เกร็ดซุนวู เคล็ดโจโฉและหลวงพ่อชา

วันที่ 22 มี.ค. 2558 เวลา 12:35 น.
เกร็ดซุนวู เคล็ดโจโฉและหลวงพ่อชา
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

บทเรียนคลาสสิกที่มักถูกยกขึ้นมาใช้เป็นอุทาหรณ์สอนนักบริหารให้รู้จักการสร้างระเบียบวินัยให้แก่คนในองค์กรเสมอๆ คือ เรื่องการฝึกทหารของซุนวู

เมื่อเจ้าผู้ครองนครชวนซุนวูมาทำงาน ซุนวูก็ถูกรับน้องโดยให้ทดลองงานด้วยการฝึกเหล่าสนมนางกำนัลเป็นปฐมฤกษ์

เจ้าผู้ครองนครเชื่อว่า โจทย์นี้ยากสุดๆ แล้ว เพราะขนาดตัวเองบอกอะไร พวกนางสนมกำนัลยังไม่ค่อยจะเชื่อเลย แล้วจะสำมะหาอะไรกับขุนนางทดลองงาน

ซุนวูรับปากโดยมีเงื่อนไขเดียวคือ ขอดาบอาญาสิทธิ์

เมื่อได้ตามประสงค์แล้ว ซุนวูสั่งเหล่าอีหนูเจ้าผู้ครองนครเหล่านั้นให้เข้าแถวเพื่อฝึกทหาร ก่อนออกคำสั่งเขาก็ย้ำว่า รู้แล้วใช่ไหมว่า โทษฝ่าฝืนวินัยทหารเวลาทำศึกเป็นอย่างไร ทุกคนก็คิกๆ คักๆ รับปากว่า รู้แล้วๆ พอซุนวูสั่งซ้ายก็ไม่หัน ขวาก็ไม่หัน พระสนมตัวแม่ 3 คนก็พาหางแถวเอิ๊กอ๊ากอยู่โดยไม่ทำตาม

อย่าว่าแต่นางสนมเลย เจ้าเมืองเห็นแล้วก็ยังอดขำไปด้วยไม่ได้ แต่สั่งครบ 3 หนแล้ว ซุนวูจึงร้องสั่งให้เอาตัวทั้ง 3 นางไปตัดหัว คราวนี้เงิบกันไปหมดทั้งเจ้าผู้ครองนครและคนอื่น สนมที่เหลือนั้นคงยืนตัวแข็งเป็นหินเลยทีเดียว

เจ้าผู้ครองนครเอ่ยปากขอชีวิตสนมทั้ง 3 ไว้ แต่ซุนวูบอกเลือกเอาว่า จะเอาชีวิต 3 คนนี้ หรือวินัยกองทัพ เดชะบุญว่าเลือกเอาอย่างหลัง ไม่งั้นซุนวูก็จะไม่อยู่ด้วย และเมืองนั้นคงไม่มั่นคงใหญ่โตโด่งดังในประวัติศาสตร์ในกาลต่อมา

ไม่ได้มีแต่อาญาเท่านั้นที่ช่วยสร้างวินัย การที่ผู้นำกล้าวิจารณ์ตนเองอย่างตรงไปตรงมาก็ทำให้คนในองค์กรกล้าเอาปัญหามาพูดบนโต๊ะ ไม่เป็นขาเมาท์ ทำให้องค์กรเต็มไปด้วยพวกฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน

การวิจารณ์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งคือ ตอนโจโฉวิจารณ์วีรบุรุษ

โจโฉอยากลองใจเล่าปี่ เลยถามว่า ท่านมีความเห็นว่าผู้ใดในแผ่นดินที่มีสติปัญญากว้างขวางบ้าง เล่าปี่ระวังตัวแจเลยเลี่ยงไปตอบว่า ข้าพเจ้ามีสติปัญญาน้อย ความรู้และประสบการณ์ยังไม่พอเพียง ที่มีความสุขอยู่ได้ในทุกวันนี้ก็เพราะอาศัยพึ่งพาบารมีของท่าน ผู้ใดมีสติปัญญากว้างขวางดังคำท่านนั้นเหลือเกินสติปัญญาของข้าพเจ้าที่จะรู้ได้

พอโจโฉย้อนว่า ความคิดและความรู้ในเรื่องนี้ของท่านก็มีอยู่ ไยจึงไม่แสดงความรู้ ความคิดให้เราได้รู้บ้าง หรือแม้หากจะไม่รู้ก็ย่อมได้ยินคำกล่าวเล่าขานอยู่บ้างว่าแผ่นดินนี้ผู้ใดมีสติปัญญากว้างขวางดุจดั่งพญามังกรสำแดงฤทธิ์ในอากาศ

เล่าปี่เลยปรับกระบวนท่าใหม่ โดยหงายไพ่ใบแรกไปว่า อ้วนสุดเจ้าเมืองลำหยงมีสติปัญญา กำลังทหารที่กล้าแข็งก็มีเป็นจำนวนมาก ทั้งเสบียงอาหารก็พรักพร้อม

โจโฉขำก๊ากก่อนจะวิจารณ์ว่า อ้วนสุดนั้นอุปมาเหมือนศพอยู่ในหลุม จะมีสติปัญญาอะไร จะจัดการวันไหนก็ได้

พอเล่าปี่ยกชื่ออ้วนเสี้ยวทางหัวเมืองฝ่ายเหนือผู้สืบเชื้อสายขุนนางมาสามชั่วอายุคน มีเมืองขึ้นหลายหัวเมือง มีทัพใหญ่โต แถมมีที่ปรึกษาอีกเป็นกะตั้ก โจโฉก็ร้อง “เฮอะ!” แล้วว่า “คนบ้ายศถาบรรดาศักดิ์ ขี้ขลาด มีแผนกลอุบายมากมาย แต่ขาดการตัดสินใจที่ดี ทำการใหญ่ก็ห่วงตัวเอง ผลประโยชน์แต่น้อยก็ยอมสู้ตาย คนเช่นนี้หาใช่ยอดบุรุษไม่”

เมื่อเล่าปี่ยกชื่อเล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋ว มีเมืองขึ้นเก้าเมือง น้ำใจก็โอบอ้อมอารีต่อเพื่อนฝูงทั้งปวง มีทหารเพียบ โจโฉก็ซัดเปรี้ยงเข้าให้ว่า เป็นคนมีชื่อเสียงจอมปลอม ไม่มีความสัตย์ ปากหวานแต่ไม่อาจนับได้ว่าเป็นผู้มีสติปัญญา

พอเล่าปี่งัดชื่อซุนเซ็ก เจ้าเมืองกังตั๋ง หนุ่มห้าว ขาโจ๋ผู้มีพวกมาก โจโฉวิจารณ์ว่า มีฝีมือเป็นประมาณ แต่ที่ซ่าได้ก็เพราะมีวันนี้เพราะพ่อให้ พ่อขุนลูกน้องไว้ให้เป็นแบ็กอัพทั้งนั้น ไม่เห็นจะทำอะไรขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

มิอาจนับถือว่าเป็นผู้มีความคิด!

ชื่อท้ายๆ ที่เล่าปี่เอ่ยออกมาเพราะหมดหน้าตักแล้วคือ เล่าเจี้ยง เจ้าเมืองเสฉวน ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ ครองดินแดนอุดมสมบูรณ์ หนนี้โจโฉวิจารณ์จนเสียคนว่า เสียทีมีเชื้อไข แต่ “อุปมาเหมือนสุนัขเฝ้าประตู”

โจโฉบอกสเปกวีรบุรุษในทัศนะของตัวว่า “ผู้มีสติปัญญานั้น ถ้าจะคิดสิ่งใดก็กว้างขวางโอบอ้อมอารี อุปมาเหมือนบุคคลกลืนแก้วอันเป็นทิพย์ไว้ในท้อง ถ้าไปสถานที่ใดถึงเวลาค่ำมืดก็เล็ดลอดสว่างไปด้วยรัศมีแก้ว ถ้าคิดการสิ่งใดก็รู้จักที่หนัก ที่เบา ที่เสีย ที่ได้ ยักย้ายถ่ายเทมิให้ผู้ใดล่วงรู้ถึง จึงจะนับได้ว่ามีสติปัญญาลึกซึ้ง”

