‘ศศิน’ คัมแบ็ก ปลุกกระแสต้าน ‘เขื่อนแม่วงก์’

วันที่ 29 พ.ย. 2557 เวลา 09:58 น.
‘ศศิน’ คัมแบ็ก ปลุกกระแสต้าน ‘เขื่อนแม่วงก์’
“ผมทำเล็กๆ แต่ผมคิดใหญ่นะ เราไม่มีอำนาจที่จะไปทำเรื่องใหญ่ๆ ได้ ผมเลยทำเรื่องเล็กๆ แต่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่เป็นจุด Fulcrum”

คำพูดนี้บ่งบอกถึงมุมมองแนวคิดของคนที่ชื่อ “ศศิน เฉลิมลาภ” เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เป็นอย่างดี

ย้อนกลับไปช่วงเดือน ก.ย. 2556 ศศินทำสิ่งเล็กๆ ด้วยการประกาศ “เดินเท้า” จากป่าสู่เมือง รวมระยะทาง 388 กิโลเมตร เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการเขื่อนแม่วงก์ เป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้คนทั่วสารทิศเข้ามาเป็นแนวร่วม จนกระแสคัดค้านเขื่อนแม่วงก์เบ่งบานถึงขีดสุด ส่งผลให้การพิจารณาอีเอชไอเอฉบับนี้ต้องชะลอออกไป

มาปีนี้ ศศินทำเรื่องเล็กๆ อีกครั้ง ด้วยการประกาศ “นั่ง” หน้าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นจุด Fulcrum ที่ปลุกการรับรู้เรื่องเขื่อนแม่วงก์ให้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง จนในที่สุด คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ก็มีมติไม่สร้างเขื่อนแม่วงก์

นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง เพราะแม้จะเป็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ ในขีดความสามารถที่คนตัวเล็กๆ จะทำได้ ทว่าทุกขั้นตอนล้วนผ่านกระบวนการกลั่นกรองในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ ก่อนจะปรากฏภาพออกมาให้สาธารณชนได้เห็น

ศศิน เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เสร็จสิ้นการเดิน 388 กิโลเมตร ว่า คนจะคิดว่าเรื่องเขื่อนแม่วงก์จบแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงกระบวนการต่างๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ตัวแทนกรมอุทยานฯ และกรมชลประทาน มาพิจารณาข้อมูลพื้นที่ป่าในโครงการเขื่อนแม่วงก์ ส่วน คชก.ก็ชะลอการพิจารณาออกไปจนกว่าผลการศึกษาของคณะทำงานจะแล้วเสร็จ เมื่อคณะทำงานใช้เวลา 1 ปีจัดทำรายงานเสร็จ คชก.จึงได้หยิบยกอีเอชไอเอขึ้นมาพิจารณา

ศศิน เล่าว่า ในการประชุม คชก.ครั้งแรกนั้น มีการถกเถียงกันว่าจะนำผลการศึกษาของคณะทำงานมาพิจารณาด้วยหรือไม่ และเชื่อว่ามี คชก.คนหนึ่งพยายามโน้มน้าวที่ประชุมไปในทางที่เห็นชอบอีเอชไอเอ แต่ยังดีที่ตัวแทนจากกรมอุทยานฯ ไม่ยอม ที่ประชุมจึงมีมติให้นำข้อมูลของกรมอุทยานฯ ที่ทำร่วมกับคณะทำงานของ ทส.มาดูรายละเอียดในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งก็คือวันที่ 19 พ.ย.นั่นเอง

“นัยของมันก็คือถ้าข้อมูลกรมอุทยานฯ ไม่มีอะไร ก็คงจะผ่านอีเอชไอเอ นี่คือที่มาที่ทำให้เราต้องเคลื่อนไหวอีกครั้งหนี่ง” ศศิน กล่าว

เมื่อทราบแล้วว่าต้องออกรบอีก ศศินและทีมงานจึงประเมินสถานการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรดี เพราะโจทย์การเคลื่อนไหวครั้งนี้ต้อง “รบเร็ว” ก่อนการประชุม คชก.วันที่ 19 พ.ย. มีการประเมินว่าการเสนอยุทธศาสตร์เรื่องเสือ เรื่องป่า คงไม่ได้แล้วในแง่ของการทำแคมเปญ เพราะพูดเรื่องนี้มา 3 ปี ผู้คนล้วนตระหนักรับรู้ไปแล้ว

การรบรอบนี้จึงต้องหลุดไปจากการพูดถึงระบบนิเวศ ในที่สุดก็มาสรุปกันที่การชูประเด็นเรื่อง “ทางเลือกในการจัดการน้ำ” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ยังมีคำถามในใจว่าถ้าไม่เอาเขื่อนแล้วจะทำอะไร? จะเอาเสือแล้วจะปล่อยคนไว้แบบเดิมหรือ? ซึ่งแนวทางดังกล่าวผ่านการศึกษาและสอบทานกับผู้เชี่ยวชาญ จนพบว่ามีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม จึงเริ่ม Lunch แคมเปญขอทางเลือกการจัดการน้ำออกไปสู่สังคม

