โชติช่วงชัชวาล ศูรางกูร สมอง 2 ซีกที่เติมเต็มกัน

วันที่ 21 ก.ย. 2556 เวลา 11:58 น.
โชติช่วงชัชวาล ศูรางกูร สมอง 2 ซีกที่เติมเต็มกัน
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

พี่น้องฝาแฝดมักมีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่รวมถึงนิสัยใจคอด้วย แต่สำหรับ “ต้นโชติช่วง ศูรางกูร” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ และ “ต่อชัชวาล ศูรางกูร” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและพัฒนาแบรนด์ เซเรนาต้า โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กรุ๊ป บุตรชายฝาแฝดทายาทธุรกิจของ “ศุภฤกษ์ ศูรางกูร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ พวกเขากลับรู้สึกว่า แม้เป็นฝาแฝดกัน ทั้ง 2 คน กลับมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างกัน แต่เป็นความแตกต่างที่ลงตัว เพราะช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

ต้น : ‘คู่แฝดที่แตกต่างกัน’

การเป็นฝาแฝด บางคนมักจะคิดว่าต้องมีอะไรเหมือนกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน มีทัศนคติคล้ายกัน แต่สำหรับคู่ของผมค่อนข้างแตกต่าง แต่เป็นความแตกต่างที่ส่งเสริมกัน คือ เขาเก่งด้านหนึ่ง ผมเก่งอีกด้านหนึ่ง เมื่อนำทัศนคติของ 2 คนมารวมกัน ก็สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

เมื่อเราทั้ง 2 คน ต้องเข้ามาทำธุรกิจของครอบครัวด้วยกัน เราก็แบ่งงานกันดูแล ให้แต่ละคนมีบทบาทในการเติมเต็มแต่ละช่องทางกัน ไม่ได้แยกว่าใครดูบริษัทใดบริษัทหนึ่งไปเลย ผมจะดูแลบริษัททัวร์ 80% ให้ต่อดูแล 20% ส่วนโรงแรม ต่อเป็นคนดูแล 80% ผมจะดูแล 20%

ต่อเหมาะกับการดูแลโรงแรม เพราะต้องใช้ทักษะด้านศิลปะ ต้องเป็นคนมีสีสันระดับหนึ่ง ส่วนผมจะถนัดการเน้นงานที่ใช้หลักการและเหตุผลมากกว่า เลยคิดว่าไปทำทัวร์น่าจะดีกว่า

เรา 2 คน เรียนจบกันคนละด้าน ต่อเรียนจบปริญญาตรีด้านวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนผมเรียนจบด้านการตลาด

จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เราสองคนก็ไปเรียนต่อเอ็มบีเอที่ออสเตรเลียด้วยกัน ผมจะเน้นเรียนด้านบริหาร ส่วนต่อจะเรียนด้านการทำตลาดนานาชาติ

ต่อจะมีทักษะที่แตกต่างจากผม เขาจะถนัดทางด้านการทำตลาดออนไลน์มาก ผมเคยทำงานกับบริษัทเอเยนซีต่างๆ มาเยอะ แต่คนเก่งๆ ในเอเยนซีต่างๆ ที่เจอมา อาจจะทำการตลาดออนไลน์เก่งสู้คนนี้ไม่ได้ (ต้นชมหันไปมองต่อ ส่วนต่อก็ยิ้มปรบมือน้อมรับคำชม) จะเรียกว่าการทำตลาดออนไลน์ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวของเขาเลยทีเดียว ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนจบด้านนี้มา แต่เขาก็ศึกษาเองจนเชี่ยวชาญ

ทักษะทางด้านไอทีของผมไม่มาก ซึ่งต่อก็ช่วยผมได้เยอะ เวลามีอะไรเรื่องไอทีผมก็จะถามไปถามมาตามสไตล์พี่น้อง ถ้าเป็นเพื่อนกันถามมากอาจจะรำคาญก็ได้ แต่ผมถามต้นในแบบพี่น้องที่มีเป้าหมายชัดเจน คือ เพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน ขับเคลื่อนให้บริษัทเติบโต ส่วนเรื่องส่วนตัว เราไม่ค่อยได้คุยหรือปรึกษากันนัก ตามสไตล์ผู้ชาย เราจะคุยกันเรื่องงานเป็นหลัก

