สูตรสำเร็จ...อายุยืน ข่าวร้ายมักขายง่ายกว่าข่าวดี!

วันที่ 25 ส.ค. 2556 เวลา 08:41 น.
สูตรสำเร็จ...อายุยืน ข่าวร้ายมักขายง่ายกว่าข่าวดี!
โดย...วีรณัฐ โรจนะประภา [r_veeranut@hotmail.com] /ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ดูได้จากพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ โปรยข่าวเด่นในรายการเล่าข่าวเกือบทุกช่องมักเต็มไปด้วยข่าวร้าย แต่ท่ามกลางสารพัดข่าวร้ายที่หลายครั้งก็ดูเหมือนจะมีการขยายให้ร้ายกว่าจริงตามความสนใจและต้องการของคนอ่าน คนดูนั้นยังมีข่าวดี ข่าวน่ารักเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นั่นคือข่าวผู้สูงอายุที่อายุยืนที่สุดด้วย เพราะหนึ่งวันในเทศกาลคือวันที่ 14 เม.ย.นั้นเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ด้วยซึ่งบรรดาสื่อก็ต้องมีทำสกู๊ปเกี่ยวกับผู้สูงอายุขึ้นมารับ และที่พลาดกันไม่ได้ก็คือการไปเยี่ยม ไปสำรวจสัมภาษณ์คุณปู่ คุณทวดที่อายุยืนที่สุดมานำเสนอ

เราดูแล้วก็สบายใจ ชื่นใจชอบดูกัน เพราะเท่ากับเราได้เห็นตัวอย่างจริงของคนที่มีอายุมากๆ ระดับเกินร้อย ที่ทำให้เรามีกำลังใจ มีความหวังที่จะได้มีอายุยืนเช่นพวกท่านบ้าง และแน่นอนด้วยความหวังนี้นำมาซึ่งคำถามยอดฮิตที่พลาดไม่ได้เลยคือ

“ทำอย่างไรอายุจึงยืนขนาดนั้น?”

และคำตอบยอดนิยมที่กี่ปีต่อกี่ปี กี่ท่านต่อกี่ท่านตอบแทบจะตรงกันก็คือ

“ตา (ยาย) ไม่ได้ทำอะไรพิเศษหรอกหลานเอ้ย ก็แค่กินผักทำบุญสวดมนต์ไม่เครียดเท่านั้นแหละ”

เรียกว่าเป็นสูตรสำเร็จกันเลย คนฟังแล้วก็หูผึ่ง คิดว่าเดี๋ยวจะเลิกกินเนื้อสัตว์ไปต้มผักจิ้มน้ำพริกแบบคุณตาบ้าง ต่อไปจะไปทำบุญไหว้พระสวดมนต์ จะเลิกคิดมาก ยิ้มแย้มแจ่มใสทำใจให้เบิกบานร่าเริงแบบคุณยายบ้าง

แต่ความตั้งใจกับการกระทำมักไม่ค่อยไปด้วยกัน พอเผลอสักแผล็บก็กลับไปกินอาหารขยะ กลับไปคิดมากเครียดกังวลเหมือนเดิมต่อไป

แต่ถ้าจะวิเคราะห์กันจริงๆ ว่านี่เป็นสูตรสำเร็จความมีอายุยืนจริงไหม คำตอบคงไม่สามารถฟันธงได้ เพราะไม่เช่นนั้นบรรดาผู้ที่กินเจปลอดเนื้อที่ก็มักจะชอบสวดมนต์ทำบุญอยู่แล้วก็คงอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าคนอื่น แต่ในความจริงไม่ได้ชัดขนาดนั้น หลายคนที่กินเจทั้งชีวิตแต่ก็ป่วยตายด้วยโรคที่ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุแต่อย่างใด ขณะที่หลายคนที่เป็นมีต เลิฟเวอร์ กินแต่เนื้อใหญ่ทุกมื้อแต่กลับอายุยืนยาวจนลูกหลานม้วยมรณาแซงไปก่อน ที่พอยืนยันทางงานวิจัยการแพทย์ได้ก็คงเพียงว่าการกินผักน่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่าเนื้อ แต่ใครจะอายุยืนหรือไม่ยืนนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นอีก

“แล้วคืออะไร?”