เมื่อยุทธศาสตร์ชัดเจนแล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการออกแบบแคมเปญภายใต้คอนเซ็ปต์ “ใช้เวลาทุกวันให้มีค่าในการทักท้วงการสร้างเขื่อนแม่วงก์” เริ่มแรก ศศินไปค้นเสื้อ Stop EHIA มาใส่ทุกวัน เสมือนเป็นเครื่องแบบเตรียมตัวเตรียมใจต่อสู้อีกครั้ง เริ่มเขียนข้อความรณรงค์ใส่กระดาษ A4 แล้วถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก ไปจนถึงให้ฝ่ายอาร์ตของมูลนิธิออกแบบโลโก้ จากนั้นก็กระจายออกไปสู่โซเชียลมีเดีย

นอกจากการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียแล้ว ยังมีการประชุมยุทธศาสตร์กับทีมงาน ซึ่งศศินคิดว่าคงจะใช้วิธีการ “เดิน” อีกไม่ได้แล้ว เพราะปัจจัยหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป

ศศิน อธิบายว่า การเดินครั้งแรกนั้นไม่มีต้นทุนทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ เดินเพื่อให้เกิดข่าว และผลพลอยได้คือได้มวลชนจำนวนมากมาด้วย แต่ในการต่อสู้ ถ้าไม่อยากให้แพ้ก็ต้องไม่ให้มวลชนลดลง ดังนั้นถ้าทำวิธีเดิมแล้วคนลดลง ฝ่ายตรงข้ามก็จะหยิบยกเหตุผลนี้มาโจมตีว่าคนไม่สนับสนุนแล้ว

นอกจากนี้ ปัจจัยตอนที่เดินนั้น คนรู้สึกต่อต้านรัฐบาล รู้สึกอยากทำอะไรเพื่อแสดงออก คนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทก็มาร่วมเดิน แม้แต่ฝ่ายเสื้อแดงที่เป็นนักอนุรักษ์ก็มาร่วม

“แต่ปัจจัยตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว คนที่เคยเดินกับเราก็อาจจะรักคุณประยุทธ์ ไม่อยากทำอะไรให้รัฐบาลลำบากใจแถมยังมีกฎอัยการศึก แล้วก่อนหน้านี้ “กปปส.” ก็เดิน “กลุ่มปากบารา” ก็เดิน “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ก็เดิน “เดิน ก้าว แลก” ก็เดิน ที่ร้ายที่สุดคือลุงสะอิ้ง วิ่ง 600 กิโลเมตร ใช้เวลา 5 วัน จาก จ.แพร่ มาโรงพยาบาลศิริราช มันทำลายแบรนด์ 13 วัน 300 กว่ากิโลเมตรของผมหมดเลย (หัวเราะ) ลุงสะอิ้งอายุ 63 ศศินอายุ 46 ดังนั้นทุกคนประเมินว่ามันไม่ได้”

 

เมื่อเดินไม่ได้ ทุกคนก็ย้อนกลับมาที่แนวคิดว่าจะไปนอนกางเต็นท์หน้า สผ. ซึ่งวิธีนี้เป็นแนวคิดแรกเริ่มก่อนจะพัฒนาไปสู่การเดินในปี 2556 แต่ถ้าจะกางเต็นท์ก็ต้องให้ อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานกรรมการมูลนิธิสืบฯ ไปนอนถึงจะเป็นประเด็น เพราะถ้าเอาศศิน อายุ 46 ปี ไปกางเต็นท์นอน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ครั้นจะอดอาหาร 3 วันก็คงไม่ตายอีก

“ผมนึกถึงเรื่องของการทำทุกนาทีให้มีค่าว่ามันคืออะไรอีก ประชุมกับน้องๆ อยู่ๆ ผมก็โพล่งขึ้นมาว่า พี่คงทำอะไรไม่ได้มากกว่าไปนั่ง”

เมื่อตัดสินใจนั่ง ก็มาสู่การออกแบบว่าจะนั่งอย่างไร มีการวางแผนว่าจะนั่งหน้าป้าย สผ. ตั้งแต่วันจันทร์ (17 พ.ย.)โดยไม่ลุกไปไหน นอนก็นอนหลับนกหลังพิงกำแพง และถ้านั่งหลายคน ก็เหมือนเป็นการชุมนุม เลยต้องนั่งคนเดียวเพื่อไม่ให้เข้าเงื่อนไขกฎอัยการศึก และถ้าถูกจับ อาจารย์รตยาก็จะประกาศนั่งต่อ วางแผนกระทั่งว่าจะมีรูปคุณสืบและกระถางธูปด้วย เหมือนขอให้คุณสืบมาช่วย ใครไปใครมาจะได้จุดธูปให้ควันโขมงไปหมด

