วัน แสนโดดเดี่ยวที่เนปาล

วันที่ 17 พ.ค. 2558 เวลา 10:43 น.
วัน แสนโดดเดี่ยวที่เนปาล
โดย...วราภรณ์

ไม่เคยเลยในชีวิตนี้ที่ ตาล-สุธิดา บุบผากลิ่นวัย 29 ปี อดีตพนักงานที่มิวเซียม สยามผู้พิสมัยการท่องเที่ยวแบบแบกเป้ จะพบเจอกับวิกฤตแผ่นดินไหวที่เนปาล ลำพังการเอาชีวิตให้รอดกลับมาเมืองไทยสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปเป็นกลุ่มว่ายากแล้ว การท่องเที่ยวเพียงลำพังยิ่งยากกว่าในเหตุการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้

หลังจากเจ็ทแอร์เวย์ เตะรันเวย์ ณ เมืองกาฐมาณฑุ 2 ชั่วโมงเพียงชั่วเดินเล่น ณ ทาเมล ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง ก็พบเจอกับเหตุแผ่นดินไหว และชีวิตต่อจากนั้นเธอต้องต่อสู้กับความกลัว ความลำบาก ณ แคมป์ที่พักเหตุแผ่นดินไหว และที่สนามบินเมืองกาฐมาณฑุตลอด 4 วันที่ทำให้เธอถึงกับเสียน้ำตา

ในแคมป์ลี้ภัยท้องถิ่นตอนกลางคืน
ในแคมป์ลี้ภัยท้องถิ่นตอนกลางคืน

 

ทริป 30 วันเหลือเพียง 4 วันในเนปาล

ตาล สุธิดา ค่าที่ศึกษาจบคณะอักษรศาสตร์ เอกประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้เธอชอบท่องเที่ยว เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ เพื่อพิสูจน์สิ่งต่างๆ ที่เกิดบนโลกด้วยตาของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปเนปาลโดยขึ้นเครื่องบินวันที่ 23 เม.ย. จนถึงกาฐมาณฑุ 25 เม.ย. ก็เกิดเหตุแผ่นดินไหว

“ตั้งใจจะอยู่เนปาลนาน 1 เดือน โดยออกเดินทาง 23 เม.ย.ไปต่อเครื่องที่อินเดียและนอนที่นั่น 1 คืน ถึงเนปาลช่วงเช้าของวันที่ 24 เม.ย. หลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่โรงแรมย่านทาเมล คล้ายๆ ข้าวสารบ้านเรา และเข้าเรียนคุกกิ้งคลาส จากนั้นตั้งใจไปท่องเที่ยวที่สถูปโบราณชื่อ ดูรบาร์สแควร์ แต่หลงทางอยู่นานจึงแวะกินอาหารที่ร้านขนมปังเล็กๆ ข้างทางตัวตึกทำจากอิฐและไม้ นั่งกินสักพักมีชาวจีน 4 คนทั้งหญิงและชายเดินเข้ามาในร้าน ทักทายกันและรู้ว่าจะไปสถูปโบราณที่เดียวกัน แต่เขาออกเดินนำไปก่อน ขณะที่ตาลนั่งกินขนมอยู่นั้น ตัวตึกและโต๊ะที่นั่งอยู่ก็สั่นเหมือนมีรถบันทึกวิ่งผ่าน แต่หันไปดูในบ้านเห็นผู้หญิงวิ่งลงมาจากด้านบน แล้วก็กรีดร้อง”

ภาพด้านหน้าแอร์พอร์ตเนปาลหลังเกิดแผ่นดินไหว
ภาพด้านหน้าแอร์พอร์ตเนปาลหลังเกิดแผ่นดินไหว

 

 จนสุธิดาตกใจว่าร้องทำไม ด้วยเป็นคนอารมณ์ดีเธอคิดว่า สงสัยก็อตซิลล่าบุกโลก สักพักพื้นดินสั่นแรงกว่าเดิมจนพื้นและบ้านโคลง เหวี่ยงไปมาแรงขนาดทำให้เธอล้มหัวฟาดพื้น 4 คนในบ้านพากันหมอบหลบอยู่ที่พื้น ตอนนั้นเธอรู้แล้ว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี ของเนปาล

