‘ผมจะเป็นกวีในทุกภพทุกชาติ’ คารวาลัย อังคาร กัลยาณพงศ์

วันที่ 28 ส.ค. 2555 เวลา 07:51 น.
‘ผมจะเป็นกวีในทุกภพทุกชาติ’ คารวาลัย อังคาร กัลยาณพงศ์
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

“ผมจะไปเกิดเป็นกวีในทุกภพทุกชาติ”

หนึ่งในถ้อยคำสุดท้ายอันเปี่ยมด้วยพลัง ไฟฝัน ความอหังการ ที่ อังคาร กัลยาณพงศ์ เอ่ยไว้กับคนใกล้ชิด ก่อนจากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยวัย 86 ปี เมื่อเช้ามืดของวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวอันเป็นที่รัก พี่น้องผองเพื่อนศิลปิน กวี นักคิด นักเขียน จนถึงลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ

เป็นที่ทราบกันว่าชีวิตของศิลปินผู้นี้ไม่เคยห่างปากกา แท่งถ่าน และกระดาษ ขีดเขียนกาพย์กลอน วาดรูป ประหนึ่งลมหายใจ เสมือนชีพจรที่โลดเต้นเป็นงานศิลปะ

“อาจารย์ฝรั่ง (ศิลป์ พีระศรี) เตือนบ่อยๆ ว่านายจะไปไหน ให้เอากระดาษ หรือสมุด ดินสอไปด้วย พร้อมที่จะสเกตช์ หรือสตัดดีได้ทันที” เป็นคำสอนครูบาอาจารย์ที่เขาปฏิบัติตามมาชั่วชีวิต

ผลงานจิตรกรรมทุกชิ้น กวีนิพนธ์ทุกบท ล้วนวิจิตรตระการตา แฝงปรัชญาล้ำลึก บางครั้งอ่อนช้อยงดงาม บางคราร้อนแรงดั่งไฟบรรลัยกัลป์

อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2469 ที่ จ.นครศรีธรรมราช จบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รุ่นที่ 4 เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ผู้มีชื่อเสียงของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ร่ำเรียนศิลปะ วาดลวดลายจิตรกรรมอันสดสวยเร้าใจ ควบคู่ไปกับร่ายบทกวี กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ จนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วแผ่นดิน

ได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อปี 2529 จากผลงานชื่อ ปณิธานกวี และต่อมาได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ประจำปี 2532

ช่วงสุดท้ายของชีวิต กวีรุ่นใหญ่ในชุดราชปะแตนสีขาว กางเกงขาว ไม้เท้าคู่ใจ ห้อยประคำหินสีอำพันเด่นเป็นเอกลักษณ์ สะดวกที่จะรอต้อนรับแขกอยู่กับบ้านย่านพระราม 9 มากกว่า เนื่องจากสังขารโรยรา โรคภัยรุมเร้า ครั้นแข็งแรงดีจึงค่อยออกไปพบปะสาธารณชน อ่านบทกวีตามเวทีต่างๆ

ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยหยุดทำงานวาดรูปและเขียนบทกวี...

“โดยจุดมุ่งหมายแท้ๆ ผมเกิดมาโดยเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นคนไทย ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา แล้วคนที่จับใจอยู่ก็คือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ที่ฝากความสำนึกให้รักกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ไว้แก่คนไทย ผมก็สืบต่อนิสัยและถือปฏิบัติด้วยความรัก เหมือนทะเลมีคลื่นเป็นลมหายใจเป็นหลัก ผมก็มีลมหายใจเป็นบทกวี กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์

แรงบันดาลใจมาจากทุกทิศทุกทาง ทุกวันนี้ก็ยังติดตามข่าวสารบ้านเมือง ผมติดตามเหตุการณ์ปัจจุบันเหมือนกับเข็มของเวลา ชั่วโมง นาที ในนาฬิกา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องสดับรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนมนุษย์ เอามาปรับปรุงความคิดให้มันมีความบริบูรณ์มากขึ้น เพื่อนำสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้

มนุษย์เกิดมาต้องเรียนรู้ ผมใช้ชีวิตลักษณะเป็นนักเรียนเล็กๆ คนหนึ่งที่พร้อมจะศึกษาเล่าเรียนอยู่เ

สมอ เพราะสิ่งที่ไม่รู้ยังมีอีกมากมาย ใช่ว่าเราจะเป็นคนเฉลียวฉลาดแต่เมื่อไร บางคราวเราก็เหมือนคนโง่คนหนึ่ง เราต้องเอาความเฉลียวฉลาดของอัจฉริยบุคคลมาเจียระไนความโง่ของเราให้มันดีขึ้น”

ประโยคทั้งหมด อังคารเคยให้สัมภาษณ์ไว้ราว 1 ปี ก่อนจะเสียชีวิต

ความฝันอันเลิศหรูยิ่งใหญ่ของมหากวีผู้นี้คือ การเปิดบ้านส่วนตัวเป็น “พิพิธภัณฑ์จิตรกร กวี อังคาร กัลยาณพงศ์” มุ่งหวังอย่างแรงกล้าที่จะให้อนุชนคนรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ในผลงานที่สะสมไว้ตลอดทั้งชีวิตของเขา

“มีผลงานท่านเก็บไว้มากมายหลายร้อยชิ้น ทั้งภาพลายเส้นขาวดำ ภาพสีบนผืนผ้าใบ บทกวีที่เขียนด้วยลายมือ เทปและวิดีโอที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตามวาระต่างๆ ตั้งแต่เรื่องชีวิต ศิลปะ กวีนิพนธ์ ประวัติศาสตร์ของโบราณสถานสำคัญของไทยที่ท่านเคยพาคนไปเที่ยวชม แล้วก็พวกสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งปากกา ดินสอ กระดาษ พู่กัน

