ชีวิตไร้ขีดจำกัด"นิก วูยิชิช"

วันที่ 07 ก.ย. 2556 เวลา 12:33 น.
ชีวิตไร้ขีดจำกัด"นิก วูยิชิช"
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

กิจวัตรประจำวันอย่างการโกนหนวด กินข้าว ว่ายน้ำ ดิ่งพสุธา เล่นสมาร์ทโฟน ตีกลอง อาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายกิจกรรมแสนธรรมดาที่ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่มีทั้งแขนไว้สำหรับกอดตัวเองยามรู้สึกเหน็บหนาว และไม่มีขาทั้งสองข้างพาตัวเองไปยังที่ไหนๆ ได้ดั่งใจ คุณว่าเขาจะมีรอยยิ้มให้กับสภาพร่างกายที่หลายคนบอกว่าน่าเศร้านี้ได้หรือไม่ และถ้าได้ จะทำได้อย่างไร

ทว่า แทนที่จะหดหู่ เฝ้าตำหนิโชคชะตาอันโหดร้าย ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาเอาการที่หลายคนทำความรู้จักเขาผ่านคลิปยูทูบ ที่มียอดชมถึง 100 ล้านครั้ง นามว่า “นิก วูยิชิช” ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “Life Without Limits ชีวิตไร้ขีดจำกัด” และ “Unstoppable หยุดไม่อยู่”

การเดินทางมาเมืองไทยครั้งนี้ นิก ยังได้ขึ้นเวทีอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก เพื่อพูดให้กำลังใจคนฟัง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า เขาใช้ความรักและความศรัทธาที่มีต่อพระเป็นเจ้า พาตัวเองผ่านพ้นจากช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อย่างไร และกลายมาเป็นนักพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกได้อย่างไร

 พระเจ้า...ผมเกิดมาโดยไม่มีแขน ไม่มีขา

นิก ในวัย 30 ปี เคยบอกว่า เขาคงพูดโกหก ถ้าบอกว่าชีวิตที่เกิดมาแบบขาดๆ นี้ เป็นไปอย่างง่ายดาย แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยพลังแห่งความรักจากครอบครัว และความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ทำให้เขามีชีวิตที่มีความสุขได้ แม้ต้องล้มมานับพันครั้ง

นิก วูยิชิช เป็นชาวออสเตรเลียเชื้อสายเซอร์เบีย เขาลืมตาดูโลกมาพร้อมสร้างความประหลาดใจให้พ่อแม่ ด้วยสภาพร่างกายที่ไร้แขนและขา มีเพียงลำตัว ที่แย่กว่านั้น คือ ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใดๆ อธิบายถึงความโชคร้ายที่เกิดขึ้นนี้ได้ และแน่นอนว่าไม่ใช่ความผิดปกติของยีน เพราะน้องชายและน้องสาวที่เกิดมาต่อจากเขา ก็เหมือนกับเด็กปกติคนอื่นๆ แม้ผู้เป็นพ่อแม่จะตกอยู่ในอาการช็อกในช่วงแรกๆ ถึงขนาดที่ผู้เป็นแม่ปฏิเสธที่จะอุ้มลูกน้อย เพราะทำใจไม่ได้ แต่ที่สุดพ่อและแม่ของนิกก็ตั้งสติได้ พร้อมทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเลี้ยงดูลูกชายคนโตเป็นอย่างดีที่สุด สมกับที่ลูกชายคนนี้เป็นของขวัญจากพระเป็นเจ้า ทั้งคู่ไม่เพียงให้กำลังใจลูกชายแบบไม่รู้จักเหนื่อย แต่ยังต่อสู้ทางกฎหมายจนสามารถส่งลูกชายเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำของประเทศเฉกเช่นเด็กปกติ นับเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาของออสเตรเลียครั้งสำคัญเลยทีเดียว

สมานบาดแผลในใจ

ท่ามกลางการเลี้ยงดูด้วยความรักและอบอุ่น แต่ความรักนี้หาได้เยียวยาหรือสมานบาดแผลในใจเด็กชายนิกได้สนิท กลับกันยิ่งเติบโตขึ้น เด็กชายนิกยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ เหลือเกิน “ตอนผมอายุ 8 ขวบ ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมทุกคนถึงมีมากกว่าผม ผมมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง โตขึ้นผมจะทำงานอะไร จะกอดภรรยายังไง ถ้าลูกร้องผมจะอุ้มลูกได้อย่างไร นี่คือคำถามที่ไม่มีคำตอบ แต่กลายเป็นความเจ็บปวดในใจ กระทั่งผมอายุ 10 ขวบ ผมตัดสินใจฆ่าตัวตายในอ่างอาบน้ำที่บ้าน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ เพราะวินาทีชั่ววูบระหว่างความเป็นความตายนั้น ผมเห็นภาพพ่อแม่ที่ให้ความรักผมมาตลอดยืนร้องไห้อยู่หน้าหลุมศพ”