“แต่ผมไม่ได้ไปสำรวจสถานที่ พอเอาเข้าจริงๆ ที่มันแคบมาก สุดท้ายน้องๆ เลยดีไซน์ว่าเอาเก้าอี้แบบไม่มีพนักพิงไปนั่ง ยิ่งเติมความลำบากเข้าไปอีก ต้องเป็นเก้าอี้ที่นั่งแล้วเมื่อย ลองไปนั่งหน้าหอศิลป์ ปรากฏว่าเก้าอี้เตี้ย เวลาคนมาถ่ายรูปก็ต้องย่อเข่าลง เป็นผู้หญิงก็ลำบาก เลยต้องทำตัวลำบากเข้าไปอีกคือต้องนั่งเก้าอี้สูง นอนก็ไม่ได้ (หัวเราะ)”

ศศิน กล่าวต่อไปว่า ด้วยคอนเซ็ปต์ทำทุกนาทีให้มีค่า จึงพยายามกินให้น้อย จะได้ไม่ต้องไปเข้าห้องน้ำ เพื่อจะได้นั่งอยู่ให้คนเห็นว่าไม่ได้ไปไหน เริ่มนั่งวันแรก โพสต์เฟซบุ๊กตอน 7 โมงเช้าก็มีคนมาเยี่ยมมาขอถ่ายรูปเลย เฉลี่ยครึ่งชั่วโมง/1 คน วันนั้นกินกล้วยไปแค่ใบเดียว แขกคนสุดท้ายกลับไปตอนตี 3 พอเข้าวันที่ 2 ถือว่าพีกที่สุด มีคนมาเยี่ยมให้กำลังใจตั้งแต่ตี 5 มีสื่อมวลชนมาทำข่าวมากมาย หมดแรงจนจะเป็นลม เหนื่อยยิ่งกว่าตอนเดินเสียอีก พอเข้าวันที่ 3 กระบวนการก็เข้าสู่การประชุม ซึ่งผลประชุมก็ค่อนข้างปิดทางเขื่อนแม่วงก์

ศศินประเมินว่า แม้ในเชิงหลักการ รายงานอีเอชไอเอฉบับนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของ คชก. แต่ในทางพฤตินัยถือว่าโครงการล้มไปแล้ว เพราะข้อมูลสภาพป่าในอีเอชไอเอ กับข้อมูลของกรมอุทยานฯ ไม่ตรงกัน นำไปสู่การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ผิดเพี้ยนไปด้วย เมื่ออีเอชไอเอผิด กรมชลประทานก็ควรถอนเรื่องออกไป

“ผมคิดว่าเป็นผลจากการที่สาธารณชนมาร่วมกับเราพอสมควร กรมอุทยานฯ ก็แสดงตัวคัดค้าน เพราะก่อนหน้านี้เขารู้แต่ว่ามันดีแต่ไม่มีข้อมูลสนับสนุน จนพอมีการตั้งคณะทำงานของ ทส. ทางกรมอุทยานฯ ก็หางบมาทำวิจัยได้ เมื่อวิจัยเสร็จก็ทำให้กรมอุทยานฯ มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล้าออกหนังสือว่าไม่ควรสร้าง ทั้งหมดมันก็มาจากการเดิน ทำให้เกิดคณะทำงาน ทำให้มีการจัดสรรงบ ทุกอย่างก็ค่อยๆ คลี่คลายไป”

แม้ประตูการสร้างเขื่อนแม่วงก์จะสะดุดลงอีกครั้ง แต่ศศินมองว่ายังคงต้องทำงานต่อไป ในเรื่องของการสนับสนุนทางเลือกในการจัดการน้ำให้เกิดความยั่งยืน เพราะเป็นสิ่งที่จะป้องกันการเกิดเขื่อนในป่าได้อย่างแท้จริง ดังนั้นมูลนิธิสืบฯ ต้องเปิดพื้นที่การทำงานใหม่ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดได้จริง การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์การต่อสู้ แต่เป็นเรื่องการ Convince ผู้มีอำนาจให้เห็นด้วยกับแนวทางนี้

“ตอนนี้มีเขื่อนที่สร้างไม่ได้ 20-30 เขื่อน เพราะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ถ้าโมเดลการจัดการน้ำทางเลือกที่แม่วงก์พอทำได้ ต่อไปเขื่อนที่มีปัญหาอยู่ก็ยังพอมีทางเลือกอื่น แล้วถ้ามันลดความขัดแย้งได้ มันก็มีคุณูปการต่อประเทศไทยเต็มๆ เรายอมเหนื่อยแต่ผลที่ได้มันก็คุ้ม” ศศิน กล่าวทิ้งท้าย