บางท่านอาจยกให้เรื่องบุญทำกรรมแต่ง แต่จริงๆ ต้องบอกว่ามีคำตอบอยู่นะครับ และผมมั่นใจว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องอย่างยิ่งด้วย เพราะมาจากผู้ที่รู้จริงทุกเรื่อง นั่นคือ พระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสไว้ว่า

“ด้วยอิทธิบาท 4 ที่ท่านเจริญมาอย่างเต็มที่แล้ว หากท่านประสงค์จะอยู่ตลอดทั้งกัลป์ (120 ปี) ก็สามารถทำได้”

ใครสนใจพุทธประวัติต้องคุ้นกับคำตรัสนี้ที่ท่านตรัสไว้ในหลายๆ โอกาส แต่เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าทำไมการที่เราจะอายุยืนขึ้นนั้นไปเกี่ยวอะไรกับอิทธิบาท 4 อันหมายถึงวิถีแห่งความสำเร็จที่ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา หรือความพึงใจ ความขยัน ความมุ่งมั่น และการพินิจพิจารณา ทำไมไม่เป็นหมวดคำสอนอันคุ้นเคยอีกหมวดคือชื่อ โพชฌงค์ ที่คนป่วยมักถูกแนะนำให้สวดยามพักรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

ส่วนตัวผมก็เคยสงสัยครับ แต่เมื่อเริ่มได้ดู ได้เห็น ได้เรียนรู้ชีวิตของคนหลากหลายมากขึ้น ก็เริ่มเห็นและมั่นใจด้วยตนเองครับ ว่าอิทธิบาท 4 นี้เกี่ยวกันกับการมีอายุยืนตรงๆ เลย จะเรียกว่าเป็นปัจจัยหลักก็ยังได้ เพราะเมื่อใดที่คุณมีฉันทะ รักงาน มีหน้าที่การงานที่ “มีคุณค่า” ให้กระทำ เมื่อนั้นร่างกายคุณจะตอบสนองด้วยประสิทธิภาพเต็มกำลัง มีคุณภาพสามารถใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใครเคยเป็นจิตอาสาช่วงมหาอุทกภัยคงนึกออก ช่วงนั้นหน้าที่เรามีคุณค่าเป็นไปเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยาก ตอนนั้นเราสามารถทำงานหนัก เหนื่อยได้สารพัดมากกว่าที่เราคิดว่าเราจะทำได้

นั่นส่งผลไปสู่การมีอายุยืนเต็มที่ตราบเท่าอายุขัยของกายภาพจะสามารถส่งไปได้จนสุด ไม่โดนความคิด ความกังวล ความเครียดมาแทรกแซงจนก่อผลเป็นโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาจนฉกเอาอายุคุณไปก่อนเวลา

ขณะที่หากเราดูแลแค่สุขภาพได้ดี แต่ไม่มีหน้าที่การงานที่เป็นประโยชน์ ไฟในตัวหรือแรงบันดาลใจลึกๆ ที่จะใช้ชีวิตมันก็จะมอดไปครับ

ประโยชน์ที่ว่านี้อาจไม่ต้องระดับประเทศหรือเมืองใหญ่ แค่เป็นประโยชน์แก่ชุมชน ครอบครัว เท่านี้ก็พอที่จะหล่อเลี้ยงให้ชีวิตเรามีไฟมีแรงที่จะอยู่ต่อได้ตามสมควรแก่เหตุแล้วครับ ไม่เชื่อลองสังเกตสกู๊ปคุณทวดอายุยืนที่นักข่าวไปสัมภาษณ์สิครับ ดูให้ลึกจะสัมผัสได้เลยว่าท่านภูมิใจ อิ่มใจกับการยังมีชีวิตอยู่ของท่านเพื่อที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร คอยถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าที่ท่านสะสมมากว่าศตวรรษให้เป็นมรดกกับชุมชน

สูตรสำเร็จ...อายุยืนนอกจากอาหารการกินแล้ว อย่าลืมทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วยนะครับ!