จากวันนั้น แม้นิกจะรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ แต่ความรู้สึกหดหู่ก็หาได้มลายหายไปโดยสิ้นเชิง เขายังมีช่วงเวลาทุกข์ตรมเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยคิดฆ่าตัวตายอีก เขาบอกว่าตอนอายุ 13 ปี เขารู้สึกเจ็บเท้าจิ๋วข้างซ้าย ซึ่งเขามักเรียกมันว่า “น่องไก่” จากการเล่นฟุตบอล อาการบาดเจ็บนั้น ทำให้เขาใช้เท้าจิ๋วที่มีไม่ได้ 2 อาทิตย์ จุดนั้นทำให้เขาตระหนักถึงคุณค่าของเท้าจิ๋วที่เปรียบเสมือนทุกอย่างในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง และคิดได้ว่าเขาควรจะขอบคุณความสามารถที่มี และใส่ใจกับความไม่มีของเขาให้น้อยลง

เหยียบคันเร่งใช้ชีวิตแบบไม่มีขีดจำกัด

ชีวิตที่ยังมืดมน มาพบทางสว่างครั้งสำคัญ เมื่อนิกอายุ 15 ปี เขาเริ่มอ่านไบเบิล และเข้าถึงพระเจ้าทีละนิด แต่ผู้ที่มาเปลี่ยนชีวิตของนิกไปตลอดกาล คือ ภารโรงของโรงเรียน ที่เป็นผู้เห็นแววว่า วันหนึ่งเขาจะต้องเป็นนักพูด นิก เล่าว่า ตอนนั้นเขาเถียงกับภารโรงอยู่ยกใหญ่ว่า จะเป็นไปได้อย่างไร เขาจะเอาอะไรไปพูด แต่ภารโรงคนนั้นกลับตอบว่า ให้เขาพูดเรื่องของตัวเอง จากนั้นก็ตามตื๊อเขาอยู่นาน 3 เดือน กว่านิกจะตกปากรับคำไปพูดให้เด็กวัยรุ่น 10 คนฟัง

“เชื่อมั้ย ครั้งแรกผมพูดแค่ 10 นาที ปรากฏว่าเด็กๆ ที่มาฟังพากันร้องไห้ เพราะซาบซึ้งในสิ่งที่ผมพูด ผมแทบไม่เชื่อ กระทั่งได้รับคำเชิญจากกลุ่มนู่นกลุ่มนี้ต่อไปเรื่อย จนกระทั่งไปพูดให้เด็กวัยรุ่นกว่า 300 คนฟัง ในจำนวนนี้เด็กผู้หญิงกว่าครึ่งพากันร้องไห้ ในจำนวนนี้มีหนึ่งคน ยกมือขอโทษที่ขัดจังหวะผม และเข้ามากอดผมแล้วร้องไห้ ปากก็พร่ำบอกว่า ไม่เคยมีใครบอกว่าเธอสวย หรือรักเธอมาก่อน ผมคือคนแรก ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมก็รู้แล้วว่าผมเกิดมาเพื่อเป็นนักพูดจริงๆ

จากวันนั้นเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่นิกเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องการความหวัง นิก บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ 49 ที่เขาเดินทางมาเยือน เขาเองก็เหมือนคนทั่วไป ที่ชีวิตมีขึ้นมีลง แต่เมื่อเจอกับอุปสรรค เขามีวิธีง่ายๆ ที่อยากแบ่งปันให้ลองทำตาม นั่นคือ เมื่อไหร่ที่เจอปัญหา ให้ออกไปให้กำลังใจผู้อื่น ด้วยการนำความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ด้อยกว่า เช่น นำข้าวปลาอาหารไปให้คนที่ไม่มี หรือขาดแคลน เพียงเท่านี้คุณจะได้ความสุขทางใจที่ประเมินค่าไม่ได้ “พ่อแม่สอนผมเสมอว่า เวลาทุกข์ให้มองไปยังผู้ที่ทุกข์กว่าเรา ผมจะมีภาพของเด็กกำพร้าติดไว้ที่กระจกเสมอ เมื่อไหร่ท้อผมจะหยิบขึ้นมาดู แล้วย้ำกับตัวเองว่ายังมีคนที่ต้องการให้ผมช่วยเหลืออีกมาก”

ก้าวต่อไปของผู้ชายที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต

ก้าวข้ามอุปสรรค ทำทุกอย่างที่อยากทำมามาก ทั้งว่ายน้ำ เล่นเซิร์ฟ ดิ่งพสุธา ฯลฯ ถามว่านิกยังอยากทำอะไรอีก หนุ่มหัวใจหล่อ ตอบอย่างฉะฉานว่า อยากเป็นพ่อและสามีที่ดี เพราะเมื่อปีที่แล้วนิกเพิ่งแต่งงานกับภรรยาคนสวย และมีพยานรักด้วยกันหนึ่งคน นิก บอกว่า เขากำลังรอจะเดินทางไปรอบโลกพร้อมลูกและภรรยา สุดท้าย นิก ยังกล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าจับใจว่า คนเราไม่จำเป็นต้องกล้าเพื่อที่จะเอาชนะ แต่ต้องกล้าที่จะลอง และกล้าที่จะล้มเหลว บนโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องล้มก่อนถึงจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นคนเราต้องรู้จักเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส