‘สิว’ : ไม่ใช่เรื่องสิวๆ

วันที่ 05 ต.ค. 2556 เวลา 11:25 น.
‘สิว’ : ไม่ใช่เรื่องสิวๆ
โดย...แพทย์จีน ศิรินทรา โคตรพรม คลินิกหัวเฉียวไทยจีน

สิว คือ โรคผิวหนังประเภทหนึ่งที่เกิดจากฮอร์โมนภายในร่างกายมีการสร้างไขมันมากเกินไป ทำให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมัน เกิดจากการแพ้สารเคมีบางชนิด ทำให้มีการอักเสบของผิวหนังเกิดขึ้น โดยพบว่า คนที่เป็นสิวเรื้อรังมักจะมีสภาวะร่างกายที่มีความร้อนมากจนเกินไป โดยเฉพาะความร้อนในระบบปอด ระบบม้าม ระบบเลือด ระบบกระเพาะอาหาร ลำไส้ รวมทั้งยังมีเสมหะ ความชื้นจับตัวเป็นก้อนสะสมในร่างกายหรือสารหยินในร่างกายพร่องทำให้มีความร้อนสะสม เลือดมีการไหลเวียนได้ไม่ดี อาหารไม่ย่อย รับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป

สาเหตุของสิวซึ่งพบบ่อยมากมี 4 ลักษณะด้วยกัน คือ

1.เสียสมดุลการทำงานของปอด : ถ้าจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จะมีสิวอักเสบเม็ดเล็กๆ หรือบางท่านอาจจะรู้สึกคันๆ ร่วมด้วย กระจายตัวบริเวณหน้าผาก มักจะปากแห้ง กระหายน้ำเย็นๆ บางท่านอาจมีอาการท้องผูกร่วมด้วย

2.เสียสมดุลระบบกระเพาะ ม้าม : ลักษณะ ความร้อนสะสมอยู่ที่กระเพาะอาหาร อาจมีอาการปวดร้อนที่บริเวณท้อง สาเหตุส่วนมากมาจากการรับประทานอาหารรสเผ็ด รสจัด อาหารที่มันมากๆ สิวจะเป็นสิวอุดตัน หัวปิด จึงเห็นเป็นตุ่มสีขาว พบมากบริเวณรอบปากและคาง หรือมีสิวอักเสบเป็นหนองผิวหน้ามัน ร่วมกับมีอาการปากขม หรือมีกลิ่นปากโดยไม่ทราบสาเหตุ บางท่านจะรู้สึกหิวบ่อย รับประทานเก่ง หรือมีอาการท้องผูกร่วมด้วย

3.เสียสมดุลระบบลำไส้ : ถ้าความร้อนสะสมอยู่ที่ลำไส้ นอกจากจะเป็นสิวแล้ว ยังมีอาการที่เด่น คือ ท้องผูก ไม่ก็จะมีอาการ คือเมื่อถ่ายออกมาแล้วจะมีกลิ่นเหม็น มีอาการแสบร้อนทวารเวลาถ่าย

4.โลหิตคั่ง : เป็นสิวเรื้อรัง เม็ดสิวมักแข็งเป็นไต กดเจ็บ บางท่านอาจมีผิวขรุขระคล้ายกับเปลือกส้ม สุภาพสตรีมักมีอาการผิดปกติของประจำเดือน คือ เลือดจะมีสีคล้ำและอาจมีก้อนเลือดปน และอาจมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย

การเกิดสิวยังประกอบด้วยสาเหตุจาก :

1.จิตอารมณ์ : ความเครียด จะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวขับไขมันออกมากผิดปกติจนเกิดสิว

2.อาหารการกิน : ผู้ที่ชอบอาหารรสเผ็ด มัน อาหารทะเล อาหารทอดและสูบบุหรี่ ล้วนสามารถกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังบวมโตขับน้ำมันออกมากจนเกิดสิว

3.การขับถ่าย : ผู้ที่ถ่ายอุจจาระแห้งแข็ง ท้องผูก ซึ่งเกิดจากชี่บริสุทธิ์ในร่างกายไม่ลอยขึ้น ชี่สกปรกไม่เคลื่อนลง ทำให้ไอพิษลอยขึ้นกระจายเชื้อโรคจนเกิดอาการปวดบวมภายในปาก เหงือกและลิ้น พูดไม่มีเสียง ผิวหน้ามีตุ่มเม็ด ผิวมันอักเสบ หนังศีรษะมันผมร่วง

