กระโดดร่ม 1,500 จัมพ์ ยุคนธร ลิ้มพานิชย์

วันที่ 22 ก.พ. 2558 เวลา 11:19 น.
กระโดดร่ม 1,500 จัมพ์ ยุคนธร ลิ้มพานิชย์
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ยุคนธร ลิ้มพานิชย์

พี่น้องตระกูลไรต์เชื่อว่าทุกคนบินได้

เบิร์ด-ยุคนธร ลิ้มพานิชย์ ก็คิดเช่นกัน แต่การบินของเธอหมายถึงพื้นที่ว่างเปล่านอกเครื่องบิน ที่มีเพียงตัวเองกับห้วงเวหา และช่วงเวลาไร้พันธนาการจากความคิดทั้งปวง

อย่าเรียกว่า บ้า

หลายคนเรียกนักกระโดดร่มว่า บ้าระห่ำ แต่คุณเบิร์ดปฏิเสธคำนิยามนี้เพราะแท้จริงแล้วนักกระโดดร่มทุกคนล้วนมองทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล “ถ้าไม่ปลอดภัยก็ไม่กระโดดออกมา” เธออธิบายว่า กีฬากระโดดร่มเป็นกีฬาที่เซฟตี้เฟิสต์ ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ภาคพื้น อุปกรณ์ทุกอย่างต้องสมบูรณ์และครบถ้วน เครื่องบินต้องได้รับการตรวจเช็กทุกครั้งก่อนขึ้น ดังนั้นนักกระโดดร่มจะไม่ใช้ความบ้าแต่อยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยถามเบิร์ดต่อว่า หากไม่ใช้ความบ้าแม้เพียงนิด แล้วการกระโดดร่มครั้งแรกในชีวิตใช้อะไรเป็นแรงผลักดัน เธอยังไม่ตอบ แต่ได้ย้อนความไปถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจ

บินครั้งแรก

เมื่ออายุมากขึ้น เบิร์ดได้ทิ้งบาร์ยิมนาสติก ลาจากห้องซ้อม ไปสู่เส้นทางเดียวกับน้าชาย “น้าชายเป็นนักกระโดดร่มพลเรือนที่มักพูดเรื่องน่าหวาดเสียวเป็นเรื่องสนุก” เธอว่าอย่างนั้น จึงทำให้เธอสนใจคลุกคลีวงการนี้ตอนนั้นเธอเพิ่งอายุ 14 ปี

 

เมื่อ 28 ปีที่แล้ว กีฬากระโดดร่มในประเทศไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก ไม่มีสนามของเอกชนให้ไปเรียน ดังนั้นเธอจึงติดสอยห้อยตามน้าชายไปเรียนในกองบิน 1 จ.นครราชสีมา เป็นการเทรนด์แบบทหาร แล้วค่อยขยับไปกระโดดต่างประเทศ เพราะทางยุโรปมีโรงเรียนเอกชนเปิดสอนและได้รับความนิยมก่อนแล้ว แต่กว่าจะกระโดดร่มได้ต้องเรียนภาคพื้นประมาณ 3 เดือน

เมื่อหลักทฤษฎีแน่นแล้วถึงได้ลงมือจริงซึ่งเธอได้เล่าความรู้สึกครั้งแรกว่า “กลัว กลัวมากด้วย” เสียงของเธอเหมือนกลับไปอายุ 14 อีกครั้ง “ตอนที่อยู่บนเครื่องบินกลัวที่สุด แต่คิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตขอลองดู ถ้ากระโดดแล้วกลัวมากก็เลิก” เด็กหญิงยุคนธรคิดเช่นนั้น

“แต่พอตัวหลุดออกจากเครื่อง ลมปะทะร่างกาย มันกลับเป็นความรู้สึกดีมาก มันสนุก อิสระ เหมือนกับว่าเราบินได้จริงๆ และคิดในตอนนั้นเลยว่า นี่แหละคือกีฬาที่จะทำต่อไป”

เด็กหญิงมีความตั้งใจแต่ใช่ว่าผู้ปกครองจะสนับสนุน เธอเล่าว่า แม่ไม่สนับสนุนเธอเลยด้วยเหตุผล “ผู้หญิงยึดเป็นอาชีพไม่ได้” แต่พ่อของเธอบอกให้ลองดู ทำให้เธอยังเดินมาทางนี้ จนถึงวันนี้เธอกลายเป็นคุณแม่ลูกสองด้วยตัวเลขที่เพิ่มเป็น 42 แต่ก็ยังไม่หยุด หนำซ้ำลูกสาวของเธอก็ชื่นชอบกีฬานี้ด้วย

