ในครัวของนักปรุงใจ

วันที่ 02 ต.ค. 2554 เวลา 07:07 น.
ในครัวของนักปรุงใจ
สำหรับฉันการทำอาหารคือกิจกรรมที่ดึงจิตใจมาสู่ปัจจุบัน ช่วยเคลียร์ความยุ่งเหยิงฟุ้งซ่านในความรู้สึกออกไป

โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง

หน้าตาฉันอาจจะดูไม่เป็นเหมือนแม่บ้านแม่เรือนสักเท่าไหร่ หลายคนจึงทำตาโตเป็นไข่ห่านเมื่อได้ยินฉันโม้ เอ๊ย...คุยเรื่องการทำกับข้าว ขนาดคนใกล้ชิดสนิทสนมยังไม่ค่อยเชื่อว่าฉันนี่ล่ะคือเชฟมือสมัครเล่นที่ฝักใฝ่ในศาสตร์ของการปรุงอาหาร

จานเด็ดของฉันมักปรุงขึ้นมาเพื่อเสิร์ฟตัวเองเป็นหลัก น้านนานถึงลุกขึ้นมาทำอะไรให้ใครกินสักครั้งหนึ่ง หากคนชิมไม่โกหกหลอกลวง (สาธุ...) ก็หมายความว่ารสมือของฉันก็ “พอแหลกล่าย” อยู่ เพราะไม่เคยต้องเก็บกลับไปกินเองที่บ้านสักครั้ง

เป็นเรื่องง่ายสะดวกสบายและประหยัด ถ้าคนโสดที่ใช้ชีวิตลำพังอย่างฉันจะฝากท้องไว้กับร้านอาหาร แถมหลายมื้อในหนึ่งสัปดาห์ ฉันยังถูกชักชวนไปชิมอาหารดีๆ อร่อยๆ ที่ภัตตาคารต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนทำอาหารกินเอง แต่ทำไมวันหนึ่งฉันถึงได้กลายมาเป็นคนชื่นชอบลุ่มหลงกับกิจกรรมทำกับข้าวในครัว (แม้ว่าจะเป็นแค่มุมหนึ่งในห้องเล็กๆ มีอุปกรณ์เพียงไม่กี่อย่าง แต่ก็อยากจะเรียกว่าครัว) ฉันก็เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองอยู่เหมือนกัน

ฉันชอบลำดับขั้นตอนวิธีการทำอาหาร ชอบฟังเสียงกระเทียมส่งเสียงฉี่ฉ่าอยู่ในกระทะที่เต็มไปด้วยน้ำมันร้อนๆ ชอบที่จะเห็นมันเปลี่ยนสีจากขาวไปเหลือง แล้วก็กระจายกลิ่นกรุ่นออกมาอบอวล ที่แน่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ฉันชอบกิน!!! การส่งอาหารอร่อยๆ เข้าปากเป็นประสบการณ์ที่ดีเลิศในโลกหล้า ยิ่งถ้าเป็นของอร่อยที่ทำเองกับมือแล้วละก็ ความสุขยิ่งเพิ่มพูน

วันหนึ่งขณะยืนหน้าเตาไฟฟ้าอันเล็กเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้ตัวเอง ฉันก็ค้นพบเหตุผลเก๋ๆ ว่า หรือฉันจะชอบทำอาหารเหมือนกับที่บางคนชื่นชอบการสร้างสรรค์งานศิลปะ เช่นเดียวกันกับคนที่วาดภาพหรือเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก ฉันอาจจะชอบทำอาหารเพราะเหตุผลเดียวกัน

เมื่อลงมือทำมันก็ต้องทำให้อร่อย ทำให้น่ากิน เพราะฉะนั้นจึงต้องดิ้นรนหาสูตร หาวัตถุดิบและอุปกรณ์ให้เหมาะสม ที่สำคัญคือ ต้องฝึกฝนหรือทำบ่อยๆ ให้ชำนิชำนาญ การทำอาหารก็คงจะเหมือนการสร้างสรรค์ศิลปะประเภทอื่นๆ คือ ไม่มีสูตรตายตัว แม้อาจารย์ผู้สอน (บางครั้งฉันก็พบอาจารย์ของฉันผ่านจอทีวี) จะบอกว่าต้องมีวัสดุหรือวิธีทำอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริง เราก็สามารถปรับทุกอย่างให้เป็นของตัวเองได้

เชฟทุกคนได้รับเบสิกจากการเรียนรู้ฝึกหัด ที่เหลือคือความตื่นเต้นของการได้ผสมผสานปรุงแต่งด้วยตัวเองให้เป็น “สูตรของผมเองครับ” เช่นที่เชฟชื่อดังชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า “การปรุงอาหารไม่ใช่วิชาเคมี แต่เป็นศิลปะที่ต้องใช้สัญชาตญาณและรสชาติ มากกว่าการตวงวัดที่แน่นอน”