พอเล่าปี่บอกว่า ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ข้าพเจ้ายังไม่เห็นผู้ใดว่าเป็นผู้มีสติปัญญากว้างขวางเหมือนดังคำท่านเลย

โจโฉจึงรุกฆาตทันทีว่า “เราเล็งดูแล้ว มีอยู่แต่ท่านกับเราสองคนเท่านี้”

อุต๊ะ...เล่าปี่โดนกระบี่จู่โจมใจดอกนี้ถึงกับตกใจ สะดุ้งเฮือกจนตะเกียบหลุดลงจากมือ เดชะบุญฟ้าร้องขึ้นพอดี เล่าปี่เลยทำทียกมือขึ้นอุดหู ทำให้โจโฉเข้าใจว่า เล่าปี่กลัวกระทั่งเสียงฟ้าร้องเลยไม่คิดระแวงเล่าปี่อีกต่อไป

พลังแห่งการวิจารณ์อย่างแหลมคมและตรงไปตรงมานั้นมีพลังเสมอ ไม่ว่าจะใช้มันพลิกแพลงเพื่อประโยชน์อันใด

ผู้ใช้นามว่า “หลวงปู่” เล่าไว้ว่า เมื่อวัดหนองป่าพงมีสาขามากขึ้น จึงเกิดประเพณีประชุมประจำปีขึ้นเพื่อให้ภิกษุสาขาต่างๆ ได้มาพบปะ ประชุมปรึกษาหารือ เล่าสารทุกข์และทบทวนข้อวัตรปฏิบัติแต่ละสาขา

ท่านว่าปีแรกๆ นั้นควันบุหรี่คลุ้งไปหมด จนหลวงพ่อชา สุภัทโท ประธานสงฆ์ ขอบิณฑบาตกลางที่ประชุม ทุกคนจึงใส่บาตรโดยงดสูบบุหรี่ขณะประชุมกัน

พอเริ่มออกวัตรงดสูบบุหรี่ได้ก็เริ่มมีข้อวัตรอื่นๆ ตามมาอีก

อยู่มาปี ผู้อาวุโสรูปหนึ่งยกข้อหารือขึ้นมาว่า พระจากวัดหนองป่าพงไม่ควรทำสังฆกรรมร่วมกับพระที่หย่อนพระธรรมวินัย ถ้าใครไปทำให้ถือว่าต้องโทษปรับอาบัติ

“หลวงปู่” เล่าว่า หลวงพ่อชาฟังแล้วท่านก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เศร้าๆ ว่า “ผมมีพ่อเป็นขี้เมา พวกท่านจะให้ผมฆ่าพ่อหรือไร”

คณะสงฆ์ฟังแล้วก็เงียบกันหมด เพราะนั่นแสดงว่าหลวงพ่อชารู้ว่าคณะสงฆ์กำลังจะตั้งข้อวัตรอะไร แต่ข้อวัตรนั้นท่านปฏิบัติไม่ได้

“พวกท่านโชคดีที่มีพ่อไม่ใช่ขี้เมา ออกมาปฏิบัติก็เจออาจารย์ดี ส่วนผมนอกจากมีพ่อขี้เมาแล้ว ก็ยังต้องดั้นด้นปฏิบัติเอาเอง จนพอรู้ทางแล้วจึงได้มีโอกาสพบครูบาอาจารย์ พอได้แนวทางของสัมมาทิฏฐิมาบ้าง ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะมีครูบาอาจารย์ดีอย่างพวกท่าน แต่ว่าผมไม่มีทางเลือก”

หนทางของการสร้างวินัยมิได้มีแต่การใช้ดาบอาญาสิทธิ์ การวิพากษ์วิจารณ์ตนเองของผู้เป็นผู้นำเพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์ที่ดี ย่อมทำให้ปัญหาถูกยกมาร่วมกันชำแหละเพื่อหาทางแก้ไขก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

นี่เป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้ร่มโพธิญาณยังยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งอยู่ได้ แม้ว่าหลวงพ่อชาจะละสังขารไปนานแล้วก็ตาม