พลัฏฐ์ พฤกษ์ปาริชาติ ทำงานให้ดูเป็นตัวอย่าง

วันที่ 06 ส.ค. 2555 เวลา 08:58 น.
พลัฏฐ์ พฤกษ์ปาริชาติ ทำงานให้ดูเป็นตัวอย่าง
โดย...มัลลิกา

กว่าจะถึงวัย 33 ปี พลัฏฐ์ พฤกษ์ปาริชาติ ทำงานมาหลายหน้าที่หลากตำแหน่ง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ จนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ “แอ๊บโซลูท คลินิก” คลินิกด้านความงาม ที่ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีก 4 คน โดยยอมทุ่มทุนที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานตั้งแต่สมัยเรียนจนสุดตัวก็ว่าได้

“เงินลงทุนค่อนข้างเยอะจริงๆ เราไม่รู้ว่ามันจะไปได้ดีหรือไม่ แต่ถ้าได้ทำอะไรที่เราชอบ ใส่ใจกับมันจริงๆ ผมว่าทำได้ดีหมด อย่างผมเป็นคนชอบความสวยความงาม ผมคิดว่าสามารถอยู่กับมันได้ ผมก็ยอมที่จะทุ่มเทกับมัน และเมื่อลงทุนไปแล้วก็ต้องเต็มที่”

พลัฏฐ์จบการศึกษาปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ และปริญญาโทนิเทศศาสตร์การตลาด จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คลุกคลีและเติบโตกับสายงานโฆษณา ประชาสัมพันธ์ โปรดักชัน แต่ในที่สุดก็มาร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดธุรกิจความงาม เพราะเห็นว่าคนไทยหันมาดูแลใส่ใจตนเองมากขึ้น

“เราลองใช้บริการด้านความงามมาเยอะ (หัวเราะ) หมายถึงหุ้นส่วนทั้ง 5 คน ไม่ใช่ผมคนเดียว ทุกคนชอบตรงนี้ ก็เลยสนใจเปิดธุรกิจ โชคดีที่ได้หุ้นส่วนมีความรู้เรื่องความสวยความงามอยู่เป็นทุน

มาเริ่มต้นในงานสายนี้ บอกตรงๆ ว่ายากมาก เพราะคู่แข่งในตลาดเยอะ จะอยู่ได้ความรู้ต้องแม่นจริง สินค้าต้องดี บริการต้องได้ใจคน ถ้าไม่ดีก็เกิดยาก หมอต้องเก่งจริงรู้จริง ขายของเป็น เปิดมาได้ 9 เดือนแล้ว ตอนนี้มี หลายสาขา อาทิ ลาดพร้าว มีนบุรี เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ อุดรธานี และสิ้นปีนี้จะเปิดอีก 2 สาขาในกรุงเทพฯ เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่มาก”

มีโอกาสนั่งแท่นบริหารธุรกิจของตัวเอง พลัฏฐ์ทุ่มเทให้กับการทำงานเต็มที่ และนำบทเรียนจากการเป็นลูกน้องมาปรับใช้กับลูกน้องของเขาอีกที โดยยึดหลัก ไม่ดุและไม่กดดันลูกน้อง

“จากประสบการณ์ที่เราทำงานเป็นลูกน้องมาก่อน ผมจะทำให้เขาเห็น ถ้าพนักงานใช้เครื่องมือไม่เป็น หรือให้บริการลูกค้าไม่ทัน ผมจะลงไปช่วยทำทันที คือเราไม่ได้แค่ใช้เขาเป็นเท่านั้น แต่สิ่งที่เราให้เขาทำเราก็ทำเป็น ตรงนี้ซื้อใจลูกน้องได้ ผมไม่ได้สร้างภาพ แต่ทำให้เขาดูว่าที่เขาเหนื่อยๆ กัน เราก็เหนื่อยด้วย

ผมทำงานมาหลายที่ เจอเจ้านายมาหลายแบบ เคยคิดคาดหวังกับหัวหน้าว่า หัวหน้าต้องทำงานเก่งกว่า หนักกว่าลูกน้อง เมื่อผมได้มาเป็นหัวหน้าเอง ผมเลยต้องทำให้ได้อย่างที่ผมเคยคิดว่าหัวหน้าต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งมันพิสูจน์ได้ว่าถ้าผมทำได้ลูกน้องก็ทำได้ มันก็ส่งผลดีกับงานของเรา”

อดีตคือรากฐานของวันนี้ พลัฏฐ์ เล่าว่า อดีตเพาะบ่มให้เขาเป็นคนทำงานหนักเอาเบาสู้ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ

“บ้านเกิดผมอยู่ที่หาดใหญ่ เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ พ่อให้เงินเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งไม่พอ แต่ตั้งแต่เด็กแล้วสิ่งที่พ่อสอนเสมอก็คือ สอนให้ดูแลตัวเองให้อยู่ได้ ดังนั้นผมก็เรียนไปด้วย หางานพิเศษทำด้วย พอเริ่มทำงานเองก็รู้ว่าเงินนั้นหายาก และรู้สึกเหนื่อย ผมจึงรู้ว่าการที่เราเที่ยวเตร่เป็นการละลายทรัพย์ ซึ่งไม่มีประโยชน์ ผมจึงเที่ยวน้อยลงและทำงานมากขึ้น พอทำงานมากขึ้นเราก็มีเงิน แต่ผมก็ไม่ได้ทำงานจนตัวเองไม่มีเวลาพักผ่อนนะ ผมเลือกวิธีทำงานที่ตัวเองมีความสุข แม้เราจะทำงานหนักแค่ไหน เราก็จะไม่ทุกข์ทรมานกับการทำงาน เพราะเป็นสิ่งที่รัก”

หลักคิดในการทำงานอีกข้อที่พลัฏฐ์ยึดถือจนมีวันนี้ คือ ไม่ว่าจะทำงานอะไร ตำแหน่งไหน ล้วนมีปัญหา เพียงแต่จะหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งพลัฏฐ์เองก็เจอะเจอปัญหามาสารพัดรูปแบบ เคยรู้สึกท้อแวบเดียวแล้วต้องรีบสลัดมันทิ้ง ตั้งตัวรีบหาทางแก้ไขปัญหา อย่าปล่อยให้ปัญหาอยู่นาน

“ผมมองว่าทุกอย่างมีทางแก้ ปัญหาทุกอย่างคือพลังให้เราเดินต่อไป เราเป็นเจ้าของกิจการปัญหาก็มากตาม ไม่มีที่ไหนไม่มีปัญหา แต่เรามีวิธีมีความสุขจากการทำงานได้ คือ หนึ่ง ทำงานที่เราชอบ สอง อย่ามองว่าเป็นงาน มองว่าเป็นชีวิตประจำวัน ไม่มีงานอะไรที่สบายหรอก แต่เราต้องเลือกทำงานที่ไม่ฝืนกับความรู้สึกเรา สาม ทุกอย่างที่ทำไม่ใช่เพื่อผลตอบแทน ถ้าคิดถึงผลตอบแทนจะรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า

ผมเคยมีประสบการณ์เลือกงานผิด ทำงานที่ไม่ถนัด เช่น ไปอยู่ในฝ่ายจัดซื้อ ที่เลือกทำเพราะมองว่าค่าตอบแทนสูง แต่พอทำแล้วเราไม่ชอบตัวเลข งานที่เราไม่ถนัดก็ทำได้ไม่ดี ก็จะถูกกดดันจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน แล้วเราตอบโต้ไม่ได้เพราะเราไม่ถนัดจริงๆ สุดท้ายก็ต้องยอมรับและขอลาออก ผมคิดว่าการทำอะไรที่เราถนัด ชอบ มันสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราทำได้ดี รู้สึกสนุกกับมัน แล้วบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่งานได้”

ทุกวันนี้พลัฏฐ์ทำงานได้ค่าตอบแทนสูงหลักล้านในแต่ละเดือน แต่เขาไม่เคยลืมวิถีการทำงานที่ได้ผลตอบแทนเพียงหลักร้อยหลักพัน เพราะไม่ว่าผลตอบแทนจะมากน้อยเพียงใด หัวใจสำคัญของการทำงานสำหรับเขาก็คือ ทำงานที่ชอบและทุ่มเทเต็มที่

 

บทความแนะนำ