เวลาทำงานด้วยกัน เราก็จะเติมเต็มกันได้ลงตัว เช่น พอผมคิดผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ ออกมา ต่อจะดำเนินการเรื่องการสื่อสารการตลาดต่อได้ดี เขารู้ใจเรา โตมาด้วยกัน บางทีไม่ต้องเปิดปากก็รู้ว่าอะไร อย่างเช่นเดินไปด้วยกันเห็นอะไรสักอย่างหนึ่ง พอหันมาหาต่อก็จะคุยกันได้เลย เพราะสิ่งที่เรามองคือสิ่งเดียวกัน

เหมือนกับเราได้ฝึกสมองช่วยกันคิดตลอดเวลา เวลาเจออะไรก็จะมีความเข้าใจตรงกัน

ต่อ : ‘เป็นสมองคนละซีก’

ผมกับต้นเป็นเหมือนกับสมองคนละซีก ต้นเป็นสมองซีกซ้าย ส่วนผมเป็นสมองซีกขวา เมื่อสมองทั้ง 2 ซีกมารวมกัน ก็จะเติมเต็มกันและกันได้ดี และแม้ว่าผมกับต้นจะเป็นฝาแฝดกัน เกิดห่างกันแค่ 1 นาที แต่ต้นเกิดก่อนผม ต้นก็จะมีบุคลิกเป็นพี่ชายเลย เขาจะแสดงบทบาทตัวเองเป็นเหมือนพี่ชายของผม ไม่ใช่เป็นเพื่อนกัน เขาคอยให้คำปรึกษากับผมได้เยอะในหลายด้าน เช่น การเรียน ต้นจะเก่งเรื่องตัวเลข ก็จะเป็นครูให้ผมได้

มีหลายครั้งที่การทำงานจะต้องเจอกระบวนการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ผมก็จะไปแลกเปลี่ยนไอเดียกับเขา ก็พบว่าเขามีไอเดียดีๆ เยอะเลย เขาจะเป็นคนที่มองอะไรแบบภาพรวม เรื่องการผลักดันธุรกิจไปข้างหน้า ผมก็จะได้ไอเดียดีๆ จากเขา ยิ่งเราสนิทกันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทะเลาะกันมาก แต่เพราะต้นแสดงบทบาทในฐานะพี่ชาย เขาก็จะพยายามวางกรอบกฎเกณฑ์เอาไว้ใช้เวลาเราคุยกัน เหมือนเป็นสัญญาใจว่า เรา 2 คน จะไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้นะ ต้นจะมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าผมพอสมควร

ผมกับต้นจะมีเรื่องประทับใจร่วมกันอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าจะให้นึกออกมาสักเรื่องคงนึกไม่ออก เพราะเราคุยกันอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลียด้วยกัน แต่ต้นจะต้องกลับมาไทยก่อน 6 เดือน ช่วงนั้นทำให้ผมโตขึ้นเยอะ เพราะต้องทำอะไรทุกอย่างเองหมด จากที่แต่ก่อน ต้นจะเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ

รู้สึกแปลกๆ อยู่ 2 วัน หลังจากที่ต้นกลับมาไทยแล้ว แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะเวลามีเรื่องอะไรก็จะส่งอีเมลคุยกัน หรือแชตกันผ่านออนไลน์ คงเพราะติดต่อกันได้ตลอด ก็เลยไม่ได้คิดถึงกันมากนัก

สำหรับการทำงานบริษัทนั้น ผมเป็นคนขอพ่อมาดูโรงแรมเอง เพราะผมมีความชอบด้านศิลปะ แต่ก่อนเคยฝันว่าอยากจะเป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน เลยมองว่าหากมาดูแลโรงแรม ก็คือเราได้ดูแลเรื่องการตกแต่งโรงแรม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่ง ให้ดึงดูดลูกค้า มีแนวคิดโรงแรมแต่ละแห่งที่โดดเด่น