้งยังทำมันอย่างบ้าคลั่ง

จุดเริ่มต้นบนหลังอาน

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน อาจารย์หน่องในเวลานั้นทำงานเป็นช่างภาพอิสระ และด้วยเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวแบบลมโกรกหน้า เจ้าตัวที่ผูกพันกับการปั่นจักรยานมาตั้งแต่เด็กจึงเลือกไปไหนมาไหนด้วยจักรยาน เรียกได้ว่ามีโอกาสก็จะปั่นไปไหนมาไหน อารามเป็นฮิปสเตอร์ยุคแรกที่มักชอบโบกรถแบกจักรยานไปทั่ว  เรียกได้ว่าชอบเดินทางเผชิญโลกมากๆ ถึงขนาดแบ็กแพ็กเกอร์ตะลอนทั่วยุโรป และเคยถึงกับมีความคิดจะปั่นจากยุโรปมาเมืองไทยเพื่อเก็บภาพทำหนังสือ แต่ความคิดนั้นก็มีอันต้องจบลงเพราะพิษของสงครามคูเวต

 

“ตอนเราจะเริ่มปั่นจากยุโรปสงครามคูเวตเพิ่งเกิด เราคิดว่าถ้าปั่นคนเดียวมันคงเสี่ยงเกินไป ก็ตัดสินใจบินกลับมาไทย แล้วก็หยุดเดินทางอยู่พักใหญ่เลย แล้วความที่เป็นนักเดินทางพอมาอยู่เมืองไทยเราก็ไปสนิทกับชาวต่างชาติคนหนึ่ง ซึ่งมันบอกกับเราว่ายูไปซื้อจักรยานมาปั่นกับไอสองคนไหม เราก็เฮ้ย! เข้าทางซิวะ เพราะตอนนั้นในเมืองไทยมันมีคนปั่นจริงจังไม่มาก ทริปแรกเลยเราก็นั่งรถไฟไปราชบุรีตอนนั้นก็ได้รถจักรยานวิบากมาคันหนึ่งแล้ว ด้วยความที่ความรู้ยังมีไม่มากว่าคนที่จะปั่นวันละ 80 กิโลเมตร มันต้องซ้อมก่อนให้เข้าที่ วันแรกเราปั่นไปสวนผึ้งไปตั้งแต่ 10 โมง ถึงสวนผึ้งประมาณเกือบมืด คือด้วยความที่ไม่ได้ซ้อมมาก่อนมันเหนื่อยมากเลยนะ (หัวเราะ) พอถึงที่ก็โยนจักรยานทิ้งเลย ข้าวปลาไม่กิน กลางเต็นท์นอนเลย”

ทริปแรกครั้งนั้นที่เมืองไทยถือเป็นการปั่นที่ยาวและไกลที่สุดของอาจารย์หน่อง แม้ตัวจะเหนื่อยล้า แต่เจ้าตัวกลับชอบอารมณ์ความรู้สึกที่ได้อยู่บนหลังอาน เรียกได้ว่านี่คือตัวตนของรักอิสระ กลับจากทริปนั้นเจ้าตัวมุ่งมั่นซ้อมทุกวัน และการปั่นจักรยานก็เข้าไปอยู่ในหัวใจ จะเดินทางไปเหนือหรือล่องใต้เขาก็มีมันอยู่ข้างกายเสมอ เรียกได้ว่าจริงจังมากถึงขนาดมีจักรยานจอดอยู่ในบ้านเป็นสิบๆ คัน

 

ทริปแล้วทริปเล่า เจ้าตัวในห้วงวัยปลายสามสิบ ยิ่งหลงรักการเดินทางด้วยจักรยาน เพราะสองข้างทางที่เจอล้วนมีเรื่องราวให้เสาะหา

“คือนอกจากที่บอกว่าเสน่ห์ของจักรยานคือการได้พาตัวเองออกไปท่องเที่ยวให้ลมปะทะหน้า อีกอย่างที่สำคัญคือมันเป็นการออกกำลังกาย แล้วมันยังช่วยประหยัดค่าน้ำมันช่วยโลกร้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักปั่นทุกคนเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ด้วยข้อดีเท่านี้ มันก็ทำให้เราปั่นจักรยานมาเป็นสิบๆ ปีเลยนะ เรียกได้ว่าหลงรักเลย เราก็เริ่มมีกลุ่มมีเพื่อนที่รักการปั่นเหมือนกัน”

 

