วชิราภรณ์ วานิชชัย นักการตลาดผู้หลงใหลไอศกรีม

วันที่ 01 ต.ค. 2556 เวลา 13:36 น.
วชิราภรณ์ วานิชชัย นักการตลาดผู้หลงใหลไอศกรีม
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เวิร์กกิงวูเมนและเก่งอย่างนี้ มิน่าร้านไอศกรีมแบรนด์ดังระดับมิกซ์อินซูเปอร์พรีเมียมจากอเมริกา “โคล สโตน ครีมเมอรี่” (Cold Stone Creamery) โดยบริษัท เซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ผู้ได้สิทธิเอกซ์คลูซีฟแฟรนไชซีเพียงเจ้าเดียวในเมืองไทย แค่เปิดมาได้ 4 ปี แต่มีสาขาปาเข้าไป 13 สาขาแล้ว สำหรับ “วชิราภรณ์ วานิชชัย” ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์โคล สโตน ครีมเมอรี่

เธอมีดีที่ฝีมือ ประสบการณ์และความชำนาญด้านการตลาดมากว่า 20 ปี รับผิดชอบในการบริหารและคิดกลยุทธ์การตลาดปลุกปั้นแบรนด์ต่างๆ จนเป็นที่รู้จักดีของคนไทย จนเมื่อปี พ.ศ. 2550 ได้ร่วมงานกับ CRG ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด มีบทบาทสำคัญในการบริหาร วางกลยุทธ์และนโยบายด้านการตลาดให้กับแบรนด์มิสเตอร์โดนัท ก่อนได้รับความไว้วางใจจาก CRG ให้มานั่งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปแบรนด์โคล สโตน ครีมเมอรี่ ถึงปัจจุบัน และนำรางวัลมาสู่โคล สโตน ครีมเมอรี่ มากมาย

“ฉันชอบไอศกรีมมาก แบบว่าหลงใหลเลยล่ะ” คำพูดประโยคหนึ่งที่ผู้บริหารสาวเอ่ยขึ้นในช่วงของการสนทนา เสมือนเป็นเครื่องยืนยันว่างานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นงานที่ชอบและทำแล้วมีความสุข

 

“ปกติไม่ชอบกินพวกของหวานหรอกค่ะ แต่ว่าไม่ใช่สำหรับไอศกรีมแน่นอน เพราะเป็นคนที่ชอบไอศกรีมมาก พร้อมกันนี้ก็ชอบทำธุรกิจของหวานมากกว่าของคาว เพราะของหวานมองว่ามีความเป็นอาร์ตหรือศิลปะมากกว่า อย่างไอศกรีมก็มีความเป็นศิลปะ ตั้งแต่การคิดสูตร การสร้างสรรค์เมนู ให้มีหน้าตาสีสันและรสชาติอร่อย โปรดักต์ในการครีเอตเมนูก็เป็นอาร์ต”

หลังได้รับมอบหมายให้เข้ามาบริหารแบรนด์โคล สโตน ครีมเมอรี่ ทั้งหมดอยู่พักหนึ่ง เธอบอกว่ายิ่งรู้สึกสนุกและแฮปปี้มาก เพราะเป็นงานที่ชอบอยู่แล้ว และทุกเวลาที่ทำงานก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการทำงาน แต่รู้สึกว่ามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และการคิดว่างานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตย่อมส่งผลประสิทธิภาพและคุณภาพในการทำงาน

“เรารู้สึกว่าเงินเดือนเป็นผลพลอยได้ แต่สิ่งสำคัญที่สัมผัสได้คือ งานทำให้เรามีความสุข งานทำให้เราแอ็กทีฟ แล้วการทำงานของเราไม่ใช่เวิร์กไลฟ์บาลานซ์ แบบว่าเข้างาน 8 โมง แล้ว 5 โมงเย็นกลับบ้าน และหลังจากนั้นเป็นเวลาของครอบครัว หรืออะไรก็แล้วแต่ จะไม่ยุ่งกับงานจนกว่าจะถึงเวลาเข้างานในตอนเช้า

แต่สำหรับเราไม่ ของเราจะเป็นเวิร์กไลฟ์อินทิเกรชัน อยู่ที่บ้านเวลาไหนก็ทำงานได้หมด โทรศัพท์เปิดตลอด เช็กเมลเช็กไลน์ตลอดว่าลูกน้องส่งอะไรเข้ามาบ้าง หรือถ้ามีอะไรจำเป็นก็จะโทรหาเอง คือทุกเวลาเราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการทำงาน แต่รู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และทำให้เรามีความสุข ทำให้เราแอ็กทีฟอยู่เสมอ”

