กลองและโมเดลรถสุดรัก ของนัทธพงศ์ คุณาจิระกุล

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2557 เวลา 12:56 น.

กลองและโมเดลรถสุดรัก ของนัทธพงศ์ คุณาจิระกุล

ไปเรียนปริญญาโท สาขาโปรเจกต์ แมเนจเมนต์ หลักสูตรความเป็นผู้นำ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ เพราะรู้ตัวล่วงหน้าว่าวันหนึ่งจะต้องกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว บริษัท เพลินใจ คอนสตรัคชั่น แอนด์ แมเนจเมนต์ และอีกอย่างหนึ่งที่รู้ตัวล่วงหน้าก็คือ ความรักความชอบในการตีกลองและโมเดลรถสุดล้ำ

นัทธพงศ์ คุณาจิระกุล ในวัย 29 ปี ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพลินใจ คอนสตรัคชั่น แอนด์ แมเนจเมนต์ บริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของ จ.ระยอง นอกจากนี้ก็ยังเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการดิ โอโซน ไลฟ์สไตล์ มอลล์ ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้มอลล์สุดเก๋ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และเพื่อรองรับการขยายตัวของที่อยู่อาศัยในโครงการฯ

เดินหน้าเต็มตัวในเรื่องธุรกิจ ประกอบด้วย โครงการเพลินใจ 4-5 และเพลินใจ เดอะ เพรสทีจ ปัจจุบันทุกโครงการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดิ โอโซน ไลฟ์สไตล์มอลล์ก็ติดลมบน ส่วนเรื่องความรักความชอบไลฟ์สไตล์ส่วนตัว นัทธพงศ์ เล่าว่า ก็ไม่ได้ทิ้ง (ฮา) แม้ว่างานที่เต็มมือจะทำให้ไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานอดิเรกได้เหมือนเคยก็ตาม

 

หนึ่งในงานอดิเรกของนัทธพงศ์ คือการตีกลอง นั่นทำให้เขาได้สะสมกลองยี่ห้อ LUDWIG รุ่น Vintage Classic Black Oyster Pearl ความพิเศษก็คือ เป็นกลองรุ่นเดียวกันกับที่ Ringo มือกลองของวงดนตรีชื่อดัง The Beatles ใช้ในการแสดงคอนเสิร์ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1963-1966 โดยซื้อมาในราคาหลักหมื่นบาท ปัจจุบันคงต้องบอกว่ามูลค่าประเมินมิได้

“ช่วงนั้นผมเรียนหนังสืออยู่อเมริกา รวมตัวกับเพื่อนๆ ทำวงดนตรีชื่อ TTB หรือ Thai Town Boston รับจ้างแสดงตามไนท์คลับ โดยเฉพาะงานปาร์ตี้นักเรียนไทย วงผมกวาดเรียบทุกงาน ใช้กลองตัวนี้แหละ”

LUDWIG รุ่น Vintage Classic Black Oyster Pearl ที่ได้มา นัทธพงศ์ เล่าว่า คือของดีที่ได้มาอยู่ในมือ เป็นกลองคุณภาพยอดเยี่ยม ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้สะสมไว้ เขาบอกว่ากลองในชีวิตยังมีที่สะสมไว้ในระหว่างทางอีกมากมาย แต่ก็ไม่มีชุดไหนที่จะเหมือนชุดนี้ได้

 

ก่อนหน้าที่จะได้กลองชุดนี้มาก็ใช้วิธียืม (ฮา) กลองเล่นยืมรุ่นพี่ ส่วนกลองฝึกใช้กลองไฟฟ้า วันหนึ่งไปเจอกลองเก่าประกาศขายในเครกลิสต์ เว็บไซต์ขายของมือสองของบอสตัน เช็กประวัติแล้วมีอายุเก่าแก่ไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี โดยเป็นกลองรุ่นเดียวกับที่วงสี่เต่าทองเคยใช้ตระเวนเล่นคอนเสิร์ตในช่วงต้นยุค 60 ตัดสินใจซื้อทันที