ย้อนกลับไปที่คำถามอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอกระโดดครั้งแรก คำตอบคือ “ความกลัว”

กลัวอย่างมีเหตุผล

“คนเราต้องกลัวแบบมีเหตุผล” เธอกล่าวและแสดงทัศนะเกี่ยวกับความกลัว “เราไม่ผิดที่จะกลัว แต่อย่าให้ความกลัวมาปิดโอกาส ถ้าเราสามารถจัดการกับมันได้ ผลักมันออกไปได้ ตายไปก็จะไม่เสียดาย” แล้วมีทัศนะต่อความตายอย่างไร เธอตอบ... “เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นหากวันนี้เราใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว เราก็จะไม่กลัวกับความตาย”

 

จนถึงวันนี้ ยุคนธรกระโดดร่มมาแล้วราว 1,500 ครั้ง กลายเป็นครูสอนกระโดดร่มเพียงไม่กี่คนของประเทศไทย และแน่นอนว่าย่อมมีครั้งที่เธอไม่เคยลืม

“สองเหตุการณ์” เธอเกริ่น เหตุการณ์แรก ร่มไม่กาง “ตอนนั้นต้องพาผู้โดยสารกระโดดไปกับเราด้วย แต่อุปกรณ์มีปัญหาต้องสลัดร่มหลักทิ้งแล้วเปิดร่มสำรองขึ้นมาใช้แทน แต่ขณะที่พยายามเปิดร่มสำรองอยู่เริ่มมีแรงเหวี่ยง โยกไปตามกระแสลมอยู่พักหนึ่ง เพราะร่มสำรองต้องเปิดด้วยตัวเองและบังคับยากกว่ามาก

พอเปิดได้แล้วก็เป็นปัญหาตอนลงเพราะน้ำหนักของร่มบังคับคนเดียวยาก จึงต้องอธิบายวิธีให้ผู้โดยสารช่วยกลางอากาศจนสุดท้ายสามารถลงได้แบบสไลด์แลนดิ้ง ปลอดภัยทั้งสองคน” สิ่งที่ทำให้เบิร์ดไม่ลืมเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ใช่ความกลัวตาย เพราะเธอรู้วิธีจัดการกับปัญหานี้ แต่เธอเป็นกังวลที่ต้องรับผิดชอบผู้อื่นมากกว่า ซึ่งคือสิ่งสำคัญของนักกระโดดร่ม

 

เหตุการณ์ที่สอง สละเครื่องบิน “วันนั้นสภาพอากาศดีมาก ตรวจเครื่องบินก่อนขึ้นตามขั้นตอน แต่พอเครื่องบินไต่ระดับขึ้นไปเครื่องกลับมีปัญหา มีชิ้นส่วนหลุด ใต้ท้องเครื่องมีน้ำมันรั่ว และมีโอกาสระเบิดได้ กัปตันจึงสั่งให้สละเครื่องบินทันที พอดีความสูงมันสามารถกระโดดได้ เราก็สละเครื่องเลยและไปตกนอกสนาม ส่วนเครื่องบิน กัปตันสามารถประคองไปได้ถึงสนามจอดอย่างปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม เบิร์ดยืนยันว่ากีฬากระโดดร่มปลอดภัย เพราะถ้าไม่ 100 เปอร์เซ็นต์จะไม่ขึ้นบิน “แต่ทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ” เธอกล่าว “ถ้ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราก็ต้องรับมือกับมันให้ได้”

กีฬาชนิดนี้สอนเบิร์ดอย่างนั้น และยังทำให้เธอพบหลักธรรม “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” เพราะพอหลุดออกจากเครื่องบินแล้ว คนที่สามารถช่วยชีวิตเราได้ก็คือตัวเราเอง

 

ทุกคนบินได้

ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ อ้วน ผอม ชาย หรือหญิง สามารถเล่นกีฬากระโดดร่มได้ เด็กหญิงยุคนธรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว “ขอให้ชอบก่อน เพราะถ้าชอบจะฝ่าฟันกับความกลัวได้ จากนั้นก็หาเวลาให้ตัวเองมาเรียน เตรียมใจ เตรียมสตางค์”

ถ้าอยากสัมผัสประสบการณ์เหินเวหา แค่มาเรียน 20 นาที ก็สามารถขึ้นกระโดดกับครูได้เลย สถานที่ให้บริการอยู่ที่ เบิร์ด พาราไดซ์ (Bird’s Paradise Extreme Resort) จ.สกลนคร ที่เปรียบเป็นมหาวิทยาลัยเบอร์ 1 ของนักกระโดดร่มชาวไทย และเป็นโรงเรียนสอนกระโดดร่มเอกชนแห่งแรกในอาเซียน