จากคำบอกกล่าวก็คงจะจริงดังว่า เพราะดูได้จากรูปร่างของอาจารย์หน่องถึงยามนี้อายุจะ 51 ปี แต่หุ่นยังดูดีดูล่ำฟิตยิ่งกว่าคนหนุ่มเสียอีก หน้าตาก็ดูสดใส รอยยิ้มดูอิ่มสุข ซึ่งแทบดูไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้ คือคนเดียวกันกับนักปั่นคนนั้นที่เกือบตายในเหตุการณ์ชนแล้วหนีในครั้งนั้น

ปั่นไปข้างหน้าเพื่อเลี้ยงหัวใจที่อ่อนแอ

หนึ่งปีผ่านไปหลังจากเหตุการณ์เลวร้าย เจ้าตัวพอจะไปไหนมาไหนด้วยตัวเองได้บ้าง แทนที่จะใช้ชีวิตแบบทะนุถนอม แต่อาจารย์หน่อง เมื่อเห็นว่าร่างกายเริ่มขยับได้ดั่งใจบ้างแล้ว เขาจึงเข้าไปถามคุณหมอกระดูกเลยว่า ผมปั่นจักรยานได้ไหมครับหมอ! เท่านั้นแหละ พอคำว่าได้ออกจากปากคุณหมอ เจ้าตัวตื่นเต้นอย่างลิงโลด ซึ่งอาจารย์หน่องอธิบายไว้เพียงคำสั้นๆ ว่า โคตรดีใจ วันรุ่งขึ้นพี่ท่านเลยรีบเอาจักรยานมาค่อยๆ ปั่นเบาๆ ตามที่คุณหมอสั่ง

 

“พอเราได้ปั่นจักรยานอีกครั้ง เรามีความสุขมากเลยนะ เพราะเหมือนชีวิตเราไม่ได้หายไป แม้จะไม่เต็มร้อยในบางเรื่องเราก็ไม่แคร์เรื่องอื่นแล้ว เชื่อไหมว่าเรากลายเป็นคนที่บ้าคลั่งปั่นหนักกว่าตอนโดนรถชนอีก จนหลายๆ คนบอกไอ้หน่องมึงนี่น่องเหล็กของจริง (หัวเราะ)  คือต้องย้อนกลับไปตอนหลังจากรถชนหน่อย เชื่อไหมน้ำหนักหายไป 20 กิโลภายในหนึ่งเดือน คนจำแทบไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลผอมเป็นผีเลย พอเรามาปั่นจักรยานแล้วเข้าฟิตเนสได้ ร่างกายก็ฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ มาถึงทุกวันนี้เรามานั่งนึกดู เราว่าเรารอดได้เพราะใจ กับไม่โดนชนจุดสำคัญงั้นคงตายคาที่ อีกอย่างคงเป็นเรื่องของโชคด้วย นักปั่นจักรยานบางคนโดนชนรถเสียหายน้อยกว่าเรามาก แต่เขาเสียชีวิต แต่นี่จังหวะที่ชนเราคงโชคดี”

เจ้าตัวพูดเช่นนั้นหลังจากกลับมาปั่นจักรยานอีกหน แทนที่จะมัวนั่งเสียใจกับสิ่งที่พบเจอแต่เขากัดฟัน ยอมฝืนร่างกายตัวเอง ออกกำลังกายและทำในสิ่งที่รักและแน่นอนว่า มันทำให้หัวใจและร่างกายแข็งแรงขึ้นเช่นคนเดิม เมื่อได้ยินเช่นนั้นคำถามหนึ่งก็เกิดขึ้นมาในใจ ก่อนจะถามอาจารย์หน่องกลับไปว่า แล้วไม่เข็ดหลาบกับการปั่นจักรยาน...

 

“คำเดียวเลยเราไม่กลัวตาย ถึงเราจะไม่ตายวันนี้นะ คนอย่างพี่อายุขนาดนี้ (51 ปี) อยู่อีก 20 ปีก็ตาย แล้วจะกลัวตายทำหอยอะไร ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก (หัวเราะ) เราเลือกทำในสิ่งที่เรามีความสุขดีกว่า”

เป็นคำตอบที่สั้น แต่กินความหมายไปไกลเหลือเกิน ก็คงจริงดังว่า คนเราจะมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้าได้นานเท่าไร ฉะนั้นการเลือกทำสิ่งที่รักเมื่อพอมีแรง ก็ไม่สมควรจะห้ามหัวใจตัวเอง ซึ่งเจ้าของคำพูดกล่าวต่อว่า

 

“หลังจากหายดีผมก็ไปไหว้พระแล้วขออโหสิกรรมให้กับคนที่ชน บอกไปว่าไม่ต้องกังวล ผมไม่ตายและผมไม่เอาเรื่องคุณ ถ้าผมเจอหน้าคุณผมจะตบไหล่คุณเบาๆ แล้วบอกว่าไม่ต้องกลัวผีนะครับ ผมไม่ตาย แค่นั้นเอง ซึ่งเราก็อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนภาพสะท้อนให้คนที่ขับรถแล้วชนคนอื่น อยากให้มีน้ำใจบ้าง ซึ่งคนปั่นจักรยานเองก็เช่นกัน แม้จะระวังตัวเองมากแค่ไหนแล้ว แต่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ มันพลาดกันได้ ทุกวันนี้ผมก็ถือว่าไม่ใช่ความผิดของคนขับ แต่ผมถือว่าผมโชคร้าย ผมไม่คิดจะจองเวร เจอหน้าเขาผมจะไม่ว่าเขาสักคำ”

ด้วยวิธีคิดเช่นนั้น แทนที่จะเฝ้าจองเวรจองกรรม เจ้าตัวเลยหันมาทำเรื่องสำคัญ ที่มุ่งหวังปลุกจิตสำนึกในการขับขี่ในเรื่องของเหตุการณ์ชนแล้วหนี

 

ชนไม่หนี

เสื้อผ้าและกางเกงที่ขาดวิ่นเต็มไปด้วยคราบเลือดถูกแขวนไว้บนโครงรถจักรยานที่สภาพไม่น่าดูเพราะผ่านอุบัติเหตุมาหนัก รายรอบสิ่งเหล่านั้นเป็นรูปภาพและตัวอักษร ที่เขียนสะท้อนให้เห็นผลเสียที่ได้รับในเหตุการณ์ชนแล้วหนี

ซึ่งเป็นผลงานศิลปะจัดแสดงในงานเทศกาล “Artists’ Bilk Show พยัคฆ์ร้ายไท-ทีฟ” ของอาจารย์หน่องที่เพิ่งผ่านพ้นไปโดยต้องการสะท้อนภาพของเหยื่อที่ถูกชนแล้วหนี เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงปัญหา และนอกจากนี้เจ้าตัวยังเป็นคนริเริ่มโครงการ “ชนไม่หนี”

 

“คือด้วยความที่เราเป็นศิลปินอยู่แล้ว พอมีคนมาชวนทำผลงานในนิทรรศการ เราก็เห็นว่ามันน่าจะสะท้อนสิ่งที่เราได้รับจากเหตุการณ์ให้ผู้คนตระหนักแล้ว หลังเหตุการณ์ที่ผมโดนชนโรงพยาบาลเขาเก็บเสื้อผ้าของผมไว้ ผมก็เอาเสื้อผ้ากับรถจักรยานที่ใส่ในวันถูกชนมาทำเป็นนิทรรศการ เราก็ทำเป็นผลงานประติมากรรมสื่อผสม เพื่อที่จะสื่อถึงเหตุการณ์ในวันนั้น แล้วตั้งชื่อผลงานว่า ย่าค่ะพ่อไม่กลับบ้าน คือเราก็ไม่หวังอะไรมาก เราแค่อยากปลูกจิตสำนึก เชื่อว่าคนที่เขาได้เห็นเขาได้อ่านจะสะกิดใจได้บ้าง

“แล้วมันจะช่วยอะไรได้มากได้น้อยแค่ไหนเราก็ไม่ทราบหรอก เพราะเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่จิตสำนึก คุณชนใครแล้วคุณจะหนีไม่หนีมันอยู่ที่ตัวคุณทั้งนั้น เพราะจริงๆ แล้วโทษชนคนในบ้านเราก็ไม่ได้หนักเหมือนต่างประเทศ แล้วถ้าชนใครคนชนมี พ.ร.บ.คุ้มครองอยู่แล้วในเรื่องการรักษาคู่กรณี ซึ่งถ้าคิดแล้วหยุดช่วยสักหน่อย ผมว่าจะแก้ปัญหาเรื่องแบบนี้ได้ เพราะอุบัติเหตุคืออุบัติเหตุ แต่ถ้าคุณเมาแล้วขับมันก็อีกเรื่อง”

 

