สนุกกับงานสไตล์นักบริหารด้านการศึกษา พิมภัทร์ ยมนาค

  • วันที่ 16 ม.ค. 2555 เวลา 07:29 น.

สนุกกับงานสไตล์นักบริหารด้านการศึกษา พิมภัทร์ ยมนาค

โดย...วราภรณ์

เป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น สำหรับ พิม-พิมภัทร์ ยมนาค ทายาท ภัทราดา ยมนาค ที่เป็นทั้งคุณครูและนักพัฒนาด้านการศึกษา โดยเธอรั้งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการสื่อสารและพัฒนาโรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ

แม้พิมภัทร์ไม่ได้จบด้านพัฒนาการศึกษาโดยตรง แต่การเติบโตมาในครอบครัวครู ก็หล่อหลอมให้เธอเป็นนักพัฒนาด้านการศึกษาที่ดี จากโรงเรียนขนาดกลางในซอยสุขุมวิท 53 เมื่อ 8 ปีก่อน ที่ยังไม่มีใครรู้จักสักเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันบางกอกเพรพได้รับรองวิทยฐานะจาก 4 องค์กรวัดระดับสถาบันสากล ให้เป็นโรงเรียนนานาชาติมาตรฐานดีเด่นในปี 2011 ในฐานะทำงานด้านพัฒนาและดูแลด้านประชาสัมพันธ์ให้กับโรงเรียน แม้เธอเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่ก็อดภูมิใจและรู้สึกดีใจถึงกับหายเหนื่อย

“พิมจบปริญญาตรี ศิลปะและวิทยาศาสตร์ ด้าน Media and Public Affairs มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จริงๆ พิมไม่เคยคิดและไม่เคยอยากจะเป็นครูเลย เพราะไม่ได้เรียนมาทางนี้ ตอนเด็กๆ พิมค่อนข้างมีทัศนคติกับครู เช่นว่า น่าเบื่อ โบราณ ไม่น่าสนใจ เป็นอะไรที่เชย ทำให้ไม่ชอบไปโรงเรียน แต่พอได้มาทำงานตรงนี้ ได้สัมผัสบรรยากาศโรงเรียนยุคนี้ ทั้งโรงเรียนเราเองและโรงเรียนอื่นๆ ทำให้เห็นว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นว่าเด็กอยากมาโรงเรียน ไม่อยากปิดเทอมอยู่กับบ้าน มีความสุขที่ได้มาเจอเพื่อน เจอครู ครูก็ไฟแรง ทันสมัย และใจดี คุณแม่พูดอยู่เสมอว่าครูที่ดีนอกจากเรื่องวิชาการแล้วควรอัพเดตตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ ถ้าล้าสมัยกว่านักเรียนแล้วจะสอนอะไรให้เขาได้

มีเพื่อนและคนรู้จักหลายคน ที่เรียนครู เป็นคุณครู ก็ทันสมัยกันทั้งนั้น เลยไม่อยากให้เด็กสมัยนี้มีทัศนคติกับอาชีพครูเหมือนแต่ก่อน ถ้าใครมีความรู้ความสามารถ รักสอนเด็ก ก็อยากให้มาเรียนครูกันเยอะๆ อยากให้อาชีพครูอินเทรนด์ เป็นอาชีพที่สนุก ทันสมัย น่าสนใจ เพราะประเทศเราต้องการคนรุ่นใหม่ๆ มาช่วยกันพัฒนาบุคลากรของชาติมากๆ ซึ่งปัญหาอันดับหนึ่งของเมืองไทยเลยคือ ขาดบุคลากร อย่างโรงเรียนในแถบชายแดนบางแห่งเขามีอุปกรณ์การเรียนเพียบพร้อมมากกว่าโรงเรียนที่เราเห็นในกรุงเทพฯ อีก แต่ไม่มีคนจะสอน มีคอมพิวเตอร์จอแบนทันสมัยกว่ารุ่นที่เราใช้อีก แต่ทิ้งไว้ฝุ่นเกาะเพราะไม่มีคนจะสอน”

