เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น

วันที่ 21 มิ.ย. 2557 เวลา 13:56 น.
เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น
โดย...เจียรนัย อุตะมะ

โสด...อนาคตอยากเป็นเศรษฐี

ว่ากันว่า “เศรษฐีตัวจริง” จำนวนมากมักจะใช้ชีวิตแบบสมถะ ลองมาดูกันว่า “เศรษฐีตัวจริง” เขามีแนวทางการใช้ชีวิตอย่างไร

แนวทางการใช้เงิน

ประการแรก ไม่ใช้เงินเกินกว่าที่ตัวเองหาได้

ประการที่สอง ชำระคืนบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกเดือน (ยืนยันแนวคิด #1 คือ ถ้าจะรูดบัตรซื้อของ ก็ต้องมั่นใจว่ามีเงินพอจ่ายในรอบเดือนนั้น)

ประการที่สาม จ่ายเงินให้ตัวเองก่อนเสมอ เมื่อเงินเดือนออก ต้องหักเงินเข้า “บัญชีเงินออม” ของตัวเองก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปจ่ายให้คนอื่นได้ (คนขายของที่เราอยากซื้อ/เจ้าหนี้ ฯลฯ)

ประการที่สี่ ใช้วิธีหักเงินเดือนแบบ “อัตโนมัติ” เข้าบัญชีเงินออมทุกเดือน และออมเพิ่มเมื่อมีรายได้เพิ่ม

ประการที่ห้า เงินบริหารตัวเองไม่ได้ เมื่อออมเงินได้แล้วต้องนำเงินออมไปลงทุนให้มันงอกเงย และต้องรู้จักวางแผนทางการเงินให้กับตัวเอง

ประการที่หก “อิสรภาพทางการเงิน” เกิดขึ้นได้เมื่อเราปลอดหนี้ และเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดก็ตาม

ประการที่เจ็ด เริ่มออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน ยิ่งออมเร็วยิ่งได้เปรียบ

ประการที่แปด เกษียณเร็วได้ หากมีเงินออมพอใช้ มีบ้านมีรถและไม่มีภาระหนี้สินใดๆ อีก

แนวทางการใช้ชีวิต

ประการที่เก้า บ้านที่ขนาดพอดี กับครอบครัวก็พออยู่ได้ รถคันเก่าอายุ 10 ปีก็ยังใช้งานได้ และกาแฟที่ถูกกว่าสตาร์บัคส์ก็ยังดื่มได้

ประการที่สิบ การขับรถหรูหรือมีบ้านหลังใหญ่ ไม่ได้ทำให้คุณดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น

ประการที่สิบเอ็ด ชีวิตคนแสนสั้น จึงควรเลือกทำงานที่ทำแล้วมีความสุข

ประการที่สิบสอง การรับทำงานเสริม อาจจะไม่ได้ทำให้รวยเร็วขึ้น แต่ช่วยให้มีเวลาว่างน้อยลงที่จะไปใช้เงินซื้อของ

ประการที่สิบสาม “คิดการใหญ่” และ “มองไปข้างหน้า” เสมอ

ประการที่สิบสี่ ทำประกันไว้บ้าง เพราะเหตุร้ายบางอย่าง (เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิตในขณะที่ลูกยังเรียนไม่จบ) อาจทำให้ครอบครัวล้มละลายได้

ประการที่สิบห้า เชื่อเสมอว่า เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้

ประการที่สิบหก อดทนไว้ เพราะความร่ำรวยไม่สามารถสร้างได้ในชั่วข้ามคืน

บทเรียนชีวิต...วัยเกษียณ

อายุ 60 ปีเสียใจเสียดายอะไรมากที่สุด คือประเด็นที่สำนักข่าวเดลีเมลของอังกฤษ ออกไปสัมภาษณ์คนอายุเกิน 60 ปีว่า ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา รู้สึกเสียใจ เสียดาย อะไรมากที่สุด และหากย้อนเวลากลับได้จะทำตัวใหม่ให้ต่างจากเดิม คำตอบมากที่สุดมี 7 คำตอบ เรียงตามลำดับคำตอบที่มีคนตอบมากที่สุดดังนี้