ด้วยสาเหตุเช่นนั้นยามใดที่มีโอกาสอาจารย์หน่องก็จะให้ประสบการณ์ตัวเองบอกเล่าให้ผู้คนได้ตระหนัก เช่นเดียวกับโครงการรณรงค์ “ชนไม่หนี” ซึ่งเจ้าตัวเริ่มทำหลังจากกลับมาได้สติอีกครั้ง

“เมื่อสติกลับมาเราก็เริ่มกลับเข้าไปรายงานตัวในเว็บ www.thaimtb.com ซึ่งเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ของคนขี่จักรยาน ต้องขอชมเว็บนี้อย่างหนึ่งคือ ตอนที่เราโดนชนเราได้รับความช่วยเหลือจากเว็บนี้เยอะมาก เพราะเราไม่มีประกันอะไรเลย ถูกชนแล้วหนีอีก ไม่มีคู่กรณี จึงมีคนเอาเรื่องเราไปโพสต์ ก็มีคนบริจาคเงินมาช่วยเรารักษาตัว บางคนก็เอาอะไหล่รถจักรยานไปประมูลหาเงินมาช่วย นี้คือสังคมของคนขี่จักรยานเขาจะมีน้ำใจกันมาก แล้วพอเรากลับมาปั่นได้ เราก็พยายามอัพข่าวเราอยู่เรื่อยเพราะมีคนสนใจเยอะ แล้วเราเองก็เลยคิดโปรเจกต์ขึ้นมาหนึ่งอัน คือในเมื่อเมืองไทยเหตุการณ์ชนแล้วหนีมันมีเยอะมาก ชนปั๊บหนีๆ โคตรเยอะเลย เหมือนเป็นสันดานเป็นเรื่องเห็นแก่ตัวไปแล้ว

 

“บางทีเราเคยได้ยินคนคุยกันด้วยว่า มึงชนใครมึงช่วยเขามึงก็ควาย มึงก็โง่แล้ว ชนแล้วมึงดับไฟรถขับไปเลย เฮ้ย! มันกลายเป็นสิ่งที่ยึดถือในสังคมไทยไปแล้ว เราก็คิดว่าเราน่าจะรณรงค์ทำเรื่องนี้ดีกว่า ซึ่งไม่จำเป็นว่าเป็นจักรยาน คือเป็นใครก็ได้ที่อยู่บนถนน เราก็เริ่มให้น้องทำโลโก้ ชนไม่หนี แล้วทำเป็นสติ๊กเกอร์แจกจ่าย ตอนแรกเราก็หาสปอนเซอร์ตามองค์กรต่างๆ ปรากฏว่าเขาก็เฉยๆ ไม่ได้ช่วยอะไร เราก็ไม่เป็นไร เริ่มทำเองเอาแบบที่พอทำไหว

“ก็พิมพ์สติ๊กเกอร์แจกหลายพันใบเลยนะ แจกให้กับกลุ่มที่ปั่นจักรยานแล้วต่อมาก็กระจายข่าวในเฟซบุ๊ก ใครอยากได้เราจัดส่งให้ฟรีๆ เราขออย่างเดียวคือช่วยเอาไปติดตรงจุดที่คนเห็นชัด ซึ่งมันอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่มันอาจช่วยปลุกจิตสำนึกคนได้ ซึ่งหากจะแก้ปัญหาเรื่องจักรยานโดนชนแล้วหนี มันก็ว่ากันยาวตั้งแต่เรื่องของถนนเมืองไทยทั้งใหม่และเก่าซึ่งไม่มีไบค์เลน”

 

อาจารย์หน่องเล่าถึงหลายเรื่องที่ควรจะปรับแก้ในการใช้รถใช้ถนนในบ้านเรา ซึ่งก็เป็นเรื่องเก่าๆ ที่เล่ากันกี่ครั้งปัญหาก็ยังคงถูกปล่อยผ่านเช่นเดิมๆ ซึ่งนั่นเองเป็นสาเหตุให้ทุกวันนี้ยอดของคนที่ถูกชนแล้วหนีพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจักรยานที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน อุบัติเหตุหลายต่อหลายครั้ง นักปั่นจักรยานน้อยต่อน้อย ไม่ได้โชคดีเหมือนอาจารย์หน่อง

ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปั่นที่ก้าวผ่านความตาย

  ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปมีส่วนรวมรณรงค์และขอรับสติ๊กเกอร์ ชนไม่หนี ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ชนไม่หนี”