คุณหมอนักเขียน (มือรางวัล)

วันที่ 09 ต.ค. 2555 เวลา 08:21 น.
คุณหมอนักเขียน (มือรางวัล)
โดย...ชมดาว

ในอดีตถ้านึกถึงภาพคุณหมอ ก็มักจะมีภาพจำติดตาตรึงใจถึงคุณหมอผู้สูงวัย ใส่แว่นตาหนาเตอะ หน้าตาทรงภูมินิ่งๆ เฉยๆ ถือหนังสือวิชาการมีภาพลักษณ์หนักๆ เข้าถึงยาก จริงจัง ขาดอารมณ์ขัน แต่คุณหมอเดี๋ยวนี้ สวย หล่อ หน้าใส รูปร่างดี บางคนมีดีกรีเป็นถึงนางสาวไทย เป็นนักร้อง เป็นดารา เป็นนักแต่งเพลง มีความสามารถที่หลากหลายนอกเหนือไปจากวิชาชีพของตนเองอยู่มาก

วันนี้จะเขียนกันเฉพาะถึงคุณหมอที่มีดีทางด้านงานเขียนนิยายบ้าง วิจารณ์หนังบ้างเพลงบ้าง มีแฟนตามกระทู้นับหมื่นนับแสน บ้างก็เขียนงานสาระเชิงวิทยาศาสตร์แต่ก็อ่านสนุก จนได้รางวัลการันตีความสามารถกันไปแล้ว บางคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตา แต่บางคนเพิ่งเคยเห็นหน้า ทั้งหมดเป็นคุณหมอรุ่นใหม่ไฟแรง หน้าตาดีมีรสนิยมด้วยกันทั้งสิ้น

คุณหมอละครผีอีเม้ย

นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร รพ.กรุงเทพ เอ่ยชื่อมาอาจไม่คุ้น แต่คอละครต้องเคยดูผลงานเขียนของคุณหมอมาแล้วแน่ๆ เพราะช่อง 3 เอามาทำละครแล้วหลายเรื่อง อย่างเรื่อง สาปภูษา มณีแดนสรวง สร้อยแสงจันทร์ และรอยไหม ที่ผีอีเม้ยโด่งดังไปทั่ว

ล่าสุดกำลังจะฉายคือ กี่เพ้า ที่ แอน ทองประสม แสดงนำ และเรื่องมาดามดัน ที่ช่อง 3 ซื้อบทละครไปแล้ว คุณหมอเขียนนิยายมาแล้ว 30 กว่าเรื่อง แต่ที่มาทำละครมี 10 กว่าเรื่อง ทั้ง ช่อง 3 และ ช่อง 7 เช่น โคกอีเลิ้ง ดอกฟ้ายาใจ แก่งกระโดน

นิยายของคุณหมอเรื่อง ฤดูดาว และรอยไหม ก็ได้รางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการ ในการประกวดหนังสือดีเด่นสาขานิยาย และจากเซเว่นบุ๊คอวอร์ด 1 ใน 100 หนังสือดีที่ควรอ่าน

คุณหมอเล่าว่า เริ่มเขียนงานส่งตามนิตยสารตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ อยู่ชั้น ป.5 ถือว่าเป็นนักล่ารางวัลเลย ทั้งวาดภาพ เขียนกลอน เรื่องสั้น สารคดี ส่งให้สตรีสาร ได้รางวัลเป็นสีบ้างเป็นเงินบ้าง รางวัลแรกที่ได้จากสตรีสาร 200 บาท ดีใจสุดๆ “เด็กสมัยก่อนไม่ค่อยมีของเล่น เกมคอมพิวเตอร์ไม่มี โทรศัพท์มือถือไม่มี ยิ่งเด็กต่างจังหวัดยิ่งแล้วใหญ่ ผมเป็นเด็กราชบุรีลูกคนเดียวก็ไม่ค่อยมีเพื่อนเล่น คุณพ่อเป็นทหาร คุณแม่เป็นครู ท่านชอบอ่านหนังสือเราก็มีหนังสือเป็นเพื่อน เวลาซื้อหนังสือต่างคนต่างเลือกพอคิดเงินก็หลายสตางค์ คุณพ่อดึงหนังสือที่ตัวเองเลือกออกเสียสละให้ลูกได้ซื้อ นี่เป็นการส่งเสริมการอ่านที่ท่านบ่มเพาะมาแต่เด็ก”

