บริหารบริษัทเหมือนคนในครอบครัว ชวินธร คุณากรปรมัตถ์

วันที่ 07 ต.ค. 2556 เวลา 09:26 น.
บริหารบริษัทเหมือนคนในครอบครัว ชวินธร คุณากรปรมัตถ์
โดย...วราภรณ์

ท็อด-ชวินธร คุณากรปรมัตถ์ ผู้อำนวยการสายพัฒนาธุรกิจ บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน หรือเคแลนด์ ที่คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ธงชัย คุณากรปรมัตถ์ ที่รั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน โครงการที่ผ่านตา เช่น บ้านราชพฤกษ์ 3 ทำเล เกษตรนวมินทร์ สุขุมวิท และบางบอน โครงการ เดอะ แกรนด์ 3 ทำเล พระราม 2 ประชาอุทิศ และอุดมสุข ทาวน์เฮาส์ ในชื่อ เออร์เบิน สาทร และล่าสุดเพิ่งจับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ทำคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดอะ พาโน พระราม 3 ซึ่งได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเช่นเดียวกับทุกโครงการที่ผ่านมา

นักบริหารวัย 30 ต้นๆ ที่ใช้ชีวิตวัยเรียนในสหรัฐ โดยศึกษาจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์และปริญญาโทด้านบัญชี ส่งผลให้ ชวินธร มีความชำนาญในด้านการลงทุน โดยเฉพาะในตลาดเงิน ตลาดทุน และอสังหาริมทรัพย์

หลังสั่งสมประสบการณ์จากบริษัทภายนอกมา 4 ปี ก็ได้เวลากลับมาทำงานที่ เคแลนด์ โดยเข้ามาดูแลในส่วนของสายงานพัฒนาธุรกิจ

“ก่อนมาช่วยที่บ้าน ผมเคยทำงานด้านการเงิน สนุกตรงเราต้องเปลี่ยนกระดาษให้กลายเป็นเงิน แต่ทำอสังหาริมทรัพย์ต้องเปลี่ยนที่ดินให้เป็นปูน และกลายเป็นเงิน ซึ่งงานนี้เป็นงานตากแดด แม้จะเหนื่อยที่ต้องเดินดูไซต์งาน คุณพ่อเล่าว่า ทำไมท่านถึงสนใจทำธุรกิจด้านอสังหาฯ เพราะตอนแต่งงานใหม่ๆ เริ่มเดินหาบ้าน แต่ไม่มีที่พอใจเลย เพราะท่านจบทางด้านวิศวกรรมโยธา คุณพ่อเลยตัดสินใจทำบ้านเองซะเลย สร้างบ้านเหมือนที่เราอยากได้ พ่อเลยเริ่มคิดว่า ถ้าเราสร้างบ้านทุกหลังให้เหมือนบ้านที่เราอยู่เองจะเป็นอย่างไร ซึ่งตลอด 30 ปี ก็ค้าขายประสบความสำเร็จมาโดยตลอด”

ทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ผ่านไปเพียง 2 ปี แต่ก็ได้รับการฝึกปรือฝีมือจากคุณพ่อหลายอย่าง โดยหลักคิดใหญ่ๆ คือ การมองโลกในแง่ดี และมองวิกฤตให้เป็นโอกาส “ผมเป็นลูกคนเดียวที่ใกล้ชิดกับทั้งคุณพ่อและคุณแม่มากๆ คุณแม่จะสอนเรื่องการใช้ชีวิต ระเบียบวินัย เล่นของเล่นต้องเก็บ แล้วก็สอนเรื่องพระราชดำรัสของในหลวงเรื่องความพอเพียง ที่บอกว่าความสุขในชีวิตไม่ใช่อยู่ที่เรื่องเงิน แต่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเรามากกว่า ความสุขในการทำงานอาจเป็นความภาคภูมิใจที่เราสามารถทำงานนั้นได้สำเร็จ ส่วนคุณพ่อก็จะคุยเรื่องแนวคิดทางธุรกิจ

สิ่งที่ได้ซึบซับจากพ่อคือ การมองโลกในแง่ดี สนุกกับการทำงาน มองวิกฤตเป็นโอกาส เช่น ทยอยซื้อที่ดิน เป็นต้น ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำหรือเจอปัญหาอุปสรรคใดๆ ก็ตาม เพราะคนเรามาทำงานเพื่อมาแก้ปัญหา ฉะนั้นเราต้องให้กำลังใจตัวเองในการทำธุรกิจ พอชีวิตมีความสุข ทุกอย่างมันดีหมดเลย สุขภาพแข็งแรง คิดงานออก ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี”