เธอบอกว่าปรัชญาในการทำงานของเธอได้แก่การทำให้ทุกคนมีความสุข (Making People Happy) และเมกกิง พีเพิล แฮปปี้ ของแบรนด์โคล สโตน ครีมเมอรี่ คือ การทำให้ลูกค้าทุกคนที่เข้ามาในร้านมีความสุขนอกเหนือจากได้รับประทานไอศกรีมที่แสนอร่อย

 

“แบรนด์ไอศกรีมของเราจะต่างจากแบรนด์อื่นที่ว่า มิใช่ลูกค้าเข้ามาซื้อไอศกรีมแล้วจบ แต่ทุกร้านของเราจะมีการเอนเตอร์เทนต์ลูกค้าให้รู้สึกแฮปปี้มีความสุขด้วยการเต้นโชว์ ร้องเพลง รวมถึงโยนไอศกรีมโชว์ให้ลูกค้าดู ซึ่งรูปแบบนี้มิใช่แค่ลูกค้าเท่านั้นที่แฮปปี้ แต่พนักงานของเราจะเอนจอยและเกิดการแอ็กทีฟในการทำงานด้วย”

ผู้บริหารสาวบรรยายความโดดเด่นของโคล สโตน ครีมเมอรี่ว่า อยู่ที่การสร้างสรรค์ไอศกรีมในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรสชาติและความอร่อยเข้มข้นไม่เหมือนใครในสไตล์อเมริกัน ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี ผสมผสานส่วนผสมแสนอร่อยบนแผ่นหินแกรนิตแช่แข็งก่อนเสิร์ฟ สร้างสรรค์ไอศกรีมที่มีไอเดียแสนอร่อยลงตัว ให้เลือกความอร่อยหลากหลายมากถึง 20 รายการ

“ลูกค้ายังสามารถสร้างสรรค์ไอเดีย โดยการเลือกสรรการผสมผสานความอร่อยในสไตล์ของตัวเองได้อีกด้วยที่โคล สโตน ครีมเมอรี่ ด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานในร้าน กับรสชาติไอศกรีม พร้อมเมนูเครื่องดื่มอีกมากมาย”

สิ่งหนึ่งที่เธอพยายามปลุกปั้นตลอดตั้งแต่วันที่เข้ามาบริหาร คือ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์ด้วยการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และนำรางวัลความสำเร็จมาสู่โคล สโตน ครีมเมอรี่ รางวัลแล้วรางวัลเล่า

“เรื่องรางวัลเราได้รับจากเมืองนอกทุกปี เช่น รางวัล เดอะเบสต์ คลอลิตี เดอะเบสต์ มาร์เก็ตติง แคมเปญมาร์เก็ตติงดีเด่น เดอะเบสต์ ซีเอสอาร์ ซึ่งเป็นรางวัลอเมริกาจัดงานประชุมแฟรนไชซี โคล สโตน โดยหมุนเวียนจัดไปตามประเทศต่างๆ ทุกปี แล้วเชิญแฟรนไชซี โคล สโตน ประมาณ 20 ประเทศ ปีนี้จะจัดในเดือน ต.ค.นี้ที่ประเทศญี่ปุ่น เราส่งเข้าแข่ง 8 รางวัล อาทิ

มาร์เก็ตติงแคมเปญ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ซีเอสอาร์ ไอศกรีมมูนเค้กซึ่งเป็นอินโนเวทีฟไอเดีย”

เชื่อว่า โคล สโตน ครีมเมอรี่ ภายใต้การของบริหารของเธอจะคว้ามาได้หลายรางวัล

จบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการอาหาร ปริญญาโทการจัดการด้านการตลาด จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

งานอดิเรก ชอบศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอัญมณี เครื่องประดับ จำพวกเพชร พลอยสี หินสี เครื่องเงิน และด้วยความชอบนี้จึงสมัครเรียนหลักสูตรอัญมณีศาสตร์และเครื่องประดับ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้คะแนนสูงสุดเป็นที่ 1 ในหลักสูตร ได้รับประกาศนียบัตรทางด้านอัญมณีศาสตร์และเครื่องประดับในปี พ.ศ. 2545

ชอบคำพูดของ อองซานซูจี ที่ว่า Hope for the best and prepare for the worst คือ ทำอะไรต้องหวังทำให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมการรับมือไว้พร้อม มีแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม หากว่าไม่เป็นไปตามที่หวังหรือตั้งเป้าไว้