
ยุโรปเล็งปล่อยกรีซ‘หนี้เสีย’
ลดหนี้กรีซเอกชน-รัฐต้องช่วยกันแนะสั่งแบนบริษัทจัดอันดับเครดิต
ลดหนี้กรีซเอกชน-รัฐต้องช่วยกันแนะสั่งแบนบริษัทจัดอันดับเครดิต
ยุโรปเปลี่ยนท่าที อาจต้องปล่อยให้กรีซกลายเป็นหนี้เสียบางส่วนเพื่อลดปัญหาภาระหนี้ลงบ้าง แนะสั่งแบนบริษัทจัดเครดิต หลังหั่นเครดิตโปรตุเกสลงผิดที่ผิดเวลา
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ว่า บรรดาผู้นำยุโรปเตรียมแผนใหม่รับมือวิกฤตหนี้ของกรีซ อาจจะต้องปล่อยให้พันธบัตรบางส่วนที่มีกำหนดชำระคืนกลายเป็นหนี้เสียไป เพื่อปรับระดับหนี้โดยรวมของกรีซใหม่ เพื่อให้กรีซพอยืนหยัดต่อไปได้
ทั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ได้รับการหารือกันระหว่างการประชุมของกลุ่มรัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศยูโรโซนที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งประเด็นที่ได้หารือกันนั้น รวมไปถึงการลดภาระหนี้ของกรีซลงบ้าง เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเงินช่วยเหลือ ตลอดจนเริ่มโครงการซื้อคืนพันธบัตรกรีซ
เจ้าหน้าที่ยุโรปซึ่งไม่ออกนาม เปิดเผยว่า เป้าหมายคือการลดปัญหาหนี้ของกรีซลง โดยที่ทั้งภาครัฐและเอกชนของยุโรปจะต้องช่วยกันแบกภาระ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนการจะยังไม่ปรากฏออกมาจนกระทั่งปลายฤดูร้อนของยุโรปนี้
ที่ผ่านมา ผู้นำยุโรปยังคงลังเลและหวาดกลัวที่จะยอมปล่อยให้กรีซกลายเป็นหนี้เสียบางส่วน ซึ่งทางเลือกดังกล่าวล่าสุดนั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของยุโรปต่อปัญหาหนี้ครั้งแรกทีเดียว
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเรียกร้องให้ยุโรปออกมาตรการห้ามการจัดอันดับเครดิตใดๆ ต่อชาติยุโรปที่มีปัญหาอยู่ และอยู่ระหว่างการรับความช่วยเหลือจากส่วนกลาง
มิเชล บาร์นิเอร์ ข้าหลวงใหญ่ด้านตลาดทุนภายในของยุโรป กล่าวด้วยว่า ควรจะมีการแจ้งกันล่วงหน้าก่อนที่รัฐบาลนั้นๆ จะถูกลดอันดับเครดิตด้วย
“ในสภาวะเช่นนี้จะต้องมีการถามก่อนว่า การจัดอันดับเครดิตจะทำได้หรือไม่ เมื่อประเทศที่กำลังจะถูกจัดอันดับอยู่นั้นกำลังอยู่ภายใต้โครงการความช่วยเหลือของนานาประเทศอยู่” บาร์นิเอร์ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วบรรดาบริษัทจัดอันดับเครดิตต่างถูกกระหน่ำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อบริษัท มูดี้ส์ ได้ประกาศลดเครดิตโปรตุเกสลงสู่อันดับจังก์ หรือ “ขยะ” โดยที่ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า ทั้งๆ ที่โปรตุเกสอยู่ภายใต้โครงการความช่วยเหลือจากยุโรปอยู่ และโปรตุเกสก็กำลังเริ่มต้นการใช้นโยบายตัดลดค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัดเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ 7.8 หมื่นล้านยูโรจากอียูและไอเอ็มเอฟ