ยุคนธร เล่าว่า สหรัฐเป็นชาติที่มีนักกระโดดร่มมากที่สุดในโลก การเข้าถึงกีฬาชนิดนี้จึงง่าย ต่างจากไทยที่มีคนนิยมน้อย เบิร์ด พาราไดซ์จึงเป็นสิ่งใหม่ในสายตาของคนไทย แต่เธอก็มีความตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้ไทยเป็นฮับของเออีซี โดยเฉพาะในตอนนี้ นักกระโดดร่มเริ่มหันมามองน่านฟ้าเอเชียมากขึ้น

 

เบิร์ดเป็นคนสกลนครและเธอได้หาจุดเด่นให้บ้านเกิด “หลังจากกระโดดเสร็จก็ไปเที่ยวต่อได้” นี่คือจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นงานประเพณี วัฒนธรรม หรือเที่ยวต่อไปยังจังหวัดอื่นในภาคอีสาน ก็ส่งผลดีให้คนในท้องถิ่นทั้งสิ้น เธอกล่าวในฐานะคนสกลนคร ว่า “ทุกคนต้องช่วยกัน ช่วยจังหวัด ช่วยประเทศไทย ไม่ใช่แค่การกระโดดร่มอย่างเดียว ไทยเรายังมีอีกหลายอย่างที่น่าสนใจที่ต่างชาติไม่รู้ว่ามี”

สำหรับสกลนคร เหมาะแก่การกระโดดร่มทั้งปี แม้ว่าจะเป็นหน้าฝน ถ้าฝนหยุดแล้วก็สามารถกระโดดได้ กระแสลมก็กำลังพอดี แต่ที่เป็นอุปสรรคคือเรื่องการแย่งแอร์สเปซกับสายการบิน เพราะอีสานมีเที่ยวบินเยอะ การกระโดดร่มเป็นการเดินทางแนวดิ่ง เครื่องบินเดินทางแนวนอน มันจึงเป็นจุดตัดกันจึงห้ามเดินทางเวลาเดียวกัน

วันไม่บินรักความเร็ว

นอกจากกีฬากระโดดร่มที่ยุคนธรยึดเป็นอาชีพแล้ว เธอยังมีงานอดิเรกเป็นการขับ “บิ๊กไบค์” ด้วยเหตุผล... เพราะใช้สกิล (Skill) เดียวกัน

 

“การขับบิ๊กไบค์มันเล่นกับความเร็ว ทำให้สมองทำงานเป็นวินาที และต้องมีสติตลอดเวลา” ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับการกระโดดร่มที่ต้องมีสติอยู่เสมอ

ความเร็วที่ใช้นั้นเฉลี่ยประมาณ 100 กม./ชม. ถนนในประเทศไทยไม่เหมาะกับการขับเร็วมาก เพราะสภาพถนนและรถทุกสปีดต้องใช้ถนนร่วมกัน ส่วนเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นไม่เคยมี “ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ใดๆ เลย เพราะเบิร์ดถือคติปลอดภัยไว้ก่อน พื้นฐานนิสัยของเบิร์ดคือ วินัย เหมือนกับตอนกระโดดร่ม เราต้องมีวินัยเพื่อความปลอดภัยที่สุด ขับรถก็เหมือนกัน ต้องรู้เร็ว รู้ช้า คิดเร็ว ตัดสินใจเร็ว และแก้ปัญหาเร็ว”

ผู้ขับขี่รถทุกชนิดต้องรู้จักสมรรถนะรถของตัวเอง รู้ว่าต้องทิ้งระยะเบรกเท่าไร ควรใช้ความเร็วขนาดไหน และที่สำคัญอีกอย่างคือ รู้ทันคันอื่นด้วย เธอกล่าวด้วยว่า เหมือนเป็นเกมอ่านใจคนล่วงหน้า ว่าเขาจะมายังไง ความเร็วจะแรงขนาดไหน “ถ้าเราประเมินสถานการณ์ได้เร็ว เราก็จะวางแผนล่วงหน้าได้ ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ของมัน”

นอกจากนี้ เธอยังได้เพื่อนกลุ่มใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน ชอบความเอ็กซ์ตรีมเหมือนกัน อีกทั้งยังให้ความเพลินเพลิน และทำให้อะดรีนาลินสูบฉีดในร่างกาย

