รุ่งฉัตร บุญรัตน์ เจเนอเรชันที่ 2 น้ำผลไม้มาลี

  • วันที่ 07 พ.ค. 2555 เวลา 09:21 น.

รุ่งฉัตร บุญรัตน์ เจเนอเรชันที่ 2 น้ำผลไม้มาลี

โดย...วราภรณ์ ภาพ : ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ

นักบริหารสาวสวยอารมณ์ดี แจงรุ่งฉัตร บุญรัตน์ ทายาทน้ำผลไม้ตรามาลีของคุณพ่อ ฉัตรชัย บุญรัตน์ สาวนักเรียนนอกที่ไปเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ จนศึกษาจบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโบดอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมาฝึกงานและทำงานด้านการตลาดควบคู่กับการเรียนปริญญาโทเอ็มบีเอ ที่ศศินทร์ จุฬาฯ จนเมื่อถึงเวลาลูกสาวคนเล็กของครอบครัวก็เข้ามาช่วยบริหารงานที่มาลีอย่างเต็มตัวในตำแหน่ง Head of Branded Business Unit บริษัท มาลี สามพราน หน้าที่หลักๆ คือ การดูแลด้านการตลาด และการส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะเจเนอเรชันที่ 2 แห่งน้ำผลไม้ตรามาลี รุ่งฉัตร มีเป้าหมายพัฒนาองค์กรที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ให้ก้าวไปในทิศทางฐานะแบรนด์น้ำผลไม้ที่ครองอันดับ 2 ในตลาดระดับพรีเมียม

“น้ำผลไม้ตรามาลีมีอายุ 50 ปีแล้ว แต่คุณพ่อไปซื้อธุรกิจต่อจากเจ้าเดิมเมื่อ 10 ปีแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งของมาลีคือ ผลไม้กระป๋อง คุณพ่อจึงมุ่งพัฒนาผลไม้กระป๋องเป็นหลัก และผลิตน้ำผลไม้เป็นรอง เหตุที่ธุรกิจผลไม้กระป๋องเกิดขึ้นเพราะผลไม้บางชนิด เช่น เงาะ ออกเพียงฤดูเดียว เราจึงผลิตผลไม้กระป๋องเพื่อให้คนไทยได้มีผลไม้รับประทานกันตลอดทั้งปี

ปัจจุบันแจงมองว่า เทรนด์ของคนรุ่นใหม่ห่วงใยในสุขภาพ คนจึงหันมาดื่มน้ำผลไม้กันมากขึ้น เราจึงผลิตน้ำผลไม้ 100%6 ชนิดของผลไม้ อาทิ ส้มหลายพันธุ์ กีวี่ แอปเปิ้ลแดง และเขียว สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ นอกจากนี้เรายังทำน้ำผลไม้ 40% และ 25% ออกมาป้อนตลาด เพื่อให้คนได้มีตัวเลือกมากขึ้น ในฐานะที่เราเป็นเจ้าน้ำผลไม้ 100% เป็นอันดับ 2 รองจากทิปโก้ซึ่งเป็นแบรนด์ต่างชาติ แต่แจงมองว่าไม่มีใครรู้จักคนไทยดีไปกว่าคนไทยเอง เราจึงมีการปรับรสชาติน้ำผลไม้ให้ถูกคอคนไทย และควบคุมคุณภาพที่ดีเยี่ยมเพื่อคนไทย อีกทั้งเราเพิ่มความหลากหลายในน้ำผลไม้ให้คนไทยมีตัวเลือกมากขึ้นด้วย”

 

แม้จะเข้ามาช่วยคุณพ่อบริหารงานที่มาลีนาน 2 ปีแล้ว แต่นับย้อนไป 5 ปีที่แล้ว รุ่งฉัตรฝึกปรือฝีมือบริหารงานด้วยการไปนั่งทำงานกับคุณแม่ (จินตนา (จิราธิวัฒน์) บุญรัตน์ ที่ฟากเซ็นทรัล และเข้าไปช่วยคุณพ่อบริหารที่มาลีบ้างประปราย

“คุณแม่ก็ทำงานด้านห้างสรรพสินค้า ส่วนคุณพ่อทำธุรกิจด้านผลไม้และน้ำผลไม้กระป๋อง คนอาจมองว่าแจงจะเข้าไปทำงานตรงไหนก็ได้ แต่ที่แจงเลือกเข้ามาช่วยคุณพ่อน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะมาลีไม่ใหญ่เท่าเซ็นทรัล และเทรนด์ตอนนี้คนก็ห่วงใยสุขภาพ ซึ่งแจงก็รู้สึกสนใจกับเรื่องการเลือกรับประทานและการออกกำลังกาย งานนี้จึงคิดว่าเหมาะกับแจงมากกว่า”

อย่างไรก็ดี ก้าวต่อๆ ไปของมาลีจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ในทัศนะของเจเนอเรชันที่ 2 รุ่งฉัตร บอกว่า เนื่องด้วยมาลีมีประวัติมายาวนาน ผู้คนจึงมองผลิตภัณฑ์ของมาลีดูมีอายุและเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเธอเข้ามาบริหารงานก็อยากปรับภาพลักษณ์ให้มาลีดูเด็กลง และมีความทันสมัยของแบรนดิงมากขึ้น

“แต่ก่อนแจงสุขภาพไม่ค่อยดี เป็นลมบ่อย แต่พอไปศึกษาต่อเมืองนอกต้องดูแลสุขภาพให้ดี หมั่นออกกำลังกาย แล้วก็ดื่มนม ดื่มน้ำผลไม้ สุขภาพก็ดีขึ้น จนติดมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ทำงานเลิก 2 ทุ่ม แจงก็ยังติดไปออกกำลังกายก่อนกลับบ้าน เพราะแจงคิดว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้อายุยังน้อยยังไม่รู้สึก แต่เมื่ออายุก้าวขึ้นสู่เลข 3 สังเกตจากตัวเองคือ หากนอนไม่พอ ตื่นขึ้นมาตาจะคล้ำ แม้ตัวเองจะอายุแค่ 26 ก็ตาม แจงจึงมองว่าน้ำผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของคน ก่อนออกรสน้ำผลไม้ใหม่ๆ เราดูผลวิจัย พบว่าคนนิยมดื่มน้ำผลไม้ 100% และต้องการน้ำผลไม้ที่หลากหลาย ซึ่งแจงมองว่าตลาดน้ำผลไม้ตอนนี้ยังมีส่วนแบ่งตลาดยังไม่มาก โดยเราน่าจะเน้นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพเกือบทั้งหมด ภายในปีนี้เราน่าจะออกสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเร็วๆ นี้”

แม้ขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารในวัยเพียงแค่ 26 ปี แต่รุ่งฉัตรก็มีหลักการทำงานคือ ให้ความเคารพกับคนที่อายุมากกว่า และต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

“คนที่มีอายุงานผ่านมา 30-40 ปี ต้องผ่านการเรียนรู้อะไรมาเยอะ ดังนั้นผู้บริหารท่านอื่นๆ แนะนำอะไรเราควรฟัง แต่แจงจะไม่ใช่แนวชอบสั่งการ แต่จะชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แจงจะใช้หลักการในการตัดสินว่าอันไหนดี หรือสิ่งไหนควรทำ หรือไม่ควรทำ แต่ยอมรับว่าแจงมีความมั่นใจที่สูงมาก แต่ถ้ากรณีที่แจงตัดสินใจผิด แจงจะยอมรับตรงๆ โดยไม่โทษคนอื่น แต่แจงจะขอคำแนะนำทั้งจากคนที่มีประสบการณ์ รวมทั้งคนในครอบครัว แต่เวลาที่เราจะตัดสินใจทำอะไร เราต้องมั่นใจ และต้องคิดให้รอบคอบ”

สำหรับอุปสรรคในการบริหารงาน รุ่งฉัตร บอกว่า ก็ต้องพบเจอเป็นธรรมดา แต่เธอมีวิธีแก้ไข โดยเฉพาะการบริหารคน

“พนักงานแต่ละคนก็มีหลากบุคลิก เราก็ต้องมีวิธีดิวกับคน แต่หากเกิดปัญหากับงาน แจงจะไม่เครียด ต้องมีสติและหาวิธีแก้ไขปัญหา หากมีปัญหาต้องค่อยๆ แก้ไขไปทีละเปลาะ แต่แจงโชคดีที่มีที่ปรึกษาดี คือทั้งคุณพ่อและคุณแม่ และผู้ร่วมงานท่านอื่นๆ ที่ให้คำปรึกษาที่ดีอยู่เสมอ ตอนนี้เป้าหมายหลักของการทำงานของแจงคือ อยากตั้งใจทำให้มาลีขยายฐานลูกค้าให้เด็กลง และไปทั่วโลกมากขึ้น”

5 สิ่งทำชีวิตให้สมดุล

ต้นแบบ : คุณพ่อจะสอนเสมอว่า ยอมให้คนอื่นเอาเปรียบ ดีกว่าไปเอาเปรียบคนอื่น เพราะวันใดหากเราเอาเปรียบคนอื่น แล้วเขารู้สึก เขาจะเกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวเรา แล้วไปพูดปากต่อปาก เราก็อาจจะเสียหายได้ ฉะนั้นทำธุรกิจต้องซื่อตรง ส่วนคุณแม่ (จินตนา (จิราธิวัฒน์) บุญรัตน์) จะสอนใช้ชีวิตทั้งทำงานกับครอบครัวให้สมดุล

ออกกำลังกาย : รองเท้าวิ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวตลอด อย่างไม่ได้ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส แจงชอบที่จะไปวิ่งจ๊อกกิ้งในสวนสาธารณะ ได้ชมธรรมชาติก็มีความสุข ระหว่างสัปดาห์แจงต้องไปออกกำลังกายให้ได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1.5-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นก็ชอบตีสควอช ตีเทนนิส แล้วก็ว่ายน้ำ

เดอะ ซัคเซส ปริ้นซิเพิ้ล : การอ่านหนังสือก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง คุณแม่แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ ที่บอกว่าในชีวิตคนเรามี 7 อย่างที่ทั้งชีวิตของเราต้องทำให้สมดุล ได้แก่ 1.ธุรกิจ 2.การเงิน 3.ชีวิตสังคม 4.ครอบครัว 5.จริยธรรม 6.การศึกษา และ 7.สุขภาพ หนังสือสอนเรื่องการบาลานซ์ชีวิตในแต่ละช่วงของชีวิต ซึ่งต้องบริหารให้ต่างกัน วัยเด็กต้องตั้งใจเรียน โตขึ้นก็ต้องมุ่งมั่นกับธุรกิจและการเงิน แต่อย่าลืมดูแลเรื่องสุขภาพและครอบครัวอยู่เสมอ

ดื่มน้ำผลไม้ : ทุกวันก่อนนอนจะต้องดื่มน้ำส้ม 100% ส่วนตอนเช้าก็ต้องดื่มน้ำแอปเปิลเขียว และต้องดื่มน้ำผลไม้ตลอดวัน เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีทั้งวิตามินและคอลลาเจนเพื่อบำรุงผิว และมีวิตามินซีช่วยไม่ให้เป็นหวัดด้วย

โทรศัพท์มือถือ : ชอบไอโฟนเพราะชอบแอพลิเคชัน เช่น แอพลิเคชันเกี่ยวกับการทำน้ำผลไม้ แจงชอบไปโหลดสูตรทำน้ำสมูทตีของคนดังระดับโลกอย่าง มาร์ธา สจ๊วต บางครั้งก็นำมาทำกินที่บ้าน และก็ใช้เป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์น้ำผลไม้รสใหม่ๆ ด้วย หรือเวลาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็ชอบถ่ายภาพการจัดวางชั้นวางของเพื่อนำมาใช้กับงานด้านการตลาดของเราด้วย

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