อยู่ในสายอสังหาริมทรัพย์ ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ ท็อด มองตลาดที่พักอาศัยที่ปัจจุบันบริษัทหันมาสนใจตลาดไฮเอนด์มากขึ้น

“เราหันมาจับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ ที่วัดจากผู้ประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันอายุเฉลี่ยน้อยลง เริ่มต้นจากวัย 30 แต่กลุ่มใหญ่อยู่ที่ 40 ต้นๆ สินค้าไฮเอนด์จึงต้องปรับให้สอดคล้องกับตลาดกลุ่มใหม่ ปัจจุบันผมมองว่าตลาดไฮเอนด์ในกลุ่มสินค้าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตลาดเปลี่ยนไปค่อนข้างชัด ทั้งช่วงวัย รสนิยม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ ก็เปลี่ยนตาม อย่างเดอะ พาโน คอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีราคาขายสูงสุดในห้องเพนต์เฮาส์แบบ 3 ชั้น มีสระว่ายน้ำที่ 120 ล้านบาท ซึ่งขายออกไปแล้ว”

อย่างไรก็ดี ชวินธร ยอมรับว่า การแข่งขันตลาดคอนโดมิเนียมขณะนี้ค่อนข้างรุนแรง แม้คู่แข่งตลาดไฮแอนด์มีไม่มากนัก ซึ่งเจ้าของธุรกิจแต่ละเจ้าก็หาจุดเด่นและสร้างจุดขายให้ตัวเอง เช่น เดอะ พาโน มีจุดขายอยู่ที่สถาปัตยกรรมที่แตกต่าง ทุกยูนิตออกแบบให้เห็นวิวโค้งน้ำเจ้าพระยา ได้บรรยากาศรีสอร์ทริมน้ำ แต่อยู่ใกล้ใจกลางย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ

“ตลาดไฮเอนด์เป็นตลาดแข่งขันไม่สูงเหมือนตลาดกลางกับล่าง กำลังซื้อเป็นพีระมิด ของเราอยู่ตลาดบน ซึ่งเป็นตลาดที่เราเชี่ยวชาญ เราสนใจลูกค้ากลุ่มบนเพราะเราเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ถ้าเราทำอะไรที่เราเชี่ยวชาญ ผลจะดี สังเกตธุรกิจที่ทำกับคนที่มีกำลังซื้อเยอะ ความผันผวนจะไม่มาก แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่คนกลุ่มรายได้มากก็ยังต้องการซื้อบ้าน เพราะต้องมีครอบครัว ต้องซื้อที่อยู่อาศัย ในขณะเดียวกันกำลังซื้อที่อยู่อาศัยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ ช่วงไหนเศรษฐกิจไม่ดี มีกลุ่มหนึ่งที่ซื้อ อีกหลายกลุ่มไม่ซื้อ แต่เราโฟกัสกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง กำลังซื้อก็จะไม่สะดุด”

เทรนด์การซื้อบ้านปัจจุบันของคนไทย คือ จะซื้อบ้านเพียง 12 ครั้งเท่านั้นในชีวิต ฉะนั้นเวลาลูกค้าซื้อบ้าน มักคำนึงถึงจำนวนเงินที่ลงทุนไปจะซื้อบ้านได้ดีขนาดไหน บ้านต้องสร้างดี เพราะอยู่กันไปชั่วลูกชั่วหลาน

“บ้านของเราจับลูกค้าตลาดกลางกับตลาดบนขึ้นไป การเลือกโลเกชันก็สำคัญ เป็นหัวใจหลักของธุรกิจอสังหาฯ โลเกชันที่ดีต้องเป็นสถานที่คนมีกำลังซื้อเยอะ และมีความคุ้นชิน โลเกชันที่ดีคือต้องอยู่ใกล้ถนนใหญ่กลางใจเมือง เราดูโมเดลของคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือสหรัฐอเมริกา เขาเลือกอยู่ริมทะเลกับริมแม่น้ำและเห็นพื้นที่สีเขียว พระราม 3 ฝั่งตรงข้ามคือบางกระเจ้า ซึ่งยังมีพื้นที่สีเขียว อีก 10 ปีข้างหน้าความเจริญน่าย้ายมาอยู่ที่นี่ นอกจากนี้บริษัทยังซื้อที่ดินย่านพระราม 2 ปิ่นเกล้า ประชาอุทิศ เพื่อทำโครงการอื่นๆ ด้วย”

ท็อด บอกว่า หากเรามองว่าประเทศไทยจะเจริญเหมือนประเทศที่เจริญแล้ว คอนโดมิเนียมจึงมีความจำเป็นมาก เพราะที่ดินมีราคาแพงขึ้น คนเวลาน้อยลง การขยายเมืองของกรุงเทพฯ คือการขยายออกข้าง เช่น รัตนาธิเบศร์ ซึ่งค่าเดินทางเป็นสัดส่วนต่อรายได้มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นเรื่อยๆ ขับรถมาทำงานในเมืองใช้เวลาเยอะและไม่คุ้มกับค่าน้ำมัน จุดนี้ทำให้คนยุคใหม่บางส่วนต้องการซื้อคอนโดในเมืองดีกว่าไปเสียเงินเสียเวลาในการเดินทางมาทำงาน

อยู่ในวงการการเงินการลงทุนอยู่ดีๆ เมื่อมาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชวินธร ย่อมพบเจอกับอุปสรรคบ้าง “ผมมองตัวเองเป็นพนักงาน เราจ้างพนักงานมาช่วยแก้ปัญหาที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ปัญหาที่เราเจอทุกวันคือการตัดสินใจบนเงินใหญ่และเศรษฐกิจ ต้องมองให้ออกใน 23 ปีข้างหน้า ทำคอนโดกว่าจะขายออกมาต้องใช้เวลา 23 ปี ปัญหาที่เราต้องเจอทุกวันคือ เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ จะซื้ออะไรดี และปัญหาเรื่องการบริหารงาน และเราทำธุรกิจกับคนหมู่มาก

เรามีพนักงาน 200 กว่าคน เรามีนโยบายพัฒนาคน ผมขอมีพนักงานน้อย แต่มีคุณภาพดีกว่า เราจึงเฟ้นทีมงานที่มีคุณภาพ พนักงานต้องเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาทำ หลักการปกครองคนของผมคือ พ่อแนะนำว่าจะทำธุรกิจให้ได้ดีต้องบริหารบริษัทให้เหมือนกับคนในครอบครัว เราจึงไม่ยึดถือระบบเจ้านายกับลูกน้อง ให้ความเคารพกับพนักงานเก่าๆ ด้วยความเคารพ จะทำให้งานออกมาดี เพราะเราใกล้ชิดกัน มีปัญหาอะไรกล้าบอกกัน กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะเราไม่กลัวกัน เราเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน”

หลักคิดให้ชีวิตเป็นสุขของ ชวินธร ก็คือ ชีวิตคนเราไม่แน่นอน อดีตไม่มี หากจะคิดถึงอดีตให้คิดถึงแต่เรื่องดีๆ ที่ให้ข้อคิดสอนใจและน่าจดจำ ส่วนอนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงควรมองอนาคตอย่างสดใส

ชวินธร คุณากรปรมัตถ์

ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน (เคแลนด์)

การศึกษา : ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ และปริญญาโท บัญชี มหาวิทยาลัย Michigan Ann Arbor สหรัฐ

ประวัติการทำงาน : หลังศึกษาจบ ทำงานที่ Kim Eng Securities Investment Banking นาน 4 ปี

และมาทำงานที่ เคแลนด์ ปี 2011

ความสนใจพิเศษ : สนใจด้านการเงินการลงทุน โดยเฉพาะในทางตลาดเงินและตลาดทุน และอสังหาริมทรัพย์

สถานที่ท่องเที่ยวสุดโปรด : ทั่วโลกที่ของกินอร่อยและวิวทิวทัศน์สวย เช่น สวิส ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง ฯลฯ

สติมี ชีวีเป็นสุข : ท็อด ยึดมั่นถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า คนเราต้องมีสติ และต้องมีสติทุกลมหายใจเข้าออก จึงจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข จริงๆ แล้วที่เราทุกข์เพราะเราคิดไปเอง เพราะชีวิตคนเรามีแต่วินาทีนี้เท่านั้น อดีตก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี ผมค้นพบว่าอดีตจะไม่มีถ้าเราไม่คิดถึงมัน แต่ถ้าจะคิดถึงก็ให้คิดแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่มาสอนใจเรา