เรือเอียงดิ่งกลางมหาสมุทร นาทีเฉียดตายของ สมรัชนะ มูลสาย

วันที่ 15 มี.ค. 2558 เวลา 11:41 น.
เรือเอียงดิ่งกลางมหาสมุทร นาทีเฉียดตายของ สมรัชนะ มูลสาย
โดย...กองทรัพย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน/สมรัชนะ มูลสาย

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีบนเรือสำราญที่เดินทางมาแล้วรอบโลกมากกว่า 90 ประเทศของผู้ทำหน้าที่ให้บริการบนเรือสำราญชาวไทย ชื่อ โอม-สมรัชนะ มูลสาย แม้เขาจะแทนตัวเองว่าเขาเป็น “บ๋อย” แต่นี่ไม่ใช่บ๋อยธรรมดา เพราะเขานี่แหละเป็น “มือเสิร์ฟเงินล้าน” สมญานามที่ใครๆ ต่างบอกว่าเหมาะสมกับเขาที่สุด

การล่องเรือไปปักหมุดในสถานที่อันซีนในโลกหลายแห่ง นอกจากจะทำให้เขามีเรื่องเล่าผ่านการเขียนบันทึกและจดหมายที่ส่งมายังเมืองไทยแล้ว ประสบการณ์ที่ท้าทายทั้งในระหว่างทาง หรือเมื่อถึงปลายทางแต่ละแห่งของเขาก็มีท่วงทำนองที่น่าฟัง อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นนักสื่อสารที่ดีคนหนึ่ง

 

เส้นทางมือเสิร์ฟเงินล้าน

โอม เล่าว่า เส้นทางการก้าวเข้าสู่อาชีพ “บ๋อย” บนเรือสำราญของเขาเริ่มต้นขึ้นหลังจากเขาคว้าปริญญาตรีจากรั้วพ่อขุนแล้ว แม้จะจบมาไม่เกี่ยวกับงานบริการ แต่เขานำประสบการณ์จากการทำงานในโรงแรมระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยมาเป็นใบเบิกทางสู่เส้นทางอาชีพพนักงานเสิร์ฟบนเรือสำราญ ทั้งภาษาอังกฤษและทักษะงานบริการถูกนำมาใช้ จนในที่สุดเขาผ่านการคัดเลือกและเดินทางไปกับเรือสำราญ

“ผมมีความฝันว่าอยากเดินทางท่องเที่ยว พยายามฝึกฝนภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนเรียน ม.ปลาย พอเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็ไปสมัครทำงานในโรงแรมในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ตอนนั้นได้เงินเดือน 3,000 กว่าบาท ทำงานด้วยความอดทน ทำให้เรามีแรงผลักดันให้ตัวเอง แล้วยังมีแรงผลักดันคือพ่อแม่ เรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหงภายในเวลา 3 ปี

 

พอดีช่วงนั้นมีข่าวการประกาศรับพนักงานบนเรือสำราญ และรับเฉพาะคนที่มีประสบการณ์ด้านโรงแรมเท่านั้น ก็เลยไปสมัคร ต้องสอบภาษาอังกฤษ ทดสอบทักษะด้านวิชาชีพ ถ้าคนไม่เคยทำงานจะไม่รู้ ซึ่งแต่ละตำแหน่งจะมีคำถามการสอบแตกต่างกัน พอสัมภาษณ์เสร็จก็ต้องทดสอบ และตรวจร่างกายเพื่อพร้อมในการทำงาน สรุปว่าสอบผ่านทุกด่าน จึงตัดสินใจว่าจะออกท่องโลกกว้าง จากวันนั้นจนวันนี้ก็ทำงานบนเรือสำราญมากว่า 15 ปีแล้ว”       

