เธอคือหัตถาครองพิภพ (ไซเบอร์) ปฏิวัติการเลี้ยงลูกด้วยโซเชียลมีเดีย

วันที่ 01 เม.ย. 2557 เวลา 09:33 น.
เธอคือหัตถาครองพิภพ (ไซเบอร์) ปฏิวัติการเลี้ยงลูกด้วยโซเชียลมีเดีย
โดย...โยธิน อยู่จงดี

เสียงเด็กน้อยร้องโยเยหิวนมแม่ดังขึ้นกลางดึก คุณแม่วัยสาวตื่นมาให้นมลูกเช่นทุกคืนที่ผ่านมาแล้วกว่า 4 เดือน นับแต่ลูกคนแรกลืมตามองโลก มือข้างหนึ่งประคองให้นมลูก มืออีกข้างหนึ่งหยิบแท็บเล็ตพูดคุยกับคุณแม่คนอื่นๆ ในกลุ่มที่ตื่นมาให้นมลูกกลางดึกเช่นเดียวกับเธอ หัตถาครองพิภพแต่ไหนแต่ไรมาที่มือหนึ่งไกวเปล ร้องเพลงกล่อมเด็ก กำลังถูกเปลี่ยนแปลงด้วย กูเกิล ยูทูบ และบรรดาเว็บโซเชียลมีเดีย ไปตลอดกาล

จิตติมา พูลผล พนักงานบริษัทย่านสีลม และคุณแม่ลูกอ่อนวัย 4 เดือน เล่าถึงการเลี้ยงลูกโดยอินเทอร์เน็ตของเธอว่า ตั้งแต่รู้ว่าตั้งท้องก็เริ่มหาข้อมูลเรื่องการดูแลตัวเองในอินเทอร์เน็ต หลักๆ แล้วก็จะใช้กูเกิลในการค้นหา และเข้ากลุ่มคุณแม่ในเฟซบุ๊กที่เจอระหว่างการหาข้อมูลในกูเกิล ซึ่งจะมีการตั้งเป็นกลุ่มอย่างคลับม้าน้อยมกราคม ก็จะรวมคุณแม่ที่จะคลอดลูกในเดือน ม.ค. มาพูดคุยกัน เป็นต้น

แต่บางครั้งก็ไม่อยากอ่านข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมากนัก บางอย่างก็ทำให้วิตกจริตเกินเหตุ เช่นเรื่องอาการเจ็บป่วยของลูกหรือโรคบางอย่างระหว่างตั้งครรภ์ก็จะเลี่ยงอ่านแล้วไปหาหมอโดยตรงเลยจะดีกว่า

เว้นแต่เรื่องการเลี้ยงลูกสมัยใหม่ที่มีคุณหมอเขียนบทความให้คำแนะนำในเว็บไซต์ อันนี้จะค่อนข้างเชื่อและทำตาม แต่ต้องดูด้วยว่าเว็บไซต์นั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน

บางครั้งก็อาศัยการดูคลิปวิดีโอ เช่น การอาบน้ำให้ลูก การดูดน้ำมูกเด็กทารก การห่อตัวเด็ก ท่าอุ้มที่ถูกต้องในยูทูบก็ช่วยได้มากในเวลาที่ญาติผู้ใหญ่ไม่ได้มาช่วยเลี้ยงหลานเหมือนคุณแม่ในครอบครัวใหญ่

“การเลี้ยงลูกสมัยใหม่มีความแตกต่างจากยุคเดิมสมัยที่เรายังเป็นเด็กๆ ค่อนข้างมาก ไม่ใช่ว่าแบบเก่าไม่ดี เพราะเราก็โตมาด้วยการเลี้ยงแบบนั้นมาได้ แต่สมัยใหม่จะมีงานวิจัยที่มีผลแน่ชัดถึงการเลี้ยงลูกในแบบต่างๆ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าอยากจะให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร

เช่นเรื่องง่ายๆ อย่างการให้นมแม่ ความรู้สมัยใหม่คุณหมอจะเน้นย้ำว่าให้ลูกกินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน1 ปี โดยไม่ต้องรับประทานอาหารเสริมหรือดื่มน้ำเลย แต่คุณปู่คุณย่าก็จะบอกว่าให้ดื่มน้ำบ้าง หรือ 3 เดือนไปแล้วให้ลูกกินกล้วยบด กินนมวัวเสริม ซึ่งขัดกันอย่างมาก แต่เราก็เลือกที่จะเชื่อคุณหมอกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่เราค้นหามาได้มากกว่า แรกๆ ก็ต้องอธิบายให้ที่บ้านเข้าใจกันอยู่พอสมควร หรือต้องให้ท่านอ่านในสิ่งที่เรารู้ ท่านจึงยอมรับการเลี้ยงลูกยุคใหม่” จิตติมา เล่าถึงความแตกต่างระหว่างการเลี้ยงลูกของสองยุคสมัยที่มีความรู้แตกต่างกัน

คุณแม่วัยสาวเสริมอีกว่า มีอยู่คืนหนึ่งที่ตื่นมาปั๊มนมให้ลูกตอนตีสอง ก็โพสต์อวดรูปนมที่ปั๊มได้เยอะกว่าทุกครั้ง คือประมาณ 8 ออนซ์ ปรากฏว่ามีคุณแม่ในคลับเฟซบุ๊กมากดไลค์กันเดี๋ยวนั้น เพราะทุกคนก็ตื่นมาปั๊มนมให้ลูกเหมือนกัน หรือบางคนลูกร้องกลางดึกกล่อมเท่าไหร่ก็ไม่ยอมนอน ก็มาระบายพูดคุยกัน ให้กำลังใจกันและกัน แม้ไม่เคยเห็นหน้า แต่เราก็รู้สึกว่าเรามีเพื่อนให้เราไม่รู้สึกเหงาหรือท้อจนเกินไป ซึ่งคนเป็นแม่ทุกคนจะรู้ดีว่าเลี้ยงลูกช่วงขวบปีแรกจะเหนื่อยมาก

ณัฐพร จันทร์โชคพงษ์ บรรณาธิการบริหาร เดอะเอเซียนแพเรนท์ ไทยแลนด์ เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมของคุณแม่ชาวอาเซียนประจำปี 2014 ของเว็บไซต์ th.theasianparent.com ว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่มี จากการสำรวจเจาะไปที่กลุ่มคุณแม่ชาวไทยกว่า 4,500 คน ค้นพบว่าคุณแม่กว่า 80% ใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะหลังจากมีลูกทำให้ผู้หญิงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสื่อ จากที่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ดูรายการโทรทัศน์ ก็เปลี่ยนมาใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ใช้ทั้งความบันเทิงและการทำงานไปพร้อมกัน ทำให้คุณแม่สามารถบริหารจัดการเวลาที่เสียไปกับการเลี้ยงลูกได้อย่างลงตัวมากขึ้น

พฤติกรรมของคุณแม่ส่วนใหญ่พบว่าคุณแม่รุ่นใหม่สามารถอัพโหลดภาพลูกบนเฟซบุ๊กไปพร้อมๆ กับการเช็กอีเมลงานและคุยโทรศัพท์ไปด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ คุณแม่ยุคอินเทอร์เน็ตยังมีการสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ร่วมกับคุณแม่ท่านอื่นๆ เพื่อแชร์ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกกันและกัน

มักจะทดลองนำวิธีดูแลลูกจากคุณแม่ท่านอื่นๆ มาทดลองใช้ รวมทั้งหาข้อมูลจากกูเกิลถึงวิธีการเลี้ยงลูก และอ่านคำแนะนำจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญในเว็บไซต์ต่างๆ มากกว่าการโทรปรึกษาผู้ใหญ่หรือเพื่อนๆ ใกล้ตัวเหมือนสมัยก่อนทุกครั้งที่มีปัญหาคุณแม่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาข้อมูลการเลี้ยงลูกเกือบทุกๆ เรื่อง

โดยเฉพาะการใช้เฟซบุ๊กช่วยเลี้ยงลูก ซึ่งคุณแม่จะมีการตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กแล้วพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน บ้างก็อวดรูปลูกๆ ของตัวเอง ซึ่งกลุ่มคุณแม่ที่มีลูกเกิดไล่เลี่ยกันพวกเขาก็แชร์พัฒนาการของเด็กๆ รวมทั้งปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกได้อย่างรวดเร็ว เพราะคุณแม่เหล่านี้มีกิจวัตรใกล้เคียงกันอย่างมาก

ศิรินา มณีโชติ คุณแม่ลูกสองและผู้ประกาศข่าวและนักจัดรายการวิทยุ เล่าถึงกิจวัตรประจำวันในการเลี้ยงลูกของเธอว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใช้อินเทอร์เน็ตทุกครั้งที่มีคำถามหรือสงสัยเรื่องการเลี้ยงลูกในจุดเล็กๆ น้อยๆ เพียงคำถามเดียวก็จะเลือกค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแทนที่จะโทรไปถามญาติพี่น้อง ซึ่งเราก็จะได้คำตอบคร่าวๆ พอให้แก้ปัญหากันไป

ส่วนมากก็จะเข้าเฟซบุ๊กเพื่อดูลูกของคุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มว่าเขามีพัฒนาการอย่างไร คลานได้ เดินได้ หรือเด็กมีปัญหาอะไรแล้วคุณแม่ท่านอื่นๆ แก้ไขกันอย่างไร ก็จะเห็นว่าควรจะเลี้ยงลูกแบบไหนหรือเตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกในอนาคต ซึ่งการมีโซเชียลมีเดียนอกจากจะเลี้ยงลูกแล้วยังช่วยให้คุณแม่คลายเหงาได้ดีไม่น้อย

สอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า คุณแม่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยรวมทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะนิยมใช้เฟซบุ๊กมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยกูเกิลพลัส อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ ตามลำดับ ส่วนเครื่องมือค้นหาข้อมูลหลักแน่นอนว่าต้องเป็นกูเกิลอย่างหนีไม่พ้น แต่อีกจุดที่น่าสนใจของคุณแม่โซเชียลมีเดียก็คือมีปริมาณการสั่งซื้อของผ่านระบบออนไลน์สูงกว่าทุกกลุ่ม

 

“เราคาดว่าเป็นเพราะคุณแม่เหล่านี้ต้องอยู่กับบ้านดูแลลูกๆ ทำให้ไม่มีเวลาเดินออกไปช็อปปิ้ง จึงต้องเลือกซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต ประกอบกับสินค้าในอินเทอร์เน็ตจะมีราคาถูกกว่าในท้องตลาด จึงง่ายแก่การตัดสินใจอย่างไม่ลังเล โดยพฤติกรรมหลักๆ ก็คือ ดูสินค้าและนำภาพสินค้านั้นไปสอบถามคุณแม่ท่านอื่นๆ ในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ประกอบการตัดสินใจ หากคำตอบที่ได้รับมีแนวโน้มที่ดี สินค้านั้นก็จะถูกสั่งซื้อตามลำดับ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักการตลาดจะต้องปรับเปลี่ยนข้อมูลที่มีในเว็บไซต์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะคุณแม่ถือเป็นกลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อสินค้าสูงที่สุดของครอบครัว ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างภายในบ้านมากกว่า 80% คุณแม่เป็นผู้ตัดสินใจทั้งสิ้น” ณัฐพร ทิ้งท้ายผลสำรวจที่ทำให้เรารู้ว่า คุณแม่ยุคโซเชียลมีเดียนี้เขาเลี้ยงลูกกันด้วยกูเกิล ยูทูบ เฟซบุ๊ก และนั่งอยู่ที่บ้านก็มีผ้าอ้อมกับของเล่นลูกส่งให้ถึงบ้านด้วยการสั่งออนไลน์ ในขณะที่การงานก็ไม่มีขาดตกบกพร่อง ต้องยกให้เป็นยอดคุณแม่ทุกท่านจริงๆ