เอื้อเฟื้อตนเอื้อเฟื้อพระ...

วันที่ 08 ธ.ค. 2556 เวลา 10:42 น.
เอื้อเฟื้อตนเอื้อเฟื้อพระ...
โดย...วีรณัฐ โรจนะประภา [r_veeranut@hotmail.com]

ในรอบปีที่ผ่านมานี้มีข่าวร้อน ร้อนมาก ถึงร้อนที่สุดอยู่หลายเรื่อง แต่หากเฉพาะเจาะจงลงไปที่ข่าวร้อนด้านร้ายเกี่ยวกับแวดวงศาสนา ข่าวที่ร้อนระอุที่สุดเห็นจะไม่มีข่าวไหนเกินข่าวของพระที่รู้จักกันในนาม “หลวงปู่เณรคำ” รายละเอียดมีอะไรบ้างคุณๆ คงทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะสื่อกระแสหลักทุกช่อง ทุกฉบับตีข่าวนี้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่แม้จะเป็นเรื่องพระ แต่สื่อทันสมัยอย่างโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เล่นข่าวนี้กันจนต้องเรียกว่าข้อมูลท่วมโลกไซเบอร์ ไล่ไปจนถึงสื่อโบราณอย่างสภากาแฟที่ทุกวงก็ล้วนอภิปรายกันอย่างเมามัน

ส่วนหนึ่งก็มาจากยิ่งสาว ยิ่งมีประเด็นเพิ่มเกิดขึ้นมาก ชนิดชวนให้สังคมตะลึงได้ทุกวัน เริ่มจากภาพไม่เหมาะในการนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวกับการใช้ของไม่เหมาะกับสมณสารูป ไปถึงเรื่องเงินบริจาคจำนวนมหาศาล การสร้างพระแก้วมรกตที่ไม่ได้รับอนุญาต การอวดอุตริคุยกับพระอินทร์ แบบคฤหาสน์หลังงามที่มีจากุซซี่ จนถึงเรื่องสำคัญ คือ เพศสัมพันธ์กับเด็กสาวจนมีลูก ถึงขั้นอาจจะเลยเถิดไปถึงเรื่องการฟอกเงิน เรื่องยาเสพติด

เรียกว่าหากมองเป็นภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยทั้งฉากรัก ฉากบู๊ ฉากการซ่อนเงื่อนชวนให้คนตามดูได้ตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งมาบวกกับฝีมือการปรุงแต่งนำเสนอของสารพัดสื่อ ยิ่งทำให้ชวนติดตามกันแบบใจจดจ่อไม่กะพริบตากันเลยทีเดียว เรื่องคดีความ ความกระจ่างคงยกให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับ “ชีวิตรื่นรมย์” บทนี้คงอยากชวนคุณๆ คิดให้เลยขึ้นไปถึงท่าทีของพุทธศาสนิกชนที่ควรมีในสังคมนับต่อจากเหตุการณ์ใหญ่นี้

หากไล่ย้อนคดีดังเกี่ยวกับพระที่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก แต่สุดท้ายสรุปได้ว่า พระมีศัตรูร่วมกันอยู่สองอย่าง นั่นคือ “สตรี” กับ “เงินตรา” ซึ่งหากพิจารณาให้ละเอียดก็อาจจะมิใช่เรื่องแปลก เพราะพระเองก็มาจากคนทั่วไปที่มีศรัทธาตั้งใจจะเข้ามาหาความรู้ในเพศสถานะที่เอื้อต่อการศึกษากว่า นั่นคือ เพศของบรรพชิตบวชเป็นพระ ซึ่งระหว่างการฝึกฝน ขัดเกลาตนด้วยข้อวัตรของพระนั้น จำต้องใช้เวลา มิใช่แค่เปลี่ยนสถานะ เปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อผ้าของชาวบ้านมาครองผ้าเหลืองแล้วจิตใจจะเปลี่ยนได้เองโดยฉับพลัน นั่นทำให้หากพระรูปใดหากใจไม่แกร่งพอ ระหว่างทางจึงอาจพลาดท่าต่อศัตรูทั้งสองนั้นได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องความต้องการทางเพศหรือเรื่องสตรี ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระภิกษุมีท่าทีหรือมีกฎเกณฑ์สำหรับการปฏิสัมพันธ์กับสตรีไว้อย่างเข้มงวดเป็นขั้นๆ ดังมีเนื้อความที่ปรากฏในพระสูตรตอนหนึ่งที่ท่านพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

“พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

“อย่าดู"

“เมื่อจำต้องดู จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

“อย่าพูดด้วย”

“เมื่อจำต้องพูด จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

“ต้องตั้งสติไว้”

จะเห็นว่าพระพุทธองค์ท่านเริ่มก็ทรงแนะเลยว่า อย่าดู ไม่ต้องพูดถึงการคุย การชิดใกล้ การไปไหนมาไหนร่วมกันเลย ขณะที่เรื่องเงินตรานั้น ด้วยบารมีของผ้าเหลืองและศรัทธาของมหาชน ทำให้มีเงินทองไหลมาง่ายดาย ดังนั้นเช่นกันคือพระรูปใดไม่ฝึกฝนตนจนแกร่งจริงก็อาจพลาดท่าต่อความเย้ายวนของลาภสักการะนี้ได้ง่าย นั่นเป็นในด้านของพระ

แต่ที่สำคัญ คือ ต้องมองในด้านของโยม ด้วยว่าโยมเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องป้องกันรักษาพระดีๆ ไว้อยู่คู่พระศาสนา ให้เป็นผู้ที่คอยสละความสุขส่วนตัวไปแสวงหาความจริงหรือยารักษาโรคใจมาให้พวกเราด้วย อย่าไปทำหรือสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้พระเสียได้ง่ายขึ้นมา เหมือนในหมู่บ้านห่างไกลมีหมออยู่คนเดียว ชาวบ้านก็ต้องคอยรักษาหมอไว้ไม่ให้ลำบากเพื่อจะได้ไปหาสมุนไพร หาความรู้มาช่วยชีวิตชาวบ้าน อย่าไปชวนหมอดื่มเหล้า สำมะเลเทเมา เพราะหากหมอเสียหมอไป คนเดือดร้อนก็คือตัวชาวบ้านเอง

ดังนั้น คนในสังคมก็ควรปฏิบัติต่อพระเช่นนั้นเช่นกัน อย่าไปทำให้พระเสียพระ ต้องคอยสอดส่องดูแลให้พระสะดวกในการไปหายา (ใจ) ให้เรา ด้วยการไม่แต่งตัวยั่วยวนจะโดยเจตนาหรือไม่ ไม่ถวายของที่ไม่เหมาะแก่สมณสารูป หรือใช้วิธีคิดแบบชาวบ้าน ชาวโลกแบบโลภๆ ที่ใช้เงินเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ไปใช้กับพระ ฯลฯ ซึ่งบางอย่างนอกจากไม่ได้ช่วยให้พระท่านปฏิบัติธรรมเข้มแข็งขึ้นแล้ว ยังอาจจะกลับทางกัน คือ กลายเป็นกระตุ้นให้กิเลสที่ท่านกำลังต่อสู้อยู่กำเริบขึ้น จนท่านอาจแพ้ภัยไป ทำให้พวกเราต้องสูญเสียพระดีไปแบบไม่ตั้งใจ ดังนั้นเราจึงมีหน้าที่ที่ต้องคอยปิดช่องที่จะทำให้พระเสียด้วย

พระพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับพุทธบริษัท 4 ซึ่งมีอุบาสก อุบาสิกาด้วย มิได้มอบภาระในการรักษาศาสนาไว้กับภิกษุ ภิกษุณีเท่านั้น ดังนั้นพวกเราที่เรียกตัวว่าเป็นชาวพุทธจึงควรศึกษาพระธรรมวินัยของพระไว้บ้าง เพื่อจะได้ปฏิบัติต่อพระด้วยความเอื้อเฟื้อต่อพระวินัยอันเป็นอีกทางหนึ่งในการจรรโลงพระศาสนาให้ตั้งมั่นอย่างยั่งยืน และนั่นคือความเอื้อเฟื้ออย่างแท้จริงทั้งต่อตัวเราเอง และต่อพระสาวกของพระพุทธองค์