‘สุขเย็นๆ...เมื่อใจมองเห็นความจริง’

วันที่ 09 มิ.ย. 2556 เวลา 08:04 น.
‘สุขเย็นๆ...เมื่อใจมองเห็นความจริง’
โดย...ปูปรุง pooproong@hotmail.com ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ชีวิตของทุกคนมีโลกสองใบที่ซ้อนทับกันอยู่ หนึ่งคือโลกภายนอกที่เราต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว มีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน สิ่งแวดล้อมหรือยุคสมัยที่มีเราเป็นหนึ่งในนั้น สองคือโลกภายในของเราเอง อันได้แก่ ชีวิต&จิตใจ ความคิดเห็น ทัศนคติ โลกทัศน์ต่างๆ ที่เราสร้างหรือจินตนาการขึ้นมา ซึ่งถ้าสังเกตดูผู้คนรอบกายหรือแม้กระทั่งตัวเองแล้ว จะพบว่าโลกภายนอกมักเข้ามามีอิทธิพล หรือกำหนดโลกภายในของเราอยู่เสมอ และความจริงที่ยากจะปฏิเสธ ก็คือ โลกภายนอกนั้นกลับไม่ได้รื่นรมย์หรือสวยงามอย่างที่เราต้องการให้เป็นสักเท่าไหร่นัก นั่นจึงนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วเราควรจะนิ่งดูดายไหลไปตามกระแสหรือจะลุกขึ้นมาเพื่อต้านกระแสและจัดการโลกภายใน ซึ่งเราสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่าเพื่อประคับประคองชีวิตอันเป็นที่รักนี้ได้แล้วหรือยัง

มีนิยามของคำว่า “ชีวิต” อันหนึ่งซึ่งชอบมาก เขากล่าวไว้ว่า ชีวิตเรานั้นเปรียบเสมือนกับผ้าห่มที่ผืนเล็กเกินไป จะห่มไหล่ให้อุ่นก็ปลายเท้าโผล่ ครั้นจะคลุมให้ถึงปลายเท้าก็ปิดไหล่ได้ไม่มิดอีก หน้าที่ของเราคือต้องคิดหาวิธีที่จะใช้ผ้าห่มผืนนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด สำหรับคนที่รู้จักจัดการก็จะรู้ว่า แค่นอนตะแคงแล้วงอตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ร่างกายทุกส่วนของเราก็สามารถเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มทั้งผืนและหลับสบายตลอดคืนได้แล้ว ทั้งหมดที่เล่ามาก็เพื่อต้องการบอกว่า คนทุกคนที่เกิดมานั้น จำเป็นต้องใช้สติปัญญาในการบริหารจัดการชีวิตตนเองทั้งสิ้น เพราะชีวิตเป็นความรับผิดชอบทั้งหมดของเรา จึงขึ้นอยู่กับเราเท่านั้นที่จะเลือกเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทางไหนภายใต้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และร่างกายกับจิตใจของเราก็ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับแบบฝึกหัดและการเรียนรู้เหล่านี้ที่ดีที่สุด

ผู้เคยผ่านประสบการณ์ร้อนและหนาวมาพอสมควรแล้ว ย่อมเรียนรู้ความจริงอย่างหนึ่งว่า ชีวิตจิตใจของเรานั้นจะร่มรื่นได้มากขึ้นเสมอเมื่อเราได้ทำสิ่งต่างๆ อย่าง “ธรรมดา” คล้ายๆ กับสำนวนที่บอกว่า “Simple is Beautiful” หมายความว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีความไม่ธรรมดา มีความเยอะ ความยากหรือมีการปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้ว สายตาในการมองเห็นทุกอย่างตามความจริงก็จะไม่เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถมองเห็นว่าทุกสิ่งล้วนดำรงอยู่อย่างมีพลวัต มีการเคลื่อนไหว มีเรื่องราวมากมายของการผลิแย้ม เบ่งบาน แล้วก็ร่วงโรยไปในที่สุด เราจะพลาด ไม่เห็นการแปรเปลี่ยนที่ดำเนินไปบนพื้นฐานของความเป็นอนิจจัง มองไม่เห็นว่าทุกๆ สิ่ง ทั้งที่อยู่ในโลกภายนอกและภายในล้วนเป็นเรื่องของเวลา เป็นเรื่องกระแสน้ำที่ขึ้นลงหมุนเวียน เปลี่ยนไป ตัวเราเองในวันนี้ก็ยังกลายเป็นคนใหม่ในทุกๆ วัน ซึ่งวงจรทั้งหมดนี้ หากใครก็ตามได้มองเห็นและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วละก็ มันจะช่วยคนคนนั้นได้มากในการเลือกวิถีทางที่จะพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้คน กับสังคม และกับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างรู้เท่าทันได้ มันจะทำให้เราพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “ปล่อยมันไป” หรือกระทั่ง “อย่าคิดมาก” กับตัวเองได้อย่างสนิทใจมากขึ้น ในขณะเดียวกัน กับสิ่งที่เราต้องไปเข้า ไปมีความสัมพันธ์ ไปครอบครอง เราก็จะยึดจับมันไว้อย่างพอดีๆ มีความเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยของความสุข ความสบายใจ และทุกคนจะเป็นเช่นนี้ได้ คงไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากคือการกระทำที่เกิดขึ้นเพราะจิตใจที่ฝึกฝนมาอย่างดีแล้วมากกว่า เป็นการฝึกฝนที่เราจำเป็นต้องอยู่กับตัวเอง แล้วพิจารณาความคิด พิจารณากลไกต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราด้วยความละเอียดลึกซึ้ง และเมื่อใดก็ตามที่มองเห็นความเป็นธรรมดาของความคิด&จิตใจ สะท้อนมายังความเป็นไปของโลกและชีวิตแล้วละก็ เราจะเริ่มเป็นนายของตัวเอง และไม่ยอมให้ใครหรือสิ่งไหนมาครอบงำชีวิตเราได้ง่ายๆ อีกต่อไป

ด้วยเพราะยุคสมัยหรือเปล่า? บางครั้งฉันเคยเกิดความรู้สึกเสียดายแทนผู้คนมากมายในสังคมปัจจุบันนี้ที่นิยมชมชอบการก้มหน้า (ศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกกิริยาอาการของคนที่กำลังง่วนอยู่กับเครื่องมือการสื่อสาร) บางครั้งก็ดูเหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังอยู่กับตัวเอง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ จิตใจของเขากลับจมอยู่ในโลกของคนอื่น และเมื่อเราสนใจมองคนอื่นมากเท่าไหร่ การมองเพื่อให้เห็นตัวเองก็ยากมากขึ้นเท่านั้น จากการผ่านประสบการณ์ทางธรรมมาแล้วของตนเอง ทำให้ฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากยืนยันสิ่งที่คุณๆ อาจเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วว่า แค่ใช้เวลาเพียงสั้นๆ อยู่กับลมหายใจของตัวเองอย่างมีสติเท่านั้นและฝึกทำให้สม่ำเสมอ ทัศนคติ ความคิดและมุมมองหลายๆ อย่างของเราก็จะเปลี่ยนไป ที่สำคัญ เป็นการเปลี่ยนไปเพื่อเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่อย่างลึกซึ้งขึ้นได้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด

จะว่าไปแล้ว ความจริงบนโลกนี้สอนเราอย่างชัดเจนว่า ชีวิตทุกช่วง ทุกวัย ทุกเงื่อนไขนั้นล้วนมีความทุกข์ ความสุขผสมปะปนกันอยู่ และความเข้าใจที่ยังคลุมเครือนั้น จะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อชีวิตของเราทุกคนได้ถูกใช้ไป และเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตก็คือ มันปรับแต่งได้เสมอเมื่อยังไม่หมดเวลา การให้ค่า หรือความสำคัญกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างขาดความเข้าใจดีพอ อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาในภายหลังได้

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนเราไว้ด้วยคำง่ายๆ สั้นๆ ว่า “ให้ละนันทิ” ซึ่งหมายถึงความฉลาดในการเข้าไปผูกติดกับทุกสรรพสิ่งในโลก โดยไม่ปล่อยให้วงจรการปรุงแต่งใดๆ ของจิตนั้นเกิดขึ้น

หากใครทำได้มากหรือตัดวงจรดังกล่าวนั้นเร็วเท่าไหร่ ความสุขแบบเย็นๆ ไม่เร่งร้อน ก็จะปรากฏขึ้นในไม่ช้า และนั่นคือสิ่งที่คุณและฉัน หรือใครๆ ต่างก็ต้องการสัมผัสกับมันไม่ใช่หรือ?

(ปริยกร วิศาลโภคะ เจ้าของงานเขียนแนวมองโลกสวยงามตามความเป็นจริงและแนวพัฒนาตนเอง+ธรรมประยุกต์ www.facebook.com/pages/ปูปรุง)