เชิด สันดุสิต ทำนาศิลปะ

วันที่ 17 ส.ค. 2554 เวลา 07:54 น.
เชิด สันดุสิต ทำนาศิลปะ
โดย...มัลลิกา

“Vanto” หรือ “เชิด สันดุสิต” ได้ร่ายบทกวีขึ้นมากลางท้องทุ่งนา ใน จ.เชียงราย ที่รายล้อมไปด้วยต้นข้าวเขียวขจี โอบกอดด้วยภูเขาน้อยใหญ่ มีจังหวะเพลิดเพลินจากเสียงกบเขียดจิ้งหรีดเรไร ฉ่ำบานหัวใจด้วยแม่น้ำลำคลอง ด้วยความงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตจึงแตกหน่อผลิตผลออกมาเป็นงานศิลปะ ซึ่งตอนนี้กำลังจัดแสดงในชื่อนิทรรศการว่า “ศิลปะจากทุ่งนา”

เชิด สันดุสิต เป็นจิตรกร เป็นกวี นักร้อง นักแต่งเพลง เอาเป็นว่า เชิด เป็นศิลปินในทุกแขนง ทุกสาขา และทุกสิ่งอย่างที่เขาถ่ายทอดออกมาล้วนซื่อ ใส สะอาด ตรงไปตรงมา ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน แน่นอนว่าผลงานศิลปกรรมของเขาย่อมเป็นเช่นนั้นด้วย

อีกทั้งวิธีการทำงาน เทคนิควิธีการของศิลปะล้วนกลมกลืนไปกับการใช้ชีวิตตัวตนของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เรียกร้อง ไม่รุกราน หรือยอมจำนน เชิดให้ชีวิตตัวตนดำเนินไปกับลมหายใจแห่งศิลปกรรม ชีวิตประจำวันคือ ทุกๆ วันที่เป็นศิลปะ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นศิลปะ

“ตั้งแต่ยังหนุ่ม” เชิดเริ่มเล่าสู่กันฟังด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ “ก็เขียนรูปเกี่ยวกับทุ่งนา ภาพเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วก็มีมารวมในนิทรรศการนี้ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ทำนาเอง เพียงแต่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น แต่ตอนนี้ทำนาเอง มาทำเอาตอนอายุมาก จับจอบ จับเสียม หวานเมล็ดข้าวเอง ภรรยาที่บ้านยังแซวเลยว่า ตัวเรานี้มีแต่กลิ่นโคลน... สาบควายเขาคงคิดไว้ในใจ (หัวเราะ)”

ในที่สุดเชิดก็ได้กลายเป็น “ศิลปินชาวนา” เพิ่มอีกอย่างหนึ่ง แต่ทว่าการเกิดขึ้นของศิลปะจากทุ่งนานั้นมีตัวกระตุ้นมาจาก “การหนีฝุ่น” จากการสร้างทางถนนใหม่หน้าบ้าน ต.จันจว้า ใต้ อ.แม่จัน ซึ่งใช้เป็นแกลเลอรีด้วย ในชื่อ “เชียงฮายหลวง บ้านศิลปะ” เชิดหนีฝุ่นที่จะนำมาซึ่งความเจริญทว่าได้ตัดโค่นต้นไม้น้อยใหญ่เป็นทิวแถว ซึ่งเมื่อก่อนเสมือนอุโมงค์ต้นไม้ให้ความร่มรื่นแก่ผู้สัญจร เชิดหนีเข้าทุ่งนา สร้างกระโจมอินเดียนแดง และการอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งนาเขาได้เฝ้ามองธรรมชาติและชีวิต จนเกิด “หน่อศิลป์” เขานิยามคำศัพท์ไว้เช่นนั้น

“ผมอยู่ในกระโจม นั่งสมาธิได้ยินเสียงน้ำ เสียงลม เสียงนก เสียงเขียด มีความสุขมาก บอกไม่ถูกเหมือนเราย้อนนึกถึงเราตอนเด็ก เราเป็นคนมองเฝ้าสังเกตการณ์ชาวนาแล้วนำมาเสนอ ขนาดฝนตกชาวนาตัวจริงวิ่งหนีหลบฝน เราชาวนาตัวปลอมยังนั่งดูกลางสายฝนอยู่เลย ที่ผมเฝ้าดูทุ่งนาโดยธรรมชาติไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนคือสิ่งที่เข้ามา รถไถมาแทนควาย ตอนนี้ควายมีให้เห็นน้อยมาก และที่มีก็เลี้ยงเป็นฟาร์มเพื่อขายเนื้อไม่ได้มีไว้ทำนา เครื่องมือทุกอย่างเปลี่ยนหมด งอบก็ไม่มีเป็นหมวกลายสวยๆ เดี๋ยวนี้ชาวนาสวยขึ้นเยอะ เมื่อก่อนหมวกวิ่นขาด เสื้อผ้าสกปรก ช่วงที่ผมไปสัมผัสใหม่ๆ งานจะทำได้เยอะมาก มันไหลออกมาพรั่งพรูออกมา มันเป็นสัมผัสแรก ลงโคลนครั้งแรก จับจอบจับเสียม หว่านเมล็ดข่าว นั่งเฝ้ามอง 3 วัน 4 วัน มันงอกมันออกมาแล้ว เราก็นั่งสเกตช์ไป ดูแล้วสนุกมากก็เลยถ่ายทอดออกมา”

สำหรับสีที่ใช้ในงาน นอกจากจะมีสีน้ำมัน สีพลาสติกแล้ว ยังใช้โคลนจากทุ่งนามาสร้างงานด้วย “ผมนำเสนอทุกอย่างที่เห็นตรงหน้า ไม่ซับซ้อน ไปเจอชาวนาบางคนถือจอบไปเอาน้ำเข้านา บางคนไปดูว่าหอยเชอรี่มากินต้นข้าวไหม อีกคนไปปลูกผักบนสันคันนา เห็นคนเขาชอร์ตปลา นี่ไม่ใช่กินอย่างพอเพียงแล้ว แต่เอาปลาไปขายเพื่อส่งทีวี ตู้เย็น กิ๊ก รถ เขาไม่ได้อยู่อย่างพอเพียงแต่นี่มันล้างผลาญ มีเท่าไหร่จับมาขายให้หมด แทนที่จะได้กินกันนานๆ แต่แบบนี้เดี๋ยวปลาก็หมด”

สีเขียว คือ ต้นข้าว สีฟ้า คือ ฟ้า สีขาว คือ น้ำ งอบ คน กบ เขียด นก ควาย ฯลฯ รายละเอียดทุกๆ สัดส่วนของงานศิลป์ ล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงวิถีชีวิต วิถีธรรมชาติของท้องทุ่งนา

นิทรรศการจัดแสดงที่ 9 Art Gallery จ.เชียงราย ระหว่างวันนี้–31 ส.ค. เปิดให้เข้าชมวันอังคารอาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น.