คำตอบแรก ถ้าย้อนเวลากลับได้ จะเชื่อฟังพ่อแม่มากกว่านี้ เพราะพ่อแม่รู้จักเราดีและหวังดีต่อเรา ถึงเราโตแล้ว สิ่งที่พ่อแม่พูดก็มีค่าควรฟัง

คำตอบที่สอง จะทำสิ่งที่อยากทำเพราะเสียดายเวลาและโอกาสมากที่ตอนมีกำลังวังชากลับไม่กล้าทำ เพราะกลัวล้มเหลว พออายุ 60 ปี แล้วถึงตระหนักว่าความล้มเหลวหนักที่สุดของมนุษย์คือการไม่ทำ

คำตอบที่สาม การเดินทาง คนอายุเกิน 60 ทั้งหมดพูดเหมือนกันว่า ตอนที่ไปไหนได้คล่อง ดันไม่ไป ไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีเงินบ้าง แล้วแต่จะอ้างกัน มาวันนี้มีเงิน มีเวลา แต่จะไปไหนๆ ก็ไม่สะดวกเหมือนก่อนแล้ว ยิ่งแก่ยิ่งไปยาก ใครที่ยังไหวจึงควรไปเที่ยวเสีย คนที่ยังหนุ่มสาวก็ควรไป เพราะจะคล่องตัวและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีกว่าตอนแก่เยอะเลย

คำตอบที่สี่ จะพูดคำว่ารักให้มากขึ้น ไม่ว่าจะบอกรักพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ป้าน้า อาลุง หลานเหลน โดยเฉพาะลูกและสามี ภรรยา บางที่เรานึกเองว่าเราทำอะไรให้ตั้งเยอะ น่าจะรู้แล้วว่ารัก แต่ที่จริงถ้าเราไม่เอ่ยคำว่ารัก ก็เหมือนกับหัวใจไม่ยอมเปิด และคนรอบข้างจะขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะลูกที่พ่อแม่ไม่เคยบอกว่ารัก จะขาดความมั่นใจมาก

คำตอบที่ห้า จะเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่เคยเป็น ตอนหนุ่มสาว และตอนทำงาน บางทีต้องทำเป็นชอบอะไรตามสมัยให้เหมือนคนอื่น บางทีไม่กล้า แปลกแยก พอแก่แล้วถึงเข้าใจได้ว่า คนเราไม่สามารถเหมือนคนอื่นและเหมือนตัวเองได้พร้อมกัน และเมื่อมองย้อนอดีต จะเห็นชัดเจนว่า คนเงินเดือนสูงและประสบความสำเร็จนั้น มักจะเป็นคนที่ไม่พยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่น

คำตอบที่หก เปลี่ยนงาน หากงานที่ทำมันบั่นทอนจิตใจ มันหนักไป ถูกเอาเปรียบมากไป หรือมีปัญหาอื่น คนวัยเกิน 60 ปี บอกว่า นึกไม่ออกว่าทำไมไม่หางานใหม่ ไปทนทำอยู่ทำไม

คำตอบที่เจ็ด ถ้าย้อนเวลากลับได้ คนวัยเกษียณบอกว่าจะกังวลกับเรื่องต่างๆ ให้น้อยลง เพราะที่ผ่านมามัวไปกังวลเรื่องบ้าบอคอแตกมากมาย โดยไม่เกิดผลอะไรเลย กังวลแล้วทุกเรื่องก็จบลงได้โดยที่ความกังวลไม่ได้ทำให้จบลงดีหรือเลวกว่าเดิม เปลืองสมองกับเรื่องกังวลเปล่าๆ

สรุปมี 7 เรื่อง คือ 1.เชื่อฟังพ่อแม่ 2.ทำในสิ่งอยากทำ 3.เที่ยวถ้าอยากไป 4.บอกรักคนในครอบครัว 5.เป็นตัวของตัวเอง 6.เปลี่ยนงานหากสมควรเปลี่ยน 7.ลดความกังวล

เรียบเรียงจาก http://www.businessinsider.com/howtoactlikeamillionaire20138

— with Rens de Leur and 3 others.

ที่มา : SSO Savings Club