หลังจากได้รางวัลจากสตรีสาร คุณหมอก็ส่งแหลก ส่งมาตลอด จนกระทั่งมาเรียนหมอก็ซาๆ ไปเพราะเรียนหนัก แต่ก็ทำวารสารของมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งไปเรียนต่อต่างประเทศพอมีเวลาก็เขียนนิยายไว้เยอะ พอกลับมาก็ส่งเรื่องเบื้องบรรพ์ เข้าประกวดในโครงการของ สุภาว์ เทวกุล ได้รางวัลที่ 2 แล้วก็ส่งเรื่อง ทะเลราตรี รวดเดียว 20 ตอนจบไปที่สกุลไทย รออยู่เกือบปี ถึงได้ลง ก็ถือว่าแจ้งเกิดที่สกุลไทย ก็เขียนให้สกุลไทยต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี

คุณหมอ บอกว่า งานถนัดของคุณหมอก็คือแนวลึกลับหลอนๆ แต่ไม่ใช่แหวะอกปลิ้นตา ที่สำคัญจะเป็นแนวย้อนอดีตอิงวัฒนธรรมโบราณ เช่นสาปภูษา สร้อยแสงจันทร์ รอยไหม สิเน่หาส่าหรี เล่ห์ลุนตยา เป็นแนวผ้าเก่า ผ้าซิ่น ผ้าไหม ถือเป็นเอกลักษณ์ของคุณหมอ รวมถึงแนวชีวิตคนชนบท บ้านนอกน่ารักซื่อๆ ใสๆ ส่วนอีกแนวก็เป็นสังคมสมัยใหม่ยุคโลกาภิวัฒน์ เสียดสีสังคม คอมมิดีนิดๆ คือ มาดามดัน นางร้ายรายปักษ์ โคกอีเลิ้ง และแนวล่าสุดที่คุณหมอจะเริ่มเขียนมากขึ้นก็คือแนวให้ความรู้ทางการแพทย์ที่สนุกและได้สาระ ได้ความรู้ เช่น มายาเงา การุณยฆาต

เขียนหนังสือมานาน คุณหมอบอกว่า ไม่กลัวพล็อตเรื่องหมดไส้หมดพุง เพราะยังมีเรื่องให้เขียนอีกเยอะ แต่ที่กลัวคือไม่มีเวลา บางทีนึกอะไรมาได้ปุ๊บปั๊บก็อยากจะนั่งเขียนทันที แต่ยังงานยุ่งอยู่ก็เขียนไม่ได้ต้องรอเลิกงานแล้ว ตอนนี้ถ้าว่างก็จะพยายามเขียนให้เยอะขึ้น เพราะตอนนี้มีเวลาเขียนหนังสือ สัก 20% เพราะต้องให้น้ำหนักกับงานประจำมากกว่า

ชอบอ่านชอบเขียนมาตั้งแต่เด็ก ทำไมไม่เลือกเรียนอักษรฯ หรือ นิเทศฯ ไปเลยจะได้ทุ่มเวลากับงานเขียนให้เต็มที่ คุณหมอบอกว่า ก็เคยลังเลอยู่เหมือนกัน แต่สมัยก่อนเด็กเรียนดีก็ต้องเป็นหมอ อีกทั้งอยากเรียนไว้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ตอนท่านแก่ เพราะช่วงที่อยู่ ม.ปลาย คุณพ่อเริ่มป่วย จึงตัดสินใจเรียนแพทย์ทันที คิดแล้วว่าเป็นหมอก็ยังเขียนหนังสือได้ทำควบคู่กันไป แต่เป็นนักเขียนแล้วเป็นหมอไม่ได้ อืม!!..จริงด้วย

‘ผมอยู่ข้างหลังคุณ’