สมรัชนะ เล่าว่า ยังจำครั้งที่ลงเรือครั้งแรกได้ติดตา “เดินเข้าไปในเรือครั้งแรกแทบไม่เชื่อว่าเรือมันใหญ่มาก เรือลำนั้นออกจากเมืองแวนคูเวอร์ซึ่งเป็นปากทางที่จะไปสู่อลาสกา มันใหญ่จนเรารู้สึกว่าเราเป็นมดหนึ่งตัว สัญญาของเรา 1 ปีจะทำงาน 9 เดือน แต่เมื่อก่อนการสื่อสารจะไม่เหมือนสมัยนี้คือยังไม่มีอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัย พอขึ้นฝั่งทีก็ต้องต่อแถวเพื่อรอโทรศัพท์กลับบ้าน

 

เรารู้สึกว่า คำว่าคนละโลกนี่มันมีอยู่จริงๆ ในตอนนั้น เคยคิดว่าจะไม่กลับไปอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปแล้วไปอีก สิ่งที่สนุกสำหรับการเป็นลูกเรือในเรือสำราญ คือ วันนี้อยู่ที่ประเทศนี้ วันพรุ่งนี้ก็อยู่อีกประเทศหนึ่ง เหมือนว่าวันนี้อยู่อิตาลี พรุ่งนี้อาจจะไปอยู่ฝรั่งเศส มะรืนก็อยู่สเปน เป็นรีสอร์ทเคลื่อนที่”

เฉียดตายแค่เสี้ยวลมหายใจ

หลายคนอาจสงสัยว่าใช้ชีวิตเกือบทั้งปีอยู่บนเรือแบบนี้ ไม่กลัวเรื่องอุบัติเหตุหรือ โอม บอกว่าเคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาแล้วถึง 2 ครั้ง เหตุการณ์แรกเป็นอุบัติเหตุในปี 2548 เป็นเรือสำราญที่ออกจากรัฐเท็กซัสมุ่งหน้าสู่ทะเลแคริบเบียน ที่มีผู้โดยสาร 3,600 คน ลูกเรือ 1,200 คน เป็นเหตุการณ์เรือโคลง

 

“เหตุการณ์เกิดเวลาหนึ่งทุ่ม ผมกำลังทำงานในห้องอาหาร พอเรือเริ่มโคลงเคลงไปมา แขกวิ่งกันหน้าตาตื่น แตกกระเจิง เราอยู่ในห้องอาหารเราจะเห็นภาพของการวิ่งหนีตายชัดเจนที่สุด เหตุการณ์ตอนนั้นอยู่กลางทะเล แต่ก็แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพราะเหตุเกิดจากห้องควบคุม เรารอดมาได้เพราะสติของกัปตัน

ผมผ่านการเฉียดตายมาหลายครั้ง ผ่านมาทุกรูปแบบ แต่ที่ไม่เคยลืมเลยคือเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน เป็นเหตุการณ์ที่เป็นข่าวดังทั่วโลก คือเรือสำราญที่ออกจากฟลอริดา มุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก ที่เอียงดิ่งเกือบจมเพราะความผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่งสำนักข่าว CNN ออกข่าวไปทั่วโลก เพราะเรือสำราญชื่อ Crown Princess ลำนี้เป็นเรือใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่ถึง 2 เดือนในขณะนั้น”

 

มือเสิร์ฟเงินล้าน บอกถึงลางบอกเหตุก่อนเรือเอียงหนึ่งคืนก่อนเกิดเหตุว่า เขาฝันเห็นภาพตัวเองและลูกเรือคนอื่นๆ ลากกระเป๋าเดินทางออกจากเรือ แต่เหตุการณ์จริงคลาดเคลื่อนจากความฝันเล็กน้อยคือ ในฝันลูกเรือลากกระเป๋า แต่ความเป็นจริงคือต้องนำผู้โดยสารออกจากเรือทั้งหมดแทน