นั่นล่ะจึงทำให้คนหัวใจอิสระและชื่นชอบการทำลายกรอบเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์หนทางใหม่ๆ จึงรักการทำอาหาร เช่นเดียวกันกับคนที่รักการผจญภัย เพราะอาหารที่ไม่คุ้นเคยลิ้นก็คือความตื่นเต้น เป็นเรื่องผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นอาหารต่างชาติ หรืออาหารจากเชฟที่ไม่รู้จัก หรือแม้แต่สูตรอาหารที่พัฒนาคิดค้นขึ้นใหม่

ตราบใดที่การกินยังคงจำเป็นสำหรับมนุษย์ การปรุงอาหารก็ยังจะคงอยู่คู่โลกและยิ่งพัฒนาให้กลายเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ แม้บางคนจะบอกว่าจะยุ่งยากวุ่นวายทำไมกับเรื่องการทำอาหาร อะไรง่ายๆ นั่นแหละดีที่สุด ขอโทษ เคยเห็นร้านอาหารที่แม้แต่เจียวไข่ (มาตรฐานอาหารง่ายๆ ของคนไทย) ยังไม่อร่อยมั้ย นั่นล่ะทำไมการทำอาหารง่ายๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การทำอาหารจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ทำให้อิ่มทั้งท้องและทั้งใจ

นอกจากชื่นชอบการปรุงอาหารในฐานะงานศิลปะแล้ว ฉันยังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมากกว่านั้นอยู่เบื้องหลัง วันหนึ่งระหว่างการฝึกฝนหัดทำอาหารฉันได้ค้นพบคำตอบ

ก่อนลงมือทำอาหารแต่ละจาน เราจะต้องวางแผนและเตรียมการ ขณะหั่น ซอย โขลก ตำ ผัด ทอด ต้ม ตุ๋น ฯลฯ ฉันรู้สึกว่าจิตใจตัวเองเดินทางไปสู่ภวังค์แห่งความเงียบสงบและมีสมาธิ เวลาที่ฉันลงมือทำอาหาร ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ปัญหาชีวิตที่หนักอึ้ง จิตใจที่ฟุ้งซ่านเพราะผ่านพบกับหลายร้อยพันเรื่อง ทุกๆ อย่างเลือนเร้นหลบ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นพยายามที่จะลืมเลือน อยากจะหยุดคิดหมกมุ่นกับความรู้สึกซึ่งค้างคาในใจ แต่ก็ทำไม่ได้ ต่างกับเมื่อลงมือทำกับข้าว ใจที่หนักอึ้งด้วยเรื่องต่างๆ นั้นพลันเบาบางลงได้โดยไม่ต้องบังคับ

โอ้ววววว นี่คือความมหัศจรรย์ของการทำอาหารชัดๆ

สำหรับฉันการทำอาหารคือกิจกรรมที่ดึงจิตใจมาสู่ปัจจุบัน ช่วยเคลียร์ความยุ่งเหยิงฟุ้งซ่านในความรู้สึกออกไป เหมือนกับเป็นไม้กวาดมาช่วยปัดฝุ่นหรือขยะ เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้ให้สิ่งดีๆ ที่จะผ่านเข้ามา นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย เงียบสงบ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีจังหวะจะโคน ต้มน้ำ เติมเกลือ ล้างผัก หั่นกระเทียม ฯลฯ จิตใจฉันจดจ่ออยู่กับการกระทำขณะนั้น ทำทีละอย่าง ทีละขั้นตอน ช้าๆ สุขุม รอบคอบ ตั้งใจ

นอกจากฝึกฝนเพื่อปรุงอาหาร ทุกครั้งที่เข้าครัวฉันก็ได้ฝึกฝนเพื่อปรุงใจของตัวเอง ง่ายๆ เพียงแค่ใช้เวลาลำพังกับบรรดาวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ สัมผัสรับรู้กับกลิ่น สี รูป และรส ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

ณ จุดนั้นไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเส้นตายการส่งงาน ไม่มีแผนอนาคตให้คิด ฯลฯ จิตใจที่มีอาการคล้ายจะ “เออร์เรอร์” จึงได้ “ฟอร์แมต” ใหม่ทุกๆ ครั้งเมื่อมือได้จับกระทะ ตะหลิว มีด ฯลฯ ความรู้สึกปีติยินดีเกิดขึ้นเมื่อเห็นอาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว และตัวฉันก็พร้อมที่จะทำเรื่องอื่นๆ ในชีวิตต่อไป

ที่ผ่านมาฉันเคยถูกตั้งคำถามว่า บ้าหรือเปล่าที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำกับข้าวตอนดึกดื่น นั่นเพราะพวกเขายังไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วในครัวของฉันมีบางอย่างที่ไม่ใช่แค่การปรุงอาหาร