logo-pwa

เพิ่ม Post Today

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
แกลนท์ ลิน ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวอะไร

แกลนท์ ลิน ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวอะไร

28 สิงหาคม 2555

เพราะถือคำที่คุณพ่อสอนว่า อย่ากลัวกับความเสี่ยงใดๆ จงกล้าที่จะเผชิญกับมัน ทำให้ด้วยวัยเพียง 26 ปี แกลนท์ ลิน นักธุรกิจหนุ่มชาวไต้หวัน

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพราะถือคำที่คุณพ่อสอนว่า อย่ากลัวกับความเสี่ยงใดๆ จงกล้าที่จะเผชิญกับมัน ทำให้ด้วยวัยเพียง 26 ปี แกลนท์ ลิน นักธุรกิจหนุ่มชาวไต้หวัน ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท เอสเอ็นเอสพลัส ผู้อยู่เบื้องหลังเกมออนไลน์อันโด่งดังอย่าง “แฮปปี้คนเลี้ยงหมู”

ใครที่แฟนพันธุ์แท้คงไม่ต้องอธิบายยืดยาว แต่สำหรับมือใหม่ไม่ใช่สาวกเกมออนไลน์ ขออธิบายสั้นๆ ถึงเกมคนเลี้ยงหมูว่า ไม่ต่างจากเกมบนโซเชียลเน็ตเวิร์กทั่วไป ที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวออฟฟิศ วัยทีนแปลงร่างเป็นเกษตรกร พนักงานเสิร์ฟออนไลน์ เพียงแต่เกมแฮปปี้คนเลี้ยงหมูพิเศษกว่าตรงที่นอกจากจะได้เป็นคนเลี้ยงหมูแล้ว คำอธิบายหรือคำสั่งทุกอย่างในเกมจะเป็นภาษาไทยทั้งหมด ว้าว...

ย้อนกลับมาจุดเริ่มต้นที่ทำให้ซีอีโอคนเก่งเลือกที่จะฉีกกรอบ เปิดตลาดเกมออนไลน์ในบ้านเรา แกลนด์ เล่าว่าหลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่เกิด กระทั่งได้ทำงานด้านการลงทุนกับบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง มอร์แกน สแตนลีย์ แต่เพราะไม่แฮปปี้กับระบบงานจึงตัดสินใจลาออก และหันมาทำตามความฝันของตัวเอง คือ เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง

“ตอนนั้นผมถามตัวเองว่าจะทำธุรกิจอะไรดี จนมาเห็นช่องทางการตลาดที่น่าจะเติบโตได้ของตลาดเกมออนไลน์ในเอเชีย ผมเลยตัดสินใจบินกลับมาที่บ้านเกิด นั่นคือไต้หวัน เพื่อมาพบกับหุ้นส่วนซึ่งคุณพ่อเป็นคนแนะนำให้รู้จักและเดินหน้าธุรกิจของเรา”

แกลนท์ ลิน ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวอะไร

จากจุดเริ่มต้น แกลนด์ว่าช่วงที่เริ่มทำธุรกิจตลาดเกมออนไลน์ในแถบสหรัฐและยุโรปมีหลายบริษัทแล้ว ต่างจากในแถบเอเชียที่ยังไม่บูมมากนัก เลยเห็นโอกาสตรงนี้ว่า น่าจะมาทำเกมสำหรับป้อนตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งในสายตาของนักธุรกิจไต้หวันเห็นว่า เป็นตลาดอันดับหนึ่งที่น่าจะมีการขยายตัวได้สูง เลยพัฒนาเกมที่เป็นเวอร์ชันภาษาไทยโดยเฉพาะ ฉีกกรอบจากตลาดเกมที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ

แม้ธุรกิจจะเดินหน้าไปด้วยดี แต่อุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรม ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามของผู้บริหารหัวนอกรายนี้ โดยตอนที่มาตั้งทีมที่ไต้หวัน ปัญหาใหญ่ที่เขาต้องเจอคือภาษา คนที่ไต้หวันไม่คอยพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้นการสื่อสารกับพนักงานจึงค่อนข้างมีปัญหา

ทางแก้หนึ่งที่แกลนด์ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือเรียนภาษาจีน แต่ระหว่างที่เรียนรู้ แกลนด์เลือกที่จะให้พนักงานส่งอีเมล หรือข้อมูลที่ต้องเสนอให้เขาเป็นภาษาจีนมาทางอีเมล จากนั้นเขาจะทำการบ้านด้วยการค่อยๆ แปลเอกสารเหล่านั้น โดยไม่คิดที่จะจ้างผู้ช่วยมาเป็นล่าม เพราะไม่ชอบทำงานที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนซับซ้อน

“ถามว่าอะไรคือกุญแจสู่ความสำเร็จของผม ผมว่าคงเป็นคำสอนของพ่อ ที่ย้ำให้ผมอย่ากลัวที่จะล้มเหลว แต่ให้กล้าที่จะลองทำทุกอย่าง ถ้าพลาดก็ให้จำสิ่งนั้นเป็นบทเรียน คำสอนนี้เลยทำให้ผมไม่กลัวตอนที่จะเปิดธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือการที่ต้องมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่เราสื่อสารกับเขาแทบไม่ได้”

ส่วนวิธีสร้างวิธีคิดบวกนั้น แกลนด์บอกว่า เวลาที่เจอปัญหาหรืออุปสรรค เขาจะคิดเสมอว่าไม่มีอะไรที่แย่ที่สุด เพราะในหนทางที่แย่ๆ ที่เราเจอ ยังมีหนทางอื่นๆ อีกมากที่เรายังไม่ได้เจอ เพราะฉะนั้นอย่ารู้สึกแย่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

สำหรับอนาคตนอกจากจะตั้งใจขยายธุรกิจให้ครอบคลุมไปทั่วโลกแล้ว อีกหนึ่งฝันใหญ่ๆ ที่ต้องปั้นให้เป็นจริงคือ ต้องเป็นมหาเศรษฐีให้ได้ ทว่าคำว่าเศรษฐีในที่นี่ไม่ได้หมายความถึงตัวเงินอย่างเดียว เพราะแม้เงินจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่สำหรับเขาคำว่า มหาเศรษฐีมีความหมายมากกว่านั้น เพราะการที่เขามีเงินหมายความว่าเขาจะสามารถจัดสรรเงินเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน