เรียบง่าย เฉียบขาด ในแบบ ‘ธาริต เพ็งดิษฐ์’

  • วันที่ 09 พ.ย. 2556 เวลา 12:31 น.

เรียบง่าย เฉียบขาด ในแบบ ‘ธาริต เพ็งดิษฐ์’

โดย...เอกชัย จั่นทอง

“ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ที่มักจะอยู่ในกระแสข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน ในขณะที่ภารกิจประจำวันของเขายังมีมากมาย หลายคนอาจจะอยากยลโฉมโต๊ะทำงานของเขาว่าจะหรูหรา ฟู่ฟ่า ใหญ่โตขนาดไหน ในฐานะผู้นำองค์กรใหญ่ แต่เมื่อมาได้สัมผัสด้วยตาจริงๆ ห้องทำงานของอธิบดีดีเอสไอกลับสุดแสนจะเรียบง่าย

ภายในห้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่หนึ่ง เป็นโต๊ะทำงาน ถัดไปเป็นชุดรับแขกราคาถูก เพื่อเอาไว้นั่งคุยกับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนหรือสื่อมวลชน ขณะที่มุมหนึ่งจะมีโต๊ะประชุมเล็กๆ เพื่อเอาไว้ประชุมในการทำงานหรือเป็นวอร์รูม ในระดับรองอธิบดีดีเอสไอ หรือผู้บัญชาการสำนักในบางเรื่อง

“ห้องทำงานนี้ได้ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่อธิบดีดีเอสไอท่านก่อนๆ ซึ่งผมเห็นว่าออกแบบไว้ได้ดีโล่ง โปร่งสบาย อากาศ ไฟ แสงเพียงพอ มีกระจกรอบด้าน ได้มองทิวทัศน์ และที่สำคัญที่สุดฟังก์ชันสามส่วนเหมาะสมแล้ว” อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

อธิบดีดีเอสไอ บอกอีกว่า ห้องทำงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสถานที่ทำงานเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้เราสามารถทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่มองว่าห้องทำงานคือห้องทำงานไม่ใช่ที่พักผ่อน ไม่จำเป็นต้องเลิศหรู หรือใช้วัสดุราคาแพง เพราะคงไม่เหมาะสมกับความเป็นราชการและเงินทองก็ใช้จากภาษีอากร ดังนั้นความเรียบง่าย แต่ใช้ประโยชน์ได้น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมมากกว่า

“เคยได้รับโต๊ะนั่งนวดไฟฟ้าแต่ผมไม่รับไว้เพราะมองว่าไม่ใช่ เพราะการทำงานควรจะออนไทม์ (On Time) ตลอดเวลา การพักผ่อนคือที่บ้านอย่าเอามาปนกัน ซึ่งหากจะให้บรรยายคอนเซปต์ของห้องทำงาน ผมเห็นว่าเป็นห้องที่เรียบง่ายแต่ว่าเอาจริงเอาจัง เพราะงานของเราเป็นงานที่ต้องเด็ดขาดเฉียบขาดในการทำงาน”

นอกจากนี้ อธิบดีดีเอสไอยังมีมุมมองว่าห้องทำงานเสมือนเป็นที่มั่นและเป็นแหล่งขุมพลังในการทำงาน ซึ่งมีผลต่อการทำงานในแต่ละวัน เพราะห้องทำงาน ที่เหมาะสมจะช่วยให้เรามีสุขภาพจิต สุขภาพกายที่ดีในการทำงานได้

“ผมจะมาทำงานประมาณเจ็ดโมงครึ่ง แล้วอยู่ยาวบางครั้งมืดค่ำแล้วแต่ภารกิจ บางวันประชุมหลายเรื่องเมื่อกลับมาห้องทำงานก็รู้สึกผ่อนคลาย เพราะเป็นขุมพลังของการทำงานรู้สึกอย่างนั้นมาโดยตลอด” อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

หลังจากเข้ารับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอมาเป็นเวลา 5 ปี ตนไม่ได้ปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนอะไรภายในห้องทำงานเลย เลยทุกอย่างเดิมๆ หมด มีเพียงอย่างเดียวคือ กำหนดวางโต๊ะที่นั่งให้ได้องศาตามหลักฮวงจุ้ย หรือทางโหราศาสตร์เล็กน้อยเท่านั้นเอง นอกจานั้นไม่มีอะไรพิเศษ

ซึ่งหากมองไปรอบห้องจะเห็นมีแต่พระพุทธรูป รวมถึงพระรูปรัชกาลต่างๆ ถูกวางอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอธิบดีดีเอสไอ บอกว่า ที่ผ่านมาในช่วงเข้ารับตำแหน่งมีเรื่องวุ่นวายมาก รวมถึงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง อะไรต่ออะไรเยอะมาก จึงได้รับความเมตตาจากพี่ๆ น้องๆ แม้กระทั่งสื่อมวลชลเอง ได้นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันควรบูชามาให้เยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป พระรูปของรัชกาลที่ 5 รวมถึงรัชกาลอื่นๆ เป็นอันดับสอง และสิ่งนับถือศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นเช่นกวนอู เรือสำเภา

“ผมถือหลักว่าเมื่อมีคนมาให้ด้วยมารยาทและกตัญญูต่อคนที่นำมาให้ตนก็ไม่นำออกนอกห้อง เลยแน่นไปหมดไม่มีที่จะวาง เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งมงคล เพราะเขาตั้งใจให้เราก็ควรรับไว้ คงไม่ได้เรียกเป็นความเชื่อแต่เป็นความสบายใจ เพราะได้รับมาจากใครแล้วควรจะรับไว้ไม่ควรนำไปมอบต่อ ยังนึกอยู่ว่าเมื่อครบวาระต้องลุกจากเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอแล้ว จะนำไปมอบต่อให้ใครหรือเก็บไว้ไหน เพราะว่าที่บ้านผมก็ได้รับมาเต็มห้องพระแล้วเช่นกัน ถึงตอนนั้นคงพิจารณาว่าจะมอบให้เพื่อนๆ น้องๆ ที่คุ้นเคย”

เมื่อภารกิจการทำงานยังมีมากมาย ขณะที่เรื่องครอบครัวเองอธิบดีดีเอสไอก็ยังให้ความให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยบอกว่าเมื่ออยู่ในบ้านเราก็เป็นสมาชิกในครอบครัว ไม่นำความเป็นอธิบดีกลับไปบ้าน ต้องแยกส่วนกันพอมาทำงานก็จริงจัง ซีเรียสตลอดทั้งวัน ทำให้จบอย่าให้งานค้างคา โดยตัวเองไม่มีการนำเอาเอกสารกลับไปทำที่บ้าน เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่ควรนำมาปนกัน เพราะเมื่ออยู่บ้านเราจะรีแลกซ์เต็มที่ เหมือนปิดสวิตซ์พักผ่อนตัวเอง

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