หลอดเลือดสมอง ป้องกันได้รักษาได้
โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของโลกและของไทย
โดย พญ.อรอุมา ชุติเนตร & สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ & คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของโลกและของไทย โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากโรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อเกิดโรคแล้วผู้ป่วยอาจเสียชีวิตหรือมีความพิการอย่างถาวรที่เรียกว่า อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องมีผู้ดูแล
โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจาก ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำให้สมองขาดเลือด หรือมีเลือดออกในสมอง ส่งผลให้สมองบางส่วนทำงานผิดปกติ
ถ้าสมองที่ผิดปกติอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมการทำงานของ กล้ามเนื้อแขนขาก็จะเกิดอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ที่เรียกว่าอัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมการพูด การใช้ภาษาก็จะเกิดอาการพูดไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจภาษา หรือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ เป็นต้น
ทั้งนี้ มีอาการที่พบได้บ่อย 3 อาการ คือ ปากเบี้ยว แขนขา อ่อนแรง หรือชาด้านใดด้านหนึ่ง พูดผิดปกติ (พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ลิ้นแข็ง หรือพูดไม่รู้เรื่อง) หรืออาจมีอาการอื่นๆ ได้อีก เช่น กะระยะไม่ถูก เห็นภาพซ้อน มีตามัวอย่างรวดเร็ว เวียนศีรษะและปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือหมดสติได้ ซึ่งถ้ามีอาการผิดปกติเหล่านี้ต้องรีบ พบแพทย์ทันที
สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน กับโรคหลอดเลือดสมองแตก โดยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เป็นการเสื่อมของหลอดเลือด ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรืออาจมีโรคหัวใจบางชนิดที่ทำให้มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหัวใจแล้วหลุดไปอุดตันยังหลอดเลือดในสมอง
เช่น ผู้มีภาวะหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะชนิด Atrial Fibrillation ผู้ที่มีโรคของลิ้นหัวใจ หรือผู้ที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
อย่างไรก็ตาม ในคนอายุน้อยมีโรคอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ เช่น ภาวะหลอดเลือดตีบจากหลอดเลือดถูกกระทบกระเทือนจนมีเลือดเซาะเข้าไปในผนังของหลอดเลือด อาจเกิดขึ้นได้หลังมีอุบัติเหตุบริเวณคอ หรืออาจเกิดจากการบิดคออย่างรุนแรงจากการเล่นกีฬา การบริหารร่างกาย หรือการนวดที่ไม่ได้มาตรฐาน หลอดเลือดสมองอักเสบ หรือหลอดเลือดสมองหดตัวจากการได้รับยา หรือสารเสพติดบางชนิด เช่น ยาบ้า
ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ เช่นกัน คือ เลือดออกในเนื้อสมอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดโป่งพองขึ้นและเปราะแตกง่าย และเลือดออกในชั้น เยื่อหุ้มสมอง (เลือดออกมาในน้ำที่อยู่รอบสมอง) ซึ่งมักจะพบใน ผู้ที่มีหลอดเลือดโป่งพอง
อย่างไรก็ดี เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยการดูแลรักษาปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การปรับพฤติกรรมตัวเอง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในที่มีควันบุหรี่ ลด หรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักให้ไม่อ้วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 40 นาที และระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร โดยเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือมีไขมันสูง ยิ่งถ้ามีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีระดับไขมันในเลือดสูง ก็ยิ่งควรระวัง
ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองควรรีบไป โรงพยาบาลทันทีหรือรวดเร็วที่สุด เพราะการรักษาในระยะเฉียบพลันตั้งแต่เพิ่งเริ่มมีอาการอาจช่วยลดความพิการและการเสียชีวิตลงได้ หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และมีอาการมาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง แพทย์จะรีบรักษาและพิจารณาว่าผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำหรือไม่
ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Drug) เป็นยาที่จะช่วยละลายลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดให้หายไปได้ โดยหวังผลว่าเมื่อลิ่มเลือดละลายไปแล้ว เลือดจะกลับมาเลี้ยงสมองบางส่วนที่ยังไม่ตายได้ทันท่วงทีและทำให้สมองส่วนนั้นฟื้นตัวกลับมาทำหน้าที่ได้ตามเดิม
โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดจะมีอาการที่ดีขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยใส่อุปกรณ์ผ่านสายสวนหลอดเลือดเข้าไปลากหรือดูดลิ่มเลือดออกมาหรือการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดแดง
แต่วิธีต่างๆ เหล่านี้มีข้อจำกัดในการรักษา แพทย์จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมที่จะได้รับการรักษาซึ่งทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากร และอุปกรณ์พร้อมเท่านั้น
แต่ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก จะต้องป้องกันไม่ให้เลือดออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในระยะเฉียบพลันโดยการควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงมาก แพทย์จะให้ยาลดความดันเพื่อควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนดอย่างรวดเร็ว และหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองแตกเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำในอนาคต


