นนท์ อัมระนันทน์ ไม่ไฮเทคพร่ำเพรื่อ

วันที่ 03 พ.ย. 2554 เวลา 08:37 น.
นนท์ อัมระนันทน์ ไม่ไฮเทคพร่ำเพรื่อ
“ชีวิตไม่ได้โก้เก๋ วันหนึ่งๆ ใช้เวลาอยู่กับงานมากกว่า 8 ชั่วโมงนะครับ” นนท์ อัมระนันทน์

โดย..ปอย

“ชีวิตไม่ได้โก้เก๋ วันหนึ่งๆ ใช้เวลาอยู่กับงานมากกว่า 8 ชั่วโมงนะครับ” นนท์ อัมระนันทน์ บอกเล่าถึงการทำงานในตำแหน่งครีเอทีฟในเอเยนซีชั้นนำของเมืองไทยแห่งหนึ่ง และในวันนี้ก็กลายเป็นเพียงคำว่า “อดีต” ไปแล้ว เพราะมีโอกาสเรื่องงานเข้ามาให้เริ่มต้นใหม่ ลูกชายสุดหล่อของคุณแม่ “ฮอลลี่” ดีไซเนอร์เจ้าของห้องเสื้อวอร์โดรฟ (Wardrobe) บอกว่ากำลังจะเริ่มงานในตำแหน่งก๊อบปี้ไรเตอร์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น

ในวัย 23 ปี นนท์ผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลากหลายแห่งกับการเป็นครีเอทีฟ แต่การที่ไม่ได้เรียนจบในเมืองไทย บางครั้งการคิดคำโฆษณาวรรคทองสวยๆ อาจไม่ค่อยทันใจ หรือติดขัดไม่เข้าใจสไตล์ไทยแท้ๆ แต่งานใหม่ที่ดีแทค งานคิดก๊อบปี้เขารับผิดชอบงานเขียนเป็นภาษาอังกฤษ “ก็น่าจะสนุกกว่านะครับ” นนท์ เริ่มต้นการสนทนาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์เดียวกับคุณแม่ไฮโซคนดัง

“หลายคนทักผมว่าหน้าตาผมดูเป็นลูกครึ่ง (อังกฤษ) ยิ่งกว่าคุณแม่อีกนะครับ แต่ก่อนผมจะตามคุณแม่ไปงานสังคมไปงานอีเวนต์บ่อยๆ แต่ไปบ่อยๆ ก็เบื่อ (หัวเราะ) นอกจากหน้าตาแล้ว สิ่งที่ผมเหมือนคุณแม่มากๆ อีกอย่างก็คือผมชอบเรียนเกี่ยวกับทางด้านศิลปะ ภาษา แต่สมองซีกซ้ายไม่ค่อยทำงาน (หัวเราะ) เรื่องคณิตศาสตร์เกี่ยวกับตัวเลขนี่หัวไม่ไปเลยครับ เรื่องนี้ยกให้น้องสาว (แนนนันทินี อัมระนันทน์) จะเก่งเรื่องตัวเลขเหมือนคุณพ่อ (ปาณิดล ชัยปาณี) ซึ่งทำงานด้านการวางกลยุทธ์เรื่องบริหารที่บริษัท เดนท์สุ

โชคดีที่พี่น้อง 2 คน ผมกับน้องสาวได้ไปคนละแบบ เพราะถ้าอาร์ตกันทั้งบ้านก็อาจพูดจากันไม่รู้เรื่องก็ได้นะ (บอกพร้อมเสียงหัวเราะ) ความที่หัวมาทางนี้พอจบมัธยมปลายที่เซนต์จอห์น อินเตอร์ฯ ผมจึงไปเรียนด้านคอมพิวเตอร์ อาร์ต ที่ประเทศออสเตรเลีย” นนท์ บอกเล่าโพรไฟล์คร่าวๆ แล้วรีบออกตัวร่ำเรียนด้านนี้ แต่ก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไฮเทคอะไรมากมาย ความรู้พอใช้ได้กับการนำอุปกรณ์ไอทีมาใช้เพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“ผมใช้อุปกรณ์ไอทีเพื่องานจริงๆ นะครับ อย่างไอแพดนี่ก็ขอยืมแฟนใช้ในวันที่อยากเล่นเกมบ้างอะไรบ้าง ผมไม่ใช่คนเล่นเกมอะไรเยอะครับ ก็เลยไม่ได้ซื้อเป็นของตัวเอง” นนท์ สำทับอีกครั้งหนึ่ง

ดีแทคกำลังขาดคนเขียนก๊อบปี้ภาษาอังกฤษพอดี ซึ่งก็นับว่าเป็นโชคดีของเขา นนท์ บอกมาลงล็อกกับช่วงว่างๆ หลังลาออกจากครีเอทีฟโฆษณาเพราะเหตุผลทางด้านสุขภาพ จึงได้นำประสบการณ์งานเก่ามาใช้ในงานใหม่ได้ดีเลย

“คุณสมบัติไม่ใช่แค่คนแปลเท่านั้นนะครับ แต่ต้องเขียนข้อความโฆษณาดีๆ ภาษาอังกฤษแม่นๆ ได้อีกด้วย งานครีเอทีฟในเอเยนซีใหญ่ๆ ประสบการณ์สำคัญที่สุดที่ผมได้ติดมาด้วยก็คือการจัดการHandle กับผู้ร่วมงาน รู้จักวิธีการพูดกับลูกค้า สิ่งใดควรพูด ไม่ควรพูดในที่ประชุม คนรอบข้างจะพูดถึงผมว่า ง่ายๆ อะไรก็ได้ แต่บางวันก็อารมณ์ร้อนครับ เพราะอย่างที่บอกพวกเราทำงานหนักมากๆ บางวันก็เกิน 12 ชั่วโมงนะครับ คิดงานกัน ผลงานที่ผมชอบก็เป็นตู้เย็นยี่ห้อหนึ่งที่ขายเรื่องสีสัน กิมมิกเพนต์โดยการปาลูกบอลให้ไปแตกสีกระจายบนตู้เย็น คนครีเอทีฟต้องมีไฟในการทำงานตลอดเวลา เรื่องส่วนตัวอย่าเอามาเกี่ยวเวลาถกเถียงกัน” นนท์ บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ มุมปากหล่อๆ

และเมื่อต้องเริ่มงานใหม่ในองค์กรให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ “แกดเจ็ต” จึงเป็นของที่ต้องอัพเดตและคลุกคลีในชีวิตประจำวันมากขึ้นไปโดยปริยาย

“อย่างที่บอกตอนนี้อยากเล่นไอแพด ผมก็ต้องขอยืมแฟนครับ แกดเจ็ตเหมือนเป็นของเล่นของสะสมของผู้ชายมากกว่านะครับ แต่ผู้หญิงเดี๋ยวนี้กลับติดของพวกนี้ยิ่งกว่าติดเราอีก (หัวเราะ) อินกับไอโฟน อยู่กับบีบีกดกันได้ตลอดเวลา จนลืมว่ามีเราอยู่ตรงนั้นด้วย เรื่องนี้ผู้ชายก็โกรธได้ตลอดเวลาเหมือนกัน ไปกินข้าวก็ถ่ายรูปอัพขึ้นเฟซบุ๊กก่อน จะกินก็ยังกินไม่ได้ (เมาท์แล้วก็หัวเราะอีก) ผมชอบโฆษณาโทรศัพท์ชิ้นหนึ่งที่มีเนื้อหาในแนวคิดที่ว่า คุณอย่าให้ชีวิตให้เวลาอยู่กับของพวกนี้จนพร่ำเพรื่อมากเกินไป” นนท์ บอกใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และโชว์แกดเจ็ตในไลฟ์สไตล์ของเขาที่มี (ไว้ใช้) แค่จำเป็น

5 แกดเจ็ตของหนุ่มครีเอต

“หูฟัง” ยี่ห้อ AudioTechnica ราคากว่า 3,000 บาท เสียงดีมาก “ของดีคือราคาสมเหตุสมผลครับ” นนท์ บอกย้ำ และกับระบบสเตริโอมอนส์เตอร์ ฟังโอเปราได้ไพเราะมาก หรือแนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์สุดโปรดของเขาเวลานี้ ส่วน MacBook Pro ก็ไม่มีอะไรมาก ใช้เพื่อการทำงานเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เล่นเกมน้อยมากจนถึงน้อยที่สุด

สมาร์ตโฟน เลือกใช้ทั้ง 2 ค่าย นนท์ บอกแอพโฟร์สแควร์ใช้บ่อยมากๆ เวลาไป Checkin ตามสถานที่ต่างๆ ก็จะได้ส่วนลดที่ชอบมาก (ที่สุด) คือไปกินข้าวที่โฟร์ซีซั่นส์ ส่วนไอแพด เวลานี้นนท์บอกขอทดลองใช้ของแฟนไปก่อน

ไทเมอร์จับเวลา เป็นชิ้นที่ใช้บ่อยที่สุด “ผมเป็นคนออกกำลังกายหนักมากจนปอดรั่ว ซึ่งหมอบอกว่ากลุ่มเสี่ยงคือคนวัยผม 20 ปีต้นๆ และเป็นกลุ่มคนที่ออกกำลังกายบ่อยๆ ก็แปลกดีนะครับ ไทเมอร์จึงต้องสวมติดข้อมือไว้เพราะทุกวันนี้ผมก็ยังต้องดูแลตัวเอง (ชอบ) ออกกำลังกายในเวลาที่พอเหมาะ

แล้วผมก็ชอบทำอาหาร ซึ่งตอนที่ไม่สบาย คุณแม่กลัวเราเบื่อก็ให้ครูมาสอนคุกกิงที่บ้าน สอนทำอาหารไทยยากๆ เลยนะครับ สอนทำห่อหมก ใช้ครกสากตำน้ำพริกอะไรอย่างนั้นเลย ไทเมอร์ก็ใช้จับเวลาได้ดีกับเรื่องแอกทิวิตีพวกนี้ครับ”