4.เครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว : ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางเป็นระยะเวลานานนั้น ส่วนประกอบของเครื่องสำอางจะเข้าไปปิดอุดรูขุมขนกระทบต่อมไขมันใต้ผิว จนเป็นสาเหตุเกิดสิว

5.สภาพแวดล้อม : ผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะจากอากาศ ฝุ่นละออง น้ำ อาหาร เสียงรบกวน แสงที่สาดส่อง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างความกดดันต่อสภาพผิว ยับยั้งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังอย่างเชื่องช้าและลดน้อยลง ทำให้ภูมิต้านทานผิวถดถอยจนเกิดสิวได้ง่าย

6.สุขภาพส่วนตัว : อาทิ ระดูมาผิดปกติ งานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ ช่วงวัยรุ่น การบำรุงผิวหรือรักษาโรคผิวหนัง หรือไม่ใส่ใจดูแลความสะอาดของผิวหนัง รวมถึงสาเหตุจากการนอนหลับพักผ่อน บุหรี่ เหล้าและยา เป็นต้น

การรักษาสิวตามแบบแพทย์แผนจีน : เพื่อช่วยให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื้น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ขับความร้อนถอนพิษ สลายเลือดคลั่ง ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ซึ่งเป็นผลจากการบำรุงรักษาผิวหน้า เป็นวิธีที่ง่ายต่อการดูแล จะช่วยเพิ่มโปรตีน เส้นใยคอลลาเจน ช่วยขับความร้อนถอนพิษที่ใบหน้า ซึ่งเป็นวิธีป้องกันการเกิดสิว ลดการอักเสบของสิวและคงความอ่อนเยาว์กระจ่างใสอยู่เสมอได้เป็นอย่างดี

สมุนไพรจีน : บำรุงความงามจากภายใน

เจ้าตำรับยาอายุวัฒนะอย่างชนชาติจีน มีสมุนไพรหลายชนิดที่ผู้หญิงจีนนิยมนำมากินเพื่อประทินโฉมและบำรุงร่างกาย มีขายตามร้านขายยาสมุนไพรจีนทั่วไป

โสม : ส่วนที่นำมาใช้คือราก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รสหวานชุ่มคอคล้ายรากชะเอมเทศ แพทย์จีนเชื่อในสรรพคุณว่าโสมช่วยบำรุงพลังชีวิต ปอด ม้าม แก้อาการเหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ฯลฯ แพทย์ปัจจุบันพบว่าในรากโสมมีสารชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังสดชื่นเปล่งปลั่ง ไม่เหี่ยวแห้งหรือแตกเป็นขุย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย คนจีนจึงเชื่อว่ากินโสมแล้วอายุยืนนั่นเอง

ตังกุย : แพทย์จีนมักจะจัดตังกุยให้หญิงวัยทอง เพราะเชื่อว่ามีธาตุอุ่น สรรพคุณบำรุงโลหิต กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปรกติ แก้ปวดประจำเดือน ลดอาการร้อนวูบวาบ เพิ่มเม็ดเลือดสำหรับผู้หญิงที่โลหิตจาง อีกทั้งยังบำรุงตับและม้ามด้วย

ไข่มุก : นอกจากจะกินเพื่อความงามแล้ว ชาวจีนยังใช้ไข่มุกในการรักษาโรคต่างๆ หลายโรค แม้จะไม่มีผลพิสูจน์ทางการแพทย์ออกมาแน่ชัดว่าไข่มุกมีสรรพคุณรักษาโรคได้จริง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิงจีนซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส แต่ก็มีข้อบ่งใช้ว่า หญิงสาวที่ยังไม่มีลูก ไม่ควรกินเกินปีละ 4 ตำลึง เนื่องจากจะทำให้มดลูกบีบตัว และมีบุตรยาก

นอกจากนี้ยังมี แตงกวา ช่วยเพิ่มน้ำและความชุ่มชื่น ใบบัวบก ช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจน ทำให้แผลหายเร็ว และลดการเกิดคีลอยด์ และตำลึง ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส ควรกินตำลึงสด เพราะเอนไซม์ในตำลึงย่อยสลายง่ายเมื่อโดนความร้อน