จากท้องฟ้ามาสู่ท้องถนน เธอได้ค้นพบสัจธรรมไม่ต่างจากการกระะโดดร่ม นั่นคือ “ในขณะที่เราขี่ เรานี่นอตติง (Nothing) จริงๆ” เธออธิบายว่า เพราะบนท้องถนนผู้ขี่บิ๊กไบค์คือหนังหุ้มเหล็ก ส่วนรถยนต์คือเหล็กหุ้มหนัง “แม้จะมีเลนของเราเอง แต่ถ้ารถยนต์จะแซงหรือสวนก็ต้องยอม เพราะถ้าหากไม่หลบ คนเจ็บก็คือตัวเราเอง” แม้จะดูเหมือนการประชดประชันแต่มันคือคติธรรมที่ค้นพบ

สำหรับเส้นทางที่เธออยากแนะนำ (แน่นอนว่าต้องเป็นอีสาน) เธอยกเส้นเลียบโขงที่เชียงคานและบึงกาฬเป็นอันดับ 1 เพราะรถน้อย วิวสวย ได้วิวพื้นราบอย่างทุ่งนา บ้านเรือน และเห็นวิถีชีวิตตลอดสองข้างทาง ขณะที่ เส้นภูพาน จ.สกลนคร บนทางหลวงหมายเลข 213 (สกลนคร-กาฬสินธุ์) โดยเฉพาะโค้งปิ้งงูช่วงที่ผ่านเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน เป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา สร้างความท้าทายและมีน้ำตกข้างทางให้แวะหลายจุด

ถามเบิร์ดว่าทำไมบิ๊กไบค์ถึงได้รับความนิยมมากขึ้น เธอตอบได้อย่างน่าสนใจว่า เพราะมีระบบไฟแนนซ์เข้ามาช่วย “จริงๆ มีคนชอบขี่บิ๊กไบค์เยอะแต่ไม่มีเงินทุน พอระบบไฟแนนซ์เข้ามาทำให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น” โดยทั่วไปราคาบิ๊กไบค์จะคิดตามซีซี (CC หรือความจุกระบอกสูบ ซึ่งมีผลกับแรงขับเคลื่อนของเครื่องยนต์) ซีซีละ 1 หมื่นบาท โดยน้อยสุดจะอยู่ที่ 250 ซีซี หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท

 

การเลือกบิ๊กไบค์ต้องเลือกให้เหมาะกับสรีระ ความสูงของรถและคนขี่ คล้ายกับการเลือกจักรยาน “เราต้องเลือกรถที่เราคุมมันได้ ไม่ใช่รถคุมเรา ถ้าเริ่มมีประสบการณ์ก็ค่อยๆ เพิ่มซีซีของรถไป” อย่างบิ๊กไบค์ที่เบิร์ดเลือก คือ บีเอ็มดับเบิลยู F800R ซึ่งเหมาะกับตัวเธอที่มีประสบการณ์ขี่ 2 ปี และสามีที่ใช้ขนาดซีซีเดียวกัน

หลักที่สำคัญมากที่สุดในการขี่บิ๊กไบค์คือ “กฎจราจร” เป็นเรื่องที่ละทิ้งไม่ได้และต้องปฏิบัติตาม นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องอุปกรณ์ทั้งหมวกกันน็อก รองเท้า ก่อนออกเดินทางทุกครั้งต้องเช็กสภาพรถ ศึกษาเส้นทาง วางแผนการเดินทางทั้งเรื่องจุดเติมน้ำมันและสถานที่พักระหว่างทาง

“ถ้าครั้งไหนเอาลูกไปด้วยจะวางแผนไปใกล้ๆ เพราะลูกจะได้ไม่หลับและไม่เสี่ยงเกิดอันตราย การขี่บิ๊กไบค์ก็เลยกลายเป็นกิจกรรมครอบครัวที่นอกจะได้ไปเที่ยวด้วยกันแล้ว ยังได้ทำงานเป็นทีมด้วย” เธอยกตัวอย่าง

หลักชีวิต

ทุกคนย่อมมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คุณเบิร์ดก็มีหลักศีล 5 เป็นแนวทางการใช้ชีวิต เธอเรียกว่า “เครื่องนำร่อง” ยกตัวอย่างการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่มุสา ไม่ดื่มสุรา พอทำได้ชีวิตก็เป็นสุข คนรอบข้างก็เป็นสุข แต่กว่าจะทำได้ต้องใช้ “สติ” เป็นตัวควบคุม หากมีสติจะทำให้การกระทำ การพูด การตัดสินใจ เป็นไปด้วยความรอบคอบและถูกหลักศีลธรรม