วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

วันที่ 14 ต.ค. 2557 เวลา 11:49 น.
วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ไม่มีเครดิต

โรคหลอดเลือดสมองพบได้กว้างขวางที่สุดในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด มีอันตรายร้ายแรง เนื่องจากสมองของผู้ป่วยอาจเสียหายจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถือเป็นภัยเงียบที่คนเราพึงระวัง

นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า โรคนี้สามารถเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น อายุที่มากขึ้น การขาดการออกกำลังกาย ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่เป็นประจำ แม้แต่การถ่ายทอดทางพันธุกรรม รวมถึงความเครียด ความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือดสูง

“โรคนี้เป็นภาวะที่เกิดจากการตีบตันของเส้นเลือดในสมองหรือเส้นเลือดแดงคาโรติด ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง อาการที่เป็นสัญญาณอันตรายของโรค ได้แก่ ความผิดปกติด้านการมองเห็น อาการอ่อนแรงหรืออัมพาตในบางส่วนของร่างกาย พูดจาติดขัด รู้สึกวิงเวียนกะทันหัน หรืออาการชักกระตุก เนื่องจากโรคนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันทีที่พบสัญญาณดังกล่าว แม้ว่าจะไม่ได้มีอาการร้ายแรงก็ตาม”

แม้โรคหลอดเลือดสมองอาจจะอันตรายถึงชีวิต แต่ก็มีวิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ พล.ต.นพ.ชุมพล เปี่ยมสมบูรณ์ นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำวิธีในการป้องกัน ดังนี้

1.ควบคุมน้ำหนัก โดยรักษาดัชนีมวลกายให้อยู่ในช่วงระยะ 18-23 ทุกคนสามารถคำนวณดัชนีมวลกายของตนเองได้โดยนำน้ำหนัก (หน่วยเป็นกิโลกรัม) มาหารด้วยค่ายกกำลังสองของส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) หรือการรักษารอบเอวให้มีขนาดไม่เกิน 36 นิ้วสำหรับผู้ชาย และ 32 นิ้วสำหรับผู้หญิงก็ถือเป็นการควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

2.กินอาหารให้ครบถ้วนและสมดุล หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากและมีส่วนผสมที่ผ่านการหมักดองหรือมีรสจัด ควรเลือกกินอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง และเลือกกินผักและผลไม้สดเป็นประจำ

3.ควบคุมระดับความดันโลหิต และรักษาหรือแก้ไขทันทีหากมีอาการความดันสูง

4.ออกกำลังกายประจำ ครั้งละ 30 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ปรับไลฟ์สไตล์ชีวิตให้คล่องแคล่วมีชีวิตชีวามากขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหม

5.นอนหลับให้เพียงพอ เฉลี่ย 68 ชั่วโมง/คืน

6.ไม่สูบบุหรี่

7.บริหารความเครียด อาจเริ่มต้นด้วยเทคนิคง่ายๆ เช่น หายใจเข้าออกลึกๆ นับหนึ่งถึงสามขณะหายใจเข้า และนับหนึ่งถึงสี่ขณะหายใจออก เพื่อชะลออัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันโลหิตที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากความเครียด

8.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