ท่านฝันอยากเปิดบ้านให้ทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ตั้งแต่เศรษฐีจนถึงเด็กชนบทผู้ด้อยโอกาส ให้เข้ามาเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน”

อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ คู่ชีวิตกวี เล่าให้ฟัง ข้างกายเธอคือทายาททั้งสาม ภูหลวง อ้อมแก้ว และ วิสาขา กัลยาณพงศ์ ทุกคนอยู่ในอาการสงบ ภายในพิธีรดน้ำศพที่วัดตรีทศเทพ อันเนืองแน่นด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งในแวดวงศิลปะและวรรณกรรม ชนิดที่ว่ารวมเอาจิตรกรและกวีระดับเทพมาชุมนุมกันในงานเดียว

“ก่อนท่านเสีย ท่านเคยบ่นน้อยใจว่าไม่มีใครรักท่าน แต่วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ามีคนมากมายที่รักและเคารพท่าน ทั้งครูบาอาจารย์ เพื่อน ลูกศิษย์ลูกหา ลูกหลาน เดินทางมาแสดงความเคารพท่าน บอกตรงๆ ว่าท่านยังไม่ไปไหนหรอก ดวงวิญญาณท่านยังเป็นเหมือนลูกแก้วสว่างไสวที่ล่องลอยอยู่ในที่นี้แหละ”

วรา จันทร์มณี เลขานุการส่วนตัว เผยว่า อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ

“ท่านเหมือนธาตุบริสุทธิ์ที่พร้อมจะสำแดงพลัง สำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมา ยามที่มีอะไรมากระทบใจ เช่น บทกวีอันแสนงดงามที่บรรยายความสวยของดอกไม้ เวลาที่ไปเห็นดอกไม้สวยๆ บทกวีว่าด้วยความขรึมขลังของโบราณสถาน เวลาท่านไปเที่ยวศรีสัชนาลัย สุโขทัย ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติในลำนำภูกระดึง หรืออารมณ์ดุเดือดเลือดพล่านในบทกวีการเมือง ท่านไม่เคยปกปิดอำพรางความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ท่านเผยออกมาตรงๆ โดยไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ

ท่านพูดคำหนึ่งกับผมบนเตียงที่โรงพยาบาลก่อนจะเสียว่าชีวิตคนเรา เกิดมาชาติหนึ่ง อยู่บนโลกนี้ไม่เกินร้อยปี จงทำคุณค่ากับโลกให้มากที่สุด”

เช่นเดียวกับที่ ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีซีไรต์ บอกว่า อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นกวีที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก

“ผมอ่าน ‘กวีนิพนธ์ อังคาร กัลยาณพงศ์’ ‘ลำนำภูกระดึง’ และ ‘บางกอกแก้วกำสรวล’ มาตั้งแต่ยังหนุ่มหัดเขียนกลอน มันทำให้ผมพบลมหายใจใหม่ๆ ของการเขียน มันมิใช่เป๊ะๆ เหมือนหลายคนที่เขียนตามแบบแผน ท่านใช้หัวใจส่วนตัวในการร้อยรึงเรื่องราวมากมายในโลกนี้ ให้อยู่ในสุนทรียศิลป์ของท่าน โคลงกลอนของท่าน นอกจากเรื่องธรรมะ ธรรมชาติ ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรที่สูงส่งแล้ว ก็เป็นเรื่องภายในส่วนตัวของท่านนั่นเอง อาจเป็นเรื่องความรัก ความพลัดพราก ความเจ็บไข้ได้ป่วย

ท่านเขียนถึงคนโน้นคนนี้โดยระบุชื่อจริง เหตุการณ์จริง โกรธใคร ขอบคุณใคร อาลัยใคร ท่านก็เขียนไว้หมด ตรงนี้แหละคือเสน่ห์อย่างยิ่ง ผมว่าศิลปินหรือกวีที่มีความเป็นตัวเอง มีมโนธรรมสำนึกของตัวเองในโลก ในสังคมนี่ มันยิ่งใหญ่ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องใช้คำว่าอหังการหรือขบถ”

วันนี้แม้ดวงวิญญาณจะจากไปสู่สัมปรายภพ ทิ้งไว้เพียงผลงานอันทรงคุณค่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา สืบสาน ดำเนินรอยตาม

แต่ความคิด ความฝัน อุดมการณ์ กวีจะไม่มีวันสูญสลาย ดังที่เขาเคยประกาศกึกก้องเอาไว้...

“ผมก็มีแต่เรื่องแต่งหนังสือ ความจริงการประพันธ์ก็คล้ายๆ ดอกเบี้ยทบต้น เป็นหนี้ติดกันไป อาจจะข้ามภพข้ามชาติ ชาติหน้าเราอาจจะยังต้องไปแต่งต่อก็ได้ เพียงแต่เก็บนิสัย สติปัญญาอันเฉียบขาดของเราไว้ เหมือนเพชรเก็บน้ำเพชรเอาไว้ ชาติหน้า เผื่อไปเจอเรือนแหวนจะได้เป็นหัวแหวน ไปเจอมงกุฎอาจเป็นเพชรมงกุฎก็ได้”

คารวาลัยแด่ อังคาร กัลยาณพงศ์ มหากวีแดนสยาม