เรื่องเล่นกลองหรือตีกลอง ถ้าจะเล่าตั้งแต่จุดเริ่มคงต้องย้อนกลับไปในวัยเด็ก นัทธพงศ์บอกว่า แรกที่เล่นเป็นดนตรีไทย ขณะนั้นอายุ 13 ปี เรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนระยองวิทยาคม พื้นฐานเรียนหมดไม่ว่าจะเป็นเครื่องกลองแขก กลองเปิงมาง ฆ้อง และเครื่องเคาะทั้งหมด ต่อเมื่อขึ้นชั้น ม.2 ย้ายไปอยู่โรงเรียนอินเตอร์ คราวนี้เลยเปลี่ยนไปเรียนดนตรีสากล (ฮา)

 

“เรื่องตีกลองนี้ช่วยผมไว้เยอะ เพราะผมเป็นเด็กไฮเปอร์เวลาอยู่ในโรงเรียนจำได้ว่า ไม่เคยอยู่นิ่ง เพราะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ต้องเคาะ เคาะไปเรื่อย เคาะตลอดเวลา มืออยู่บนโต๊ะก็เคาะโต๊ะ ถ้าเคาะบนโต๊ะหรือแสดงออกไม่ได้ ก็จะเอามือล้วงกระเป๋า เคาะอยู่ในกระเป๋า ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็กัดจังหวะอยู่ในปาก กัด กัด กัด กัดอยู่อย่างนั้น กัดเป็นจังหวะของตัวเองที่ได้ยินอยู่คนเดียว”

ตีกลองจนจบชั้นมัธยมปลาย แต่หลังจากนั้นไม่มีโอกาสเล่นหรือตีกลองอีกเท่าไร กระทั่งไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา นั่นแหละจึงได้ฟอร์มหรือตั้งวงสมัครเล่นกับเพื่อนนักเรียนไทยที่อยู่ด้วยกันที่นั่น สำหรับชายหนุ่มแล้วกลองคือสุดยอดของเครื่องดนตรี ให้จังหวะ ให้สมาธิและให้ทีมเวิร์ก

ส่วนอีกหนึ่งของสะสมคือโมเดลรถ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยามว่าง ซึ่งเติมเต็มความฝัน ความรักความชอบของผู้ชายคนหนึ่ง ที่สำคัญคือให้ความภาคภูมิใจ ด้วยการประกอบโมเดลรถแต่ละคัน ต้องอาศัยความเพียรพยายาม ทุ่มเท อดทน ในแบบที่กล้าบอกว่า ไม่ใช่น้อยๆ ถือเป็นของสะสมหรือคอลเลกชั่นที่ให้คุณค่าทางจิตใจ

 

นัทธพงศ์เล่าว่า ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 7 ขวบของเขา บิดาได้ซื้อชุดรถประกอบเลโก้มาให้เป็นของขวัญ หลังจากใช้เวลาประกอบรถเลโก้คันแรกอยู่สักพักใหญ่ บิดาก็ได้เห็นถึงความตั้งใจของเขา และเห็นช่องทางในการสนับสนุนให้บุตรชายได้ฝึกฝนต่อการใช้สมาธิ จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ

การสนับสนุนของบิดาประกอบกับความรักชอบในเรื่องของศิลปะ ทำให้นัทธพงศ์หลงใหลในชุดประกอบตัวต่อรถยนต์เลโก้อย่างมาก ต่อมาเมื่อโตขึ้นก็ได้พัฒนามาเป็นการประกอบรถโมเดลคุณภาพสูง ที่ต้องมีการประกอบการทำหรือพ่นสี การเก็บงานทุกรายละเอียดและทุกชิ้นส่วนด้วยตัวเอง ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังทำและสะสมอยู่

“พ่อสนับสนุนแต่แม่เป็นห่วงครับ ตอนเด็กๆ ในห้องผมมีแต่กลิ่นทินเนอร์ (ฮา) ทุ่มเทมาก ทำเองพ่นสีเอง ทำอย่างนี้มาตั้งแต่เล็ก ปัจจุบันถือว่าซาไปเยอะ โดยเมื่อเจอรถยนต์รุ่นไหนที่ชอบ หรือเป็นรุ่นหายากก็จะซื้อเก็บเอาไว้ พอมีเวลาว่างก็จะค่อยๆ นำมาประกอบ ทำไปเรื่อยๆ ใช้เวลากับมันอย่างมีความสุข” นัทธพงศ์ เล่า

 

รถยนต์แต่ละคันก็แต่ละรุ่น ใช้เวลาในการประกอบค่อนข้างนานแล้วแต่ความยากง่าย สำหรับโมเดลคันโปรดมี 2 รุ่นด้วยกัน คือ รุ่น LAFERRARI ซึ่งเป็นรถที่ค่ายเฟอร์รารี่ทำการออกแบบได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด มีการใส่เทคโนโลยีและดีไซน์เพื่ออนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่ได้เห็นจึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นซูเปอร์คาร์สำหรับอนาคต

“เป็นรถในฝันที่อยากได้มาก แต่ด้วยราคาที่แพงกว่า 80 ล้านบาท วันนี้เลยขอครอบครองแค่โมเดลรถไปก่อนครับ (ฮา)”

นอกจากนี้ คือ Nissan 350Z Calsonic ซึ่งเป็นรถโมเดลของค่าย TAMIYA ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทำการผลิตเฉพาะโมเดลคุณภาพสูง และรถคันนี้เองเป็นรถโมเดลคันล่าสุดที่เขาได้ลงมือประกอบและทำสีดัวยตัวเองอย่างพิถีพิถันในทุกชิ้นส่วน ใช้เวลาในการประกอบนาน 1 เดือนเต็ม

คอลเลกชั่นของชายหนุ่มเป็นโมเดลรถที่มีทั้งแบบหาได้ไม่ยากนัก และแบบจำกัดจำนวนต่อรอบการผลิต เช่น 3,000-4,000 คันทั่วโลก ราคาต่อคันประมาณ 10,000-16,000 บาท ส่วนรถคันเล็กหรือโมเดลรถยนต์ญี่ปุ่น Toyota Cilica Collection ถือว่าหาได้ไม่ยาก แต่จะหาแบบครบชุดน่ะยากนะ (ฮา)

“ตั้งแต่โตโยต้าตัวเก่ายันตัวใหม่ ผมมีหมด จะว่าเป็นโรคจิตก็น่าจะได้ ขับรถเข้ากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ ไม่พ้นต้องตระเวนไปเซ็นทรัลทุกสาขา หาซื้อโมเดลรถที่ต้องการให้ได้และให้ครบ”

สำหรับการดูแลรักษา นัทธพงศ์ เล่าว่า บ้านเราลำบาก หมายถึงประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ถ้าอยู่ในห้องแอร์หรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศที่บางทีเปิดๆ ปิดๆ ซึ่งเมื่อปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อใด ในห้องก็จะมีความชื้นซึ่งเป็นศัตรูโดยตรงต่อสีที่เคลือบพ่นรถยนต์ การใช้วัสดุหรือสีเคลือบที่มีคุณภาพสูงเป็นทางเลือกหนึ่งอีกทางหนึ่งคือทำใจ

พูดถึงแต่โมเดลรถของเล่น แล้วของจริงล่ะ เมื่อถามถึงรถยนต์ของที่ใช้ขับในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมี 4 คัน คือ Lamborghini Murcielago LP640-4 ราคา 30 กว่าล้านบาท Range Rover Evouge Hamann ราคา 5.5 ล้านบาท จักรยานยนต์ Yamaha YZF-R1 ราคา 7.9 แสนบาท และ Yamaha Bolt 4.65 แสนบาท ไม่นับรวมเจ็ตสกีอีกหลายคัน (ปัจจุบันนัทธพงศ์ยังเป็นนักกีฬาแข่งขันเจ็ตสกีสังกัดทีม Est Cola โดย เปิ้ล นาคร ด้วย)

“ทั้งกลองและโมเดลรถยนต์เป็นของเล่นของเด็กผู้ชาย ผมก็เต็มที่ทั้งสอง (ฮา) ถือเป็นงานอดิเรกและของสะสมที่เติมเต็ม และความรักความชอบที่ตรงตัวผมที่สุดครับ” นัทธพงศ์ เล่า

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