นามปากกาของ หมอก๊ก-นพ.พีรพล ภัทรนุธาพร ที่โด่งดังจากการเขียนผ่านบล็อกจนมีแฟนเพจติดตามมากมาย งานเขียนประจำมีเป็นคอลัมนิสต์ให้กับ นิตยสาร All Magazine และ Filmax ส่วนพ็อกเกตบุ๊กมีออกมาแล้ว 7 เล่ม คือ หนังสือรัก องศาที่ 361 เมื่อฉันลืมตาแล้วโลกเปลี่ยนไป Lifescanมากกว่าที่ตาเห็น เจ็บเพราะรัก ความสุขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ และเล่มล่าสุด คืนวันเศร้า เช้าวันสุข (FineDay SadturDay)

หนังสือความสุขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ เคยได้รับรางวัล Thailand Blong Awards สาขา Best Writing และรางวัล BlongGang Popular Award สาขาภาพยนตร์ 5 ปีซ้อน

เขาจบแพทย์รามาฯ เป็นจิตแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง คุณหมอบอกว่างานเขียนทุกหน้าในแฟนเพจ (www.facebook.com/IbehindYou) ส่วนใหญ่เป็นคุยสั้นๆ ถึงหนังที่ได้ดูหรือเรื่องราวในสังคม ส่วนคอลัมน์ในนิตยสาร อาจจะมีลักษณะเหมือนวิจารณ์หนัง แต่จริงๆ แล้ว เขาเห็นภาพตัวเอง อ่านหนังผ่านเลนส์ที่เป็นแง่มุมทางจิตวิทยา และในฐานะคนชอบดูหนังมานาน เพียงแต่ไม่ได้ใช้จิตวิทยาในแง่ทฤษฎีจ๋าๆ หรือไกลเกินตัว แต่หยิบมาเพื่อทำความเข้าใจตัวละคร และสะท้อนมาที่ชีวิตจริงของเขาในฐานะคนดูมากกว่า

ส่วนในพ็อกเกตบุ๊ก เขาจะวางคอนเซปต์แต่ละเล่มว่าจะเล่าเรื่องอะไร เช่น เมื่อฉันลืมตาฯ คือ กำลังใจและการก้าวผ่านอุปสรรคในชีวิต ความสุขที่ท่านเรียกฯ คือ การใช้ชีวิตให้รู้เท่าทันโลกยุคใหม่ คืนวันเศร้า เช้าวันสุข คือ การทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความสุขและความเศร้า ฯลฯ ทุกเล่มมีลักษณะร่วมกันตรงใช้หนังเป็นสะพานที่จะช่วยให้เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนรอบข้าง เข้าใจสังคม ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาเชื่อว่าการเข้าใจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการใช้ชีวิต

“เพราะการกระโดดไปหาตัวช่วย เช่น คำแนะนำหรือหนังสือ Howto เลย หลายครั้ง มันก็ไม่ได้ผล เพราะมันไม่ได้เหมาะกับตัวเรา แต่เมื่อเราเข้าใจตัวเองได้ดีพอ เราก็จะรู้ว่า เราควรเลือกอะไรเป็นเครื่องมือในการจัดการกับชีวิต”

คุณหมอบอกว่า ก็ไม่เคยรู้ว่าชอบเขียน จนเมื่อเริ่มต้นเขียนนั่นแหละ “คือตอนเด็กๆ ชอบอ่านมากกว่า ชอบวิชาที่เกี่ยวกับภาษา แต่ไม่เคยคิดจะมาเป็นนักเขียน มารู้ตัวว่าชอบเขียน ก็เริ่มต้นจากเขียนกระทู้ เขียนบล็อกเล่าถึงหนังที่ไปดูมา พอมีคนมาอ่าน มาแลกเปลี่ยนความเห็น ให้กำลังใจ มีคนติดตามอ่านมากขึ้น ก็คิดว่าเราน่าจะพอเขียนให้คนอ่านรู้เรื่องอยู่นะ เริ่มผสมผสานความรู้ด้านจิตวิทยาเข้าไปในเนื้องาน ก็เริ่มสนุกมากขึ้น มีความท้าทายมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ยิ่งได้รู้ว่า งานที่เขียนมีประโยชน์แก่คนอ่าน เช่น มีอีเมลหรือคอมเมนต์ว่าอ่านแล้วได้อะไรไป เจอคนอ่านในงานสัปดาห์หนังสือ ก็ยิ่งมีกำลังใจ ทำให้มีความสุขกับการเขียน