“จำได้ดีว่าวันนั้นเป็นตอนบ่ายของวันที่ 18 ก.ค. 2549 เรือไปจอดที่แหลมคานาวารอล (Canaveral) ที่รัฐฟลอริดา เพื่อพาผู้โดยสารไปเยี่ยมชมฐานปล่อยยานอวกาศขององค์การนาซ่า ตอนนั้นเป็นเวลาพักของผม ก็เลยออกมาโทรศัพท์ทางไกลหาแม่ใกล้ๆ ท่าเรือ แต่ยังคุยกันไม่ได้ใจความดีเท่าไหร่ ยังไม่ทันได้ร่ำลาอะไรกัน สายก็โดนตัดไป ซึ่งการจะต่อสายใหม่ก็ลำบาก จึงตัดสินใจวางสาย และเดินเข้าเรือไปเพื่อนอนพักผ่อนก่อนจะเริ่มทำงานอีกครั้งตอนห้าโมงเย็น

 

เรือออกจากท่าตอนประมาณบ่ายโมงครึ่ง ตอนนั้นผมก็หลับไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็สะดุ้งตื่นเพราะคิดว่านาฬิกาปลุกไม่ทำงาน แต่ผลปรากฏว่าเราตื่นก่อนนาฬิกา ขณะที่ตื่นเป็นเวลาบ่าย 3 โมง เปิดม่านดูจากห้องนอนเห็นว่ายังไม่ค่ำ ก็พยายามจะนอนเอาแรงต่อ ช่วงที่กำลังพยายามหลับก็รู้สึกว่าเรือมันเอียง ตอนนั้นพยายามคิดว่าเราฝันไป แต่เรือมันค่อยๆ เอียง เอียงไปทางขวาเรื่อยๆ ผมก็สะดุ้งตื่น ลุกจากเตียงตอนนั้นคิดว่าไม่ได้ฝันแล้ว เรื่องจริงแน่นอน” สมรัชนะ ฉายภาพในอดีตด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขาเล่าแบบไม่ตกหล่น เหมือนเหตุการณ์ที่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ว่ากันว่า คนหนีไฟไหม้สามารถยกตุ่มที่น้ำเต็มได้ในพริบตาฉันใด การหนีเอาตัวรอดในนาทีที่เรือดิ่งของลูกเรือสำราญก็เป็นฉันนั้น มือเสิร์ฟเงินล้าน เล่าย้อนต่อ “นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นจะหวาดเสียวก็หวาดเสียว กลัวตายก็เรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังมีเรื่องให้ต้องตลกตัวเอง ปกติผมเป็นคนที่เวลานอนจะต้องถอดเสื้อผ้าให้หมด พูดง่ายๆ คือนอนเปลือย เพราะต้องการอิสระ ตอนนั้นเกือบจะวิ่งออกมาทั้งๆ ที่ไม่ได้ใส่อะไรเลยนั่นแหละ ลืมไปเลยว่าโป๊อยู่ ความรู้สึกตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะได้กลับเมืองไทยไหม เราจะตายไหม แต่พอรู้สึกตัวก็รีบหาเสื้อผ้าใส่ แล้ววิ่งออกมาออกมาข้างนอก

 

พอออกมาจากห้องนอนได้เราก็รีบวิ่งไปด้านหน้าของเรือซึ่งมีสระน้ำ เวลานั้นเรือมันดิ่งเร็วมาก เรือเอียงดิ่งไปทางขวา ลองนึกภาพดูนะว่าบนดาดฟ้าเรือมีสระว่ายน้ำ เก้าอี้อาบแดดเรียงราย เวลาบ่ายแขกจะมาอาบแดด ว่ายน้ำ พักผ่อน มีผู้โดยสารอยู่มากมาย พอเรือเอียงเท่านั้นแหละ เหมือนทุกอย่างถูกเทและผลักออกจากตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่ น้ำในสระซัดเหมือนคลื่นย่อมๆ คนที่ตั้งตัวไม่ติดก็จะถูกเรือเทกองมาไว้อีกฟากหนึ่ง ทุกอย่างลอยกลับไปกลับมา โต๊ะเก้าอี้ลอยไปฟาดผู้โดยสาร ตอนนั้นคิดเลยว่าเราจะมาจบชีวิตกลางมหาสมุทรเหรอ จะไม่ได้กลับเมืองไทยเหรอ ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าเราจะตายแล้วเหรอ? อีกนิดเดียวก็จะคว่ำจมแล้ว”