มิตรภาพจากคนแปลกหน้า

 ภาพที่สุธิดาเห็นหลังจากวิ่งออกมาจากร้านอาหารคือ ผู้คนวิ่งกันไปมาโกลาหลบนท้องถนน ต่างวิ่งกันร้องไห้ บางคนมีเลือดโทรมหน้า ณ เวลานั้นเธอตัวคนเดียวรู้สึกสับสน ถามผู้คนแถวนั้นว่า โรงแรมของเธอไปทางไหน ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ มองข้างทางก็เห็นสถูปน้อยใหญ่โบราณของกาฐมาณฑุที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามมุมถนนต่างๆ ล้มพังทลายลงมา สักพักเธอเห็นคนจีน 4 คนยืนท่ามกลางผู้คนวิ่งกันขวักไขว่ ผู้ชายบาดเจ็บที่หัวไหล่ พวกเขาผวาเข้ากอดกันและพากันวิ่งจับมือหลบภัย แบบไม่รู้ทิศทาง

สภาพหน้าแอร์พอร์ตหลังเกิดแผ่นดินไหวเวลาค่ำ
สภาพหน้าแอร์พอร์ตหลังเกิดแผ่นดินไหวเวลาค่ำ

 

 “คนจีนบอกว่าสถูปสูงเท่าตึก 2 ชั้นที่ดูรบาร์สแควร์ที่ตาลกำลังจะไปพังทลายลงมาหมดแล้ว ชาวบ้านแนะนำให้พวกเราไปหลบภัยที่สถูปเพราะปลอดภัย พวกเราทำตาม แต่สักพักสถูปด้านหลังพังทลายลง พวกเธอคิดว่าไม่ได้การแล้ว จึงวิ่งออกมาหลบบนถนน เพราะมีอาฟเตอร์ช็อกขนาดความแรงราวๆ 6 แมกนิจูดอยู่ตลอดเวลา  สักพักรถพยาบาลนำคนออกจากสถูปมีเลือดนองนำส่งโรงพยาบาล โกลาหลมาก ตอนนั้นยอมรับไม่รู้จะไปไหน ตาลเลยบอกกับกลุ่มคนจีนว่า ขอไปด้วย เรามาคนเดียว พวกเราก็จับมือวิ่งไปด้วยกัน แม้ขณะวิ่งหนีมือตาลหลุด พวกเขายังวิ่งมาคว้ามือตาลไว้แล้วบอกว่า เราต้องอยู่ด้วยกันเราจึงจะรอด พวกเราวิ่งสลับหมอบกับพื้น สักพักเราเห็นคนท้องถิ่นวิ่งไปซอกเล็กๆ  ฝรั่งบอกวิ่งตามเขาไป ชาวบ้านจะพาไปหลบภัย เราวิ่งไปทะลุออกโรงเรียนเป็นสนามใหญ่มากๆ แล้วไปหลบที่สนามหญ้าใหญ่ๆ กับชาวบ้าน อาฟเตอร์ช็อกก็ยังมีมาเป็นระยะ แล้วทำให้เกิดรอยแยกที่พื้น พวกเราต้องนั่งหลบผืนดินที่แตก”

เหมือนวันสิ้นโลก

เธอหลบอยู่ในที่ปลอดภัยตั้งแต่ 11 โมงเช้ายันบ่ายสองโมงของวันที่ 25 เม.ย. บรรยากาศเริ่มเย็น แต่ยังคงมีอาฟเตอร์ช็อกตามมา โดยสังเกตสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติคือ ทุกครั้งที่มีเสียงอีการ้อง ทุกคนจะหมอบกับพื้น

ในแคมป์ลี้ภัยมีกำแพงเขียนว่า Wall of Hope
ในแคมป์ลี้ภัยมีกำแพงเขียนว่า Wall of Hope

 