สมัยมัธยมเคยคิดอยากเรียนต่ออักษร นิเทศ หรือวารสาร พอไม่ได้เรียนต่อ ก็ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า เราเลือกถูกหรือเปล่า แต่ทุกวันนี้ไม่เคยถามแล้ว เพราะพอใจกับเส้นทางที่เลือก กับชีวิตที่เลือกมาเส้นทางนี้ แม้จะเสียโอกาสด้านหนึ่ง ก็ได้โอกาสอีกด้านหนึ่งมาแทน เช่น การเรียนรู้เรื่องชีวิตและจิตใจ การได้พบผู้คนมากมายพร้อมกับได้ช่วยเหลือคนที่มีปัญหา ซึ่งโชคดีที่เรามีความสุขกับงานทั้งสองด้านที่ทำ ทั้งด้านการแพทย์ และก็ด้านการเขียน”

การเขียนช่วยให้เขาเปิดกว้าง คือ ก่อนจะเขียนเขาก็ต้องรู้ให้มาก อ่านให้มาก รับฟังความเห็นคนอื่นให้มาก เพื่อที่จะได้ไม่หยุดนิ่งและไม่หมดไฟ พอคลังความคิดหรือไอเดียหมด ก็ต้องยิ่งเปิดตัวให้กว้าง รับความรู้ใหม่ๆ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ การเขียนยังสอนให้เรียบเรียงความคิดและการสื่อสารกับคนอื่นได้ดียิ่งขึ้น เพราะถ้าเขียนยาก เขียนงง ก็คงไม่มีคนอ่าน และโชคดีที่โลกยุคใหม่ คนเขียนกับคนอ่าน สื่อสารกันได้ถึงตัว มันก็ช่วยให้เขาพัฒนาตัวเองไปด้วย จากความเห็นหรือคำติชมจากคนอ่าน ซึ่งนั่นก็สอนให้เขาเปิดใจให้กว้างด้วย

เขาใช้เวลาว่างที่พ้นเวลางาน ก็แบ่งเวลาว่าง ให้สิ่งที่ตัวเองรักและสนใจ งานเขียนมันจะมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ เป็นงานที่สะสมได้ เช่น เวลามีความคิดอะไรขึ้นมา บางทีมันไม่ได้โผล่พรวดมาตอนเขาตั้งใจเขียน แต่จู่ๆ มันก็อาจจะโผล่แวบขึ้นมาตอนเขานั่งกินข้าวหมูแดงหรือรอรถไฟฟ้าอยู่ ซึ่งเขาค่อยๆ เก็บบันทึกไว้ได้ ก็เก็บสะสมมาเรื่อยๆ แรงบันดาลใจ มาจากโลกรอบตัว จากคนที่พบ หนังสือที่อ่าน สถานที่ที่ไป หนังที่ดู เพลงที่ฟัง สเตตัสที่กดไลค์ กระทู้ที่คลิกเข้าไปดู ไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงไหนจะเขียนอะไร เพราะบ่อยครั้งแรงบันดาลใจหรือไอเดียก็ผุดขึ้นมาแบบไม่ให้รู้ตัว

ป๊อป ไซน์

หมอเอ้วนพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา เจ้าของผลงาน เรื่องเล่าจากร่างกาย หมอทางรังสีรักษา จบแพทย์จุฬาฯ แล้วไปเรียนต่อที่อเมริกา ที่นี่เองที่เขาได้เกิดแรงบันดาลใจในการเขียนขึ้นมาอย่างฉับพลัน

เขาบอกว่าแต่ก่อนไม่ได้ชอบอ่าน ไม่ชอบเขียน ไม่มีทักษะด้านนี้แล้วก็ไม่ชอบอ่านงานแนววิทยาศาสตร์ด้วย พอไปเรียนอเมริกาได้ไปอ่านงานเขียนทางวิทยาศาสตร์สนุกๆ เห็นเขาสอนวิทยาศาสตร์ได้น่าสนใจสอนสนุกชวนคิดมากกว่าจำรายละเอียด ได้อ่านงานดีๆ ที่นั่นหลายเล่ม อ่านไปเรื่อยแล้วชอบ เกิดอยากเขียนเพราะคิดว่าแนวนี้บ้านเราไม่ค่อยมี คนไทยมีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์น้อยมา