สมรัชนะ บอกว่า การวิ่งของเรือบนน้ำไม่เหมือนกับรถที่วิ่งบนนถนน ถ้าน้ำสามารถประคองเรือไม่ให้จมได้ น้ำก็สามารถปัดเรือให้จมภายในเสี้ยววินาทีได้เช่นกัน ดังนั้น องศาการเอียงของเรือขณะนั้นเรียกได้ว่าอีกไม่กี่องศา เรือก็พร้อมคว่ำได้ตลอดเวลา แต่ขณะที่เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งรอเวลาบอกลาโลกใบนี้ เสียงกัปตันก็ดังขึ้น

 

“กัปตันขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เขาบอกว่าสามารถแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวได้แล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆ สงบ เป็นความโชคดีที่พบว่าไม่มีใครได้รับอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บเยอะมาก หนักบ้าง เบาบ้าง ความรู้สึกผมตอนนั้นคือ เหตุการณ์มันน้องๆ ไททานิคเลย โชคดีที่เราได้รับบาดเจ็บไม่มาก”

เหตุการณ์ครั้งนั้นสำนักข่าว CNN นำเสนอข่าวและสกู๊ปอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเวลา 7 วัน มีภาพข่าวและปากคำจากผู้โดยสารในเรือลำดังกล่าวในมุมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดความตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารในเรือสำราญของสหรัฐด้วย

 

ไม่สูญเสีย แต่ก็เสียศูนย์

หลังแก้ไขเหตุการณ์ให้กลับมาอยู่ในความสงบได้แล้ว ก็พบว่าสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์เรือดิ่งในครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ซึ่งไม่มีใครออกมาระบุว่าเป็นฝีมือของพนักงานคนใด เพราะขณะนั้นตัวกัปตันไม่ได้อยู่ในห้องควบคุม

“เรารู้แต่ว่าไม่ใช่กัปตันแน่ๆ เพราะขณะที่ผมวิ่งออกมาจากห้องนอน กัปตันก็วิ่งออกมาจากห้องนอนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจว่าใครผิด เพราะหน้าที่ของเราที่ถูกฝึกมาก็คือ พนักงานทุกคนมีหน้าที่จะต้องดูแลผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผมอยู่ในส่วนที่ต้องช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้โดยสาร ซึ่งจะเห็นสภาพคนเจ็บป่วย เสียงร้องโอดโอยจากความเจ็บปวด หลายคนเลือดไหล ความรู้สึกเราเหมือนเห็นซีนในหนัง ภาพมันเคลื่อนที่ช้าเราเห็นแต่ละคนเลือดไหลเต็มเลย จิตตัวเองก็ตกอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องเรียกสติตัวเองกลับมา ทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด”

 

เหตุการณ์ต่อมาหลังทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติคือ เรือ Crown Princess ต้องแล่นกลับมาจอดที่ท่าเรือเดิมในฟลอริด้า ต้องพาผู้โดยสารออกจากเรือให้หมด ส่งไปโรงพยาบาลและส่งทุกคนกลับบ้าน หลังจากนั้นกรมท่าเรือของสหรัฐเข้ามาทำการตรวจสอบสภาพเรือว่าจะอนุญาตให้วิ่งต่อได้หรือไม่ บริษัทเรือสำราญต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง

“บริษัทถามความสมัครใจของลูกเรือว่า คนไหนจิตตกไม่สามารถทำงานได้บ้าง คนไหนอยากกลับบ้านเขาก็จะส่งกลับ ผมตัดสินใจทำงานต่อ แต่ก็ต้องสารภาพตามตรงว่าช่วงนั้นจิตตกมาก เพราะว่าเรือเวลาวิ่งในน้ำจะไม่ได้นิ่งตลอดก็ต้องมีโคลงเคลงบ้าง ซึ่งเวลาเรือโคลงทุกครั้งใจเราจะหล่นตุ๊บมาอยู่ตาตุ่ม ตุ๊มๆ ต่อมๆ คิดเลยว่านี่อาจจะเป็นการเดินเรือครั้งสุดท้ายของเรา พอเราเจออะไรหนักๆ มาปุ๊บใจเราก็จะหลอน ภาพมันก็จะวนเวียนกลับมาให้เรารู้สึกหดหู่อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว กว่าสภาพจิตใจจะกลับมาเป็นปกติ

 

จริงๆ ตอนนั้นเราจะกลับบ้านก็ได้ เพราะหัวหน้าก็ถามความสมัครใจของพนักงานว่า ใครสมัครใจจะทำงานต่อ แต่เพราะคิดว่าเกิดมาชีวิตหนึ่งถ้าจะตายก็ต้องตาย ถ้าเรากลับมาเมืองไทยเดินๆ อยู่บนถนนอาจจะมีเหตุการณ์ให้เราต้องตายก็เป็นไปได้เหมือนกัน จึงตัดสินใจทำงานต่อ”

เมื่อใกล้ความตาย จะไม่กลัวความตาย

เมื่อถามว่า สิ่งที่เยียวยาสภาพจิตใจที่เสียศูนย์ไปตอนนั้นคืออะไร สมรัชนะ บอกว่า ศาสนาคือสิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจเขาสงบ บวกกับคำสอนของพ่อแม่ที่ติดตัวมา ทำให้เขามีเรี่ยวแรงที่จะทำงานต่อไป “ร่างกายกับจิตใจต้องสัมพันธ์กัน เราคิดว่าจะกลัวอะไรมากมายในเมื่อร่างกายเรายังพร้อม ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายถ้าเทียบกับคนอื่นๆ จิตใจต้องใช้เวลานาน ถามว่าใช้เวลาเยียวยาสภาพจิตใจตัวเองนานไหม? ก็ยอมรับว่านานเหมือนกัน 2 เดือนเลยนะ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อใกล้ความตายมาแล้วก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีก ก็เลยตัดสินใจอยู่ต่อจนจบสัญญาปีนั้น”

 

สมรัชนะ กล่าวสรุปว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งที่ใหญ่ในชีวิตครั้งหนึ่งตั้งแต่ทำงานกลางมหาสมุทรมาหลายปี แต่กระนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเขาไม่ได้ผ่านมันมาคนเดียวเพราะมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเป็นร้อยเป็นพันคน การโชคดีมีชีวิตรอดกลับมาเล่าเรื่องให้คนบนฝั่งฟังได้ ถือว่าเป็นกำไรครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตแล้ว

“ผมถือว่าเราได้ใช้ต้นทุนของเราไปหมดแล้วตั้งแต่รอดชีวิตกลับมาได้ ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่ตอนนี้ถือเป็นกำไรที่เรามีลมหายใจ เพื่อให้กลับมาสร้างบุญสร้างกุศลต่อไป การเฉียดตายหลายๆ ครั้งทำให้เรามองเห็นความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ ว่าเราจะต้องใช้ทุกลมหายใจให้มีคุณค่าต่อตัวเอง และคนอื่น และสุดท้ายแล้วการที่เรามาก้มกราบแผ่นดินแม่อีกครั้งคือที่สุด ถ้าไม่มีจุดเปลี่ยนก็จะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเมืองไทยของเรานี่แหละดีที่สุด” สมรัชนะ กล่าวเสียงเครือในตอนท้าย