“อีกาสีดำบินเต็มไปหมด ไม่มีแสงอาทิตย์ เหมือนวันสิ้นโลก บรรยากาศอึมครึมทั้งที่เป็นเวลากลางวัน พวกเราหลบภัยอยู่ตรงนั้นทั้งคืน มีคนบอกว่าย่านคาเมลที่ตาลอยู่ถล่มเยอะกว่านี้อีก ตอนนั้นตัดสินใจทิ้งสมบัติเราไปเลย แต่โชคดีที่พาสปอร์ตกับเงินบางส่วนยังติดอยู่กับตัว คิดในใจว่าเราจะรอดคืนนี้ไหม รอบๆ ยังมีตึกถล่มตลอดเวลา พอเริ่มดึกอากาศมีทั้งฝนตก ลมพัด ยิ่งเพิ่มความหนาว อากาศแปรปรวนมากๆ แต่ชาวบ้านไม่มีเต็นท์กาง ต้องเอาผ้าใบมาขึงทำเป็นที่พักชั่วคราว”

อยากกลับบ้าน

 ระหว่างที่เศร้าหดหู่ ณ แคมป์หลบภัย ทางการจีนส่งแมสเซสมาบอกคนของเขาอยู่ตลอดว่า รัฐบาลจีนจะส่งเครื่องบินมาที่แอร์พอร์ตเพื่อนำคนของเขากลับประเทศ ให้ชาวจีนที่กาฐมาณฑุมาที่แอร์พอร์ตให้ได้ ซึ่งเขาได้รับข่าวสารตลอดเวลาเพราะเขาซื้อซิมท้องถิ่นไว้ใช้งาน แต่สุธิดาไม่ได้เตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉินเลย ทำให้เธอพลาดการติดต่อกับทั้งสถานทูตไทยในเนปาล และทางครอบครัวที่เมืองไทย ทำให้การเดินทางคนเดียวลำบากมากขึ้น

สภาพในแคมป์ลี้ภัย
สภาพในแคมป์ลี้ภัย

 

 “คนจีนพยายามให้รัฐบาลจีนโทรไปบอกสถานทูตไทยในจีนว่า เขาจะพาคนไทยกลับไปด้วยกันได้ไหม รัฐบาลจีนบอกไม่ได้ เพราะเขาต้องขนคนจีนกลับไปก่อน เพื่อนคนจีนจึงออกจากแคมป์ตอนตี 2 ของวันที่ 25 เม.ย. แต่เขาให้ตาลตามไปที่แอร์พอร์ต ตอนนั้นคิดว่าไปอยู่ที่แอร์พอร์ตปลอดภัยกว่าเพราะยังไงการบินไทยต้องส่งเครื่องบินไปรับ จึงมากับคนไต้หวันคนหนึ่ง ระหว่างทางที่ไปพบถนนพัง และตัดสินใจกลับไปโรงแรมเพื่อไปเอาสัมภาระก่อน พอมาถึงแอร์พอร์ตเจอเพื่อนชาวจีน พอเห็นเราเขาวิ่งมาจับมือบอกว่าเขายังบินไม่ได้ เพราะคนจีนเยอะมาก เขาก็ยังให้ยืมโทรศัพท์มือถือติดต่อกับสถานทูตไทยในเนปาลแต่สัญญาณไม่ดี ติดต่อไม่ได้ พอติดต่อได้ก็เป็นชาวเนปาลรับสายซึ่งคุยกันไม่รู้เรื่อง ที่แอร์พอร์ตเราต้องรออยู่ด้านนอก เพราะเขาไม่ให้เข้าไปด้านในสนามบินก็มืดมาก ไม่มีไฟ ไม่มีแสงสว่าง

ติดอยู่ที่สนามบินนาน 2 วัน

ระหว่าง 2 วันที่สุธิดาติดอยู่ที่สนามบินกาฐมาณฑุ เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เพราะหาไม่เจอแม้กระทั่งคนไทยแม้สักคนและต้องนอนหน้าสนามบินที่อากาศยามค่ำคืนก็หนาวจับใจ จนทนไม่ไหว

สภาพในแคมป์ลี้ภัย
สภาพในแคมป์ลี้ภัย

 

“ติดอยู่ที่สนามบิน มีคนท้องถิ่นเอาเศษข้าวมาแจก กินน้ำก็ต้องกินอย่างประหยัด แต่ราว 1 คืนที่คนจีนอยู่ด้วย รัฐบาลจีนดูแลคนของเขาดีมาก มีอาหารให้กินมีน้ำให้ดื่ม เพื่อนคนจีนก็แบ่งปันอาหารให้ตาลกินพอประทัง ความเป็นอยู่อยากลำบาก ค่อยๆ จิบน้ำกลัวจะหมด ห้องน้ำก็สุดแสนสกปรก ระหว่างที่เฝ้ารอซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทย ได้ขอยืมโทรศัพท์ของคนจีนโทรบอกแม่ว่า ปลอดภัยดี แต่กลับบ้านไม่ได้ ตอนกลางคืนก็ต้องไปนอนรอหน้าแอร์พอร์ตที่ลานจอดรถ เพราะเขาไม่ให้เข้า เขาจะให้แต่คนที่มีตั๋วเครื่องบินเข้าไปภายในเท่านั้น คืนแรกตาลต้องนอนบนรถเข็น พอตื่นมาตอนเช้ามีประกาศติดหน้าสนามบินว่า การบินไทยให้มาติดต่อตอน 8 โมงเช้าของวันที่ 26 เม.ย. เพราะมี2 ไฟลต์ตอนเที่ยง อ่านแล้วรู้สึกใจชื้นว่าใกล้ได้กลับบ้านแล้ว ซึ่งตอนนั้นเพื่อนชาวจีนได้บินกลับประเทศไปแล้ว”

พยายามกลับบ้านวันที่ 2

แต่พอช่วงเช้าของวันที่ 26 เม.ย. สุธิดาต้องพบกับความผิดหวังตามลำพังเพราะไฟลต์กลับไทยเต็มหมด เพราะกว่าจะฝ่าผู้คนเข้าไปถึงเคาน์เตอร์การบินไทยได้ราวเที่ยงวัน แต่ก็ไม่สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินได้ ต้องให้ญาติที่เมืองไทยจองตั๋วผ่านออนไลน์ ซึ่งเธอไม่มีซิมท้องถิ่น ออกไปหาซื้อก็หมด เธอรู้สึกท้อแท้ เคว้งคว้าง เพราะกลับเมืองไทยไม่ได้

ชาวไทยในเนปาลกำลังจะได้กลับไทยด้วยเครื่องของกองทัพอากาศ
ชาวไทยในเนปาลกำลังจะได้กลับไทยด้วยเครื่องของกองทัพอากาศ

 

“เพื่อนคนไทยส่งเบอร์ฉุกเฉินสำหรับคนไทยในเนปาล เราก็โทรติดต่อไม่ได้อีก  ตาลนั่งรอด้วยความหวัง เพราะคนเริ่มทยอยมาสนามบินเยอะมาก คนเนปาลพยายามเข้ามาสนามบิน แต่เขาให้คนต่างชาติเข้ามาเท่านั้น ตาลตัดสินใจถือป้ายเขียนภาษาไทยว่า คนไทย? ตาลเดินวนอยู่หลายรอบ ตอนนั้นอยากเจอคนไทยมาก ตาลถามสตาฟฟ์ว่ามีสตาฟฟ์คนไทยหรือเปล่า เขาบอกมีคนหนึ่งอยู่การบินไทย เราจะไปหาเขาในสนามบิน แต่ก็เข้าไปไม่ได้เพราะเขายังยุ่งอยู่ให้มาใหม่

ระหว่างที่เดินเตร็ดเตร่อยู่ในสนามบิน เจอผู้ชายชาวฮ่องกง เธอเข้าไปทักเขาว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า แต่ก็พบกับความผิดหวัง เขาแนะว่า เมื่อวานตอนตึกถล่มเพื่อนเขาจองตั๋วการบินไทยให้เขาจึงได้ไฟลต์กลับ เขาบอกให้เธอเดินมากับเขา ชาวฮ่องกงยังแนะอีกว่า หากอยากกลับบ้านเร็วต้องมีสตางค์เขาจึงยื่นเงินให้สุธิดา 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่การมีสตางค์ติดตัวก็ไม่ได้ทำให้สุธิดาได้กลับบ้าน เธอยังไม่สามารถหาซื้อตั๋วเครื่องบินสักแอร์ไลน์เดียว

 

“คนฮ่องกงบอกว่าตาลเป็นผู้หญิงหากไม่มีเงินติดตัวจะลำบาก ทีแรกตาลกะไม่เอาแต่เขายื่นให้บอกว่า ไม่ต้องคิดมา กลับเมืองไทยค่อยคืนให้เขาก็ได้ แต่แม้มีสตางค์แต่ก็ไม่สามารถซื้อตั๋วได้ เพราะเครื่องบินที่นั่งเต็มหมด เริ่มเย็นวันที่ 26 เม.ย. แต่ตาลยังติดอยู่ที่แอร์พอร์ต เจอผู้ชายชาวเยอรมันก็กลับบ้านไม่ได้เหมือนกัน สรุปคืนนั้นต้องนอนหน้าสนามบินอีก ฝนก็ตกเปียก อากาศเย็น ตัวเปียกนอนหนาวสั่นแม้มีถุงนอนติดตัวมาแต่ก็เอาไม่อยู่จนทนนอนไม่ได้ แล้วผู้คนก็เยอะมาก คิดว่านอนหนาวถึง 8 ชั่วโมงไม่ไหวแน่ จึงตัดสินใจหาที่นอนใหม่ จะขอเข้าไปนอนที่แอร์พอร์ต ไปขอยามก็ไม่ให้ โดนยามสนามบินไล่อีก (น้ำตาคลอ) ตาลต้องกลับไปนอนที่เดิมหนาวสั่นจนถึงเช้า แดดส่องเริ่มอุ่น ตอนเช้าบอกตัวเองว่า ฉันต้องไปที่อื่นไม่นอนที่นี่อีกแล้ว เพราะหนาวทรมานมากๆ”

แล้วก็เจอคนไทย

เช้าวันที่ 27 เม.ย. สุธิดาวิ่งซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยเหมือนเดิม เธอพุ่งตัวไปที่เคาน์เตอร์การบินไทย แต่ตั๋วก็ยังเต็มอีก สักพักได้ยินเสียงคนไทยวิ่งผ่าน เป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังได้กลับไทยด้วยสายการบินเนปาล แอร์ไลน์ส

ความเป็นอยู่ในแคมป์ลี้ภัย
ความเป็นอยู่ในแคมป์ลี้ภัย

 

“ตอนที่เจอคนไทยหนูดีใจเป็นที่สุด เพราะรู้สึกว่าคนไทยย่อมไม่ทิ้งกัน หนูเรียกพี่ ช่วยหนูด้วย พอเล่าให้เขาฟังเขารู้สึกแปลกใจว่า มาคนเดียวเหรอ มากับกรุ๊ปทัวร์ยังลำบาก แล้วพี่ก็แนะนำให้หนูไปซื้อตั๋วเครื่องบินซึ่งเหลือราว 100 ที่นั่งในราคาที่นั่งละ 6,000 บาท แต่หนูก็ยังกลับไม่ได้ เพราะเครื่องลงจอดไม่ได้ ก็ต้องรอ วินาทีนั้นตาลคิดว่า ตาลจะไม่นอนที่นี่อีกแล้ว ก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่การบินไทยซึ่งเป็นคนไทย เขายุ่งอยู่ บอกเขาว่าเรานอนแอร์พอร์ตสองคืนแล้ว ไม่รู้ทำไง มีที่นั่งไหม อยากกลับไทย เขาบอกไม่มีตั๋ว ต้องรอ ตอนนั้นตาลเริ่มร้องไห้ แบบร้องไห้โฮเพราะรู้สึกกดดัน หนูเห็นกรุ๊ปทัวร์คนไทยได้กลับบ้านแล้ว แต่หนูยังกลับไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะได้กลับวันไหน ทั้งๆ ที่เป็นการบินไทยฝรั่งมีตั๋วยังกลับได้ แต่เราเป็นคนไทย เรากลับไม่ได้ หนูเริ่มร้องไห้หนักขึ้น เจ้าหน้าที่ก็เริ่มเอานั่นเอานี่มาให้กิน หนูนั่งร้องไห้โฮๆ หนักมาก เพราะ 2 วันมันลำบากมาก สักพักสตาฟฟ์การบินไทยให้เบอร์สถานทูต โทรไปคนเนปาลรับอีก สตาฟฟ์แนะนำว่า แม้หนูเป็นคนไทย แต่เขาออกตั๋วให้ไม่ได้ ต้องบุ๊กตั๋วออนไลน์จากไทย สุดท้ายสตาฟฟ์แนะนำให้ไปสถานทูต พอตาลไปถึงสถานทูตไทย ยืนหน้ารั้ว คนที่สถานทูตไทยให้ไปบ้านท่านทูตซึ่งไกลมาก เกือบจะสิ้นหวัง แต่สักพักคนไทยขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดซึ่งก็เป็นเจ้าหน้าที่ไทยบอกว่า จะพาไปบ้านท่านทูต มีคนไทยอยู่ที่นั่นเต็มเลย”

เหมือนสุธิดาได้เห็นแสงสว่าง ไปถึงบ้านทูตไทยประจำเนปาล เธอได้เจอคนไทยเยอะมาก แต่ทุกคนมีตั๋วการบินไทย ส่วนเธอจะได้บินกลับบ้านในวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งเธอรอได้เพราะรู้สึกอุ่นใจแล้ว แต่โชคดีตื่นเช้าขึ้นมาในวันที่ 28 เม.ย. มีเครื่องบินของกองทัพอากาศนำของไปบริจาค ตอนกลับเครื่องจะว่างพอดี สุธิดาจึงขอลงชื่อกลับมาตุภูมิทันที

วัดในกาฐมาณฑุก่อนเกิดเหตุ
วัดในกาฐมาณฑุก่อนเกิดเหตุ

 

ข้อคิดเตือนใจหลังทริปเนปาล

วินาทีได้ขึ้นเครื่อง สุธิดาบอกว่าไม่เท่าวินาทีที่เจอคนไทยที่สนามบิน  เจอเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอได้คิดว่า เดินทางคนเดียวได้ แต่เราต้องเตรียมความพร้อม คือ มีแบตเตอรี่ มีโทรศัพท์ มีซิมการ์ดของประเทศนั้นๆ มีอินเทอร์เน็ตใช้จะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่านี้มากๆ

“ต่อไปนี้เรายังกล้าเดินทางคนเดียว แต่ก่อนออกประเทศต้องแจ้งสถานทูต เช่น เราจะไปเนปาลต้องแจ้งสถานเนปาลในไทยก่อน เพื่อบอกให้เขารู้ว่าเราจะกำลังไปอยู่ที่นั่น แต่ครั้งที่ผ่านมาหนูทำวีซ่าที่เนปาลเพราะสะดวกเรา แต่สถานทูตเนปาลในไทยไม่รู้ พอไปถึงที่นู่น เราต้องหาข้อมูลว่าสถานทูตไทยอยู่ไหน มีเบอร์อะไรบ้าง ศึกษาเส้นทางไป  ซื้อซิมการ์ด โทรมาบอกที่บ้านว่านี่เบอร์ติดต่อเรา วันไหนจะไปไหนบ้างต้องแจ้งที่บ้านให้รู้ เผื่อวันที่เกิดเหตุเขาจะได้ติดต่อเราได้ถูก จากเหตุการณ์นี้แม่ก็เป็นห่วง ยายเล่าว่า แม่รับโทรศัพท์หนูด้วยน้ำตาเพราะเขาเป็นห่วง หนูไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับเรา เพราะดูไกลตัวมากๆ ขนาดก่อนซื้อประกันยังไม่ครอบคุลมภัยพิบัติเลย ตอนนี้ทำให้รู้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไปแค่สองวันเกิดเลย ตอนกลางคืนที่เกิดเหตุการณ์ คิดถามตัวเองว่าเราจะตายไหม แต่ถึงจะตายก็ไม่รู้สึกเสียใจเพราะเราเลือกที่จะไปเอง ทุกวันนี้หนูพยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เราจะได้ไม่เสียดายชีวิตที่ผ่านมา อยากทำอะไรทำ ฝันอะไรรีบทำ เพราะเราไม่รู้ว่าชีวิตนี้เราจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนค่ะ”

มุขตลกปลอบใจที่นักท่องเที่่ยวทุกคนพูด หลังเกิดแผ่นดินไหวคือ เวลคัม ทู เนปาล
มุขตลกปลอบใจที่นักท่องเที่่ยวทุกคนพูด หลังเกิดแผ่นดินไหวคือ เวลคัม ทู เนปาล