ตลอด 8 ปีแห่งการทำงานเป็นทั้งผู้ดูแลด้านการสื่อสารและพัฒนา ซึ่งแผนการทำงานในแต่ละปีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“ระยะแรกโรงเรียนเพิ่มหลักสูตรและเพิ่มระดับ ยังไม่มีใครรู้จัก พิมเข้ามาช่วยดูแลด้านลงโฆษณาเพื่อให้คนรู้จัก ปัจจุบันโรงเรียนของเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หลังๆ พิมมาช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้างอาคาร ดูการสมัครนักเรียน ตอนมาช่วยดูแลด้านการเงินซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบใหม่ จากเดิมเราเป็นโรงเรียนเล็กๆ ปัจจุบันเรามีเด็กนักเรียนชั้นมัธยม 6 ที่จะสอบเอ็นทรานซ์เป็นรุ่นแรก ตอนนี้เรามีนักเรียน 630 คน ซึ่งเป็นการเติบโตที่น่าพอใจ โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนอินเตอร์สอนระบบอังกฤษ ซึ่งมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก อีกทั้งสภาพแวดล้อมเมืองไทย วัฒนธรรม คนชอบระบบอังกฤษ เพราะไม่ปล่อยเด็กเกินไป ค่อนข้างเคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย แต่ไม่ปิดกั้นเสรีภาพด้านความคิด”

หลักการทำงานด้านประชาสัมพันธ์โรงเรียนคือ การทำอย่างไรที่จะสร้างโรงเรียน สร้างแบรนด์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยคนไม่รู้สึกว่าเยอะเกินไป “การทำงานที่นี่ทำให้เราเรียนรู้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่ภาพที่ออกไป เราต้องทำโรงเรียนให้น่าอยู่ มีระเบียบ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่มาเยี่ยมเยือน ภูมิสถาปัตย์ของโรงเรียนต้องสวยงาม สะอาด มีความเป็นสากลทั้งความรู้สึก บรรยากาศภายในโรงเรียน ผู้ปกครองที่มารับลูกๆ พูดว่าบรรยากาศเหมือนโรงเรียนที่บ้านเขา”

ในฐานะผู้บริหารก้าวต่อไปที่จะพัฒนาโรงเรียนคือ จะเน้นด้านการคุณภาพของการเรียนรู้ซึ่งโรงเรียนเน้นมาโดยตลอด ด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ ผลักดันให้นักเรียนมัธยม 6 ที่จบไปสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

การเป็นนักพัฒนาโรงเรียน พิมภัทร์มองว่าเป็นเรื่องสนุก แม้ตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่เคยตั้งใจอยากเป็นคุณครู หรือเป็นนักบริหารโรงเรียนมาก่อน “ งานทำงานด้านการศึกษาเป็นเรื่องสนุก ได้ทำงานกับเด็ก ๆ ที่มีความสดใส น่ารักเป็นธรรมชาติ

“ แม้พิมไม่ได้จบด้านการศึกษา แต่การเติบโตมาในครอบครัวที่มีทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นอาจารย์ ดีซะอีกการทำงานกับเด็ก ๆ ทำให้เราไม่เครียด เพราะเด็ก ๆ ก็น่ารัก สดใส จริง ๆ ทุก ๆ การทำงานก็ต้องมีความยากลำบาก แต่พิมเหมือนโตมากับการศึกษา เราอยู่กันในโรงเรียน เราก็รักกับเหมือนเป็นครอบครัว อยากส่งเด็ก ๆ ไปถึงที่หมายที่เขาอยากจะเป็น”

สำหรับหลักในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ พิมภัทร์เน้นการทำงานต้องไม่เครียด หากเป็นงานใหญ่ๆ ควรเรียนรู้ที่จะกระจายงานให้ส่วนต่างๆ ได้รับผิดชอบ

“การทำงานอย่าเครียด จะแย่ไปสักแค่ไหนกัน ถ้าเผื่อเราดูภาพรวมใหญ่ ๆ แล้ว สมมติหากเกิดผิดพลาดเล็ก ๆ ก็ไม่ต้องไปคิดมาก ต้องปล่อยวาง และทำให้งานเดินหน้าไปได้ คือ เราพยายามทำให้ทุกๆ วันที่มีทั้งเรื่องไม่ดีและเรื่องที่ดี แต่ในท้ายที่สุดของแต่ละวันแล้ว ให้เราคิดว่าเมื่อเราทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อนร่วมงานและลูกน้องดี เราก็น่าจะเพียงพอแล้วพิมรู้สึกพอใจกับชีวิตตัวเอง อยากไปเรียนด้านการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการสอน อาจมีการฝึกสอนบ้าง เพราะพิมก็เดินมาทางนี้